รำลึกคึกฤทธิ์กับรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดย ผศ.ดร.สมหมาย จันทร์เรือง

รำลึกคึกฤทธิ์กับรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ผศ.ดร.สมหมาย จันทร์เรือง : รำลึกคึกฤทธิ์กับรัฐบาลเสียงข้างน้อย

วันที่ 9 ตุลาคม 2538 เป็นวันอสัญกรรมของศาสตราจารย์พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ซึ่งเป็นปราชญ์และเสาหลักการเมืองไทยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีการบริหารโดดเด่นหลายด้าน อันนำมาเป็นประโยชน์แก่การเมืองไทยในยุคต่อมาได้ โดยบทความนี้ขอใช้ว่า “อาจารย์คึกฤทธิ์” ในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่ง

  • ประวัติอาจารย์คึกฤทธิ์

อาจารย์คึกฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2454 ที่จังหวัดสิงห์บุรี เป็นโอรสคนสุดท้ายของ พลโท พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ กับหม่อมแดง บุนนาค สำเร็จการศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยแล้วไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ สำเร็จปริญญาตรีเกียรตินิยม ปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์
เมื่อกลับจากการศึกษาได้เข้ารับราชการครั้งแรกที่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ต่อมาเข้าทำงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสำนักผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จากนั้นได้ประกอบธุรกิจด้านธนาคารและงานทางการเมือง

ด้วยความสามารถหลายด้าน และผลงานดีเด่นหลายประการ จึงได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2528 หลังจากนั้น ในโอกาสครบ 100 ปี ชาตกาลได้รับยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษาวัฒนธรรม สังคมศาสตร์และสื่อสารมวลชน เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 นับเป็นคนไทยลำดับที่ 20 ที่ได้รับเกียรตินี้

  • งานทางการเมือง

อาจารย์คึกฤทธิ์เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกในประเทศไทย ชื่อว่า “พรรคก้าวหน้า” และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของจังหวัดพระนคร (ก่อนรวมกับธนบุรีเป็นกรุงเทพมหานคร) เขต 3 เมื่อพรรคก้าวหน้ารวมกับพรรคประชาธิปปัตย์ มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรคและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาจารย์คึกฤทธิ์ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต่อมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในคณะรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

การเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2518 อาจารย์คึกฤทธิ์ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 1 (เขตดุสิต) และได้รับเลือกจากพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2518 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2519 (ประกาศยุบสภา) และรักษาการในตำแหน่งนี้ถึงวันที่ 4 เมษายน 2519 จากนั้นได้ลดบทบาททางการเมือง หันมาเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ

  • ผลงานเด่น-แบบอย่างทางการเมือง

แม้อาจารย์คึกฤทธิ์เข้าสู่วงการเมือง และเป็นนายกรัฐมนตรีในระยะเวลาสั้น แต่ก็เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากพลเรือน และมีผลงานโดดเด่นเป็นแบบอย่างทางการเมืองได้หลายด้านดังนี้

1.การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ตระหนักถึงปัญหานี้ โดยให้ข้อคิดที่คนไทยในยุคนั้นเห็นภาพได้ดี วลีนั้นคือ “หากประเทศไทยไม่มีทุจริตคอร์รัปชั่น ถนนในประเทศไทยคงทำด้วยทองคำ” สิ่งเหล่านี้รัฐบาลและบุคคลหลายฝ่ายต่างสานต่อและหาทางป้องกัน เช่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ย้ำเตือนอยู่เสมอว่า “การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นการโกงชาติ” ตลอดถึงผู้นำศาสนาต่างๆ ก็ร่วมแสดงบทบาทแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ที่ได้ระดับคะแนนประเทศที่โปร่งใสไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยคะแนนเต็ม 10 แต่ประเทศไทยในขณะนั้นได้รับการประเมินเพียง 3.5 น้อยกว่าประเทศในเอเซียบางประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และมาเลเซียที่ได้มากกว่า 5 คะแนน

2.กลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศ อาจารย์คึกฤทธิ์ใช้กลยุทธ์แก้ปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยด้วยการเปิดสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน นับเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนประเทศนี้ ทำให้ปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์คลี่คลายลงในที่สุด และเป็นแบบอย่างของผู้นำรัฐบาลยุคต่อมาในการไปเยือนต่างประเทศด้วยวัตถุประสงค์สำคัญคือการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

3.นโยบายเงินผัน อาจารย์คึกฤทธิ์ถือเป็นนโยบายหลัก เพื่อพัฒนาท้องถิ่นและชนบท โดยมอบให้ผู้บริหารราชการส่วนท้องถิ่นนำไปพัฒนากิจกรรมด้วยตนเองตามที่เหมาะสม โดยเป็นนโยบายที่รัฐบาลสมัยต่อมานำไปใช้จนถูกเรียกว่า “นโยบายประชานิยม” นโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนดำเนินการโดยประชาชนและเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย

4.การบริหารด้วยการประสานประโยชน์ เมื่อพรรคกิจสังคม ซึ่งอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค ได้รับการเลือกตั้งมาเพียง 18 เสียง จึงต้องร่วมกับพรรคการเมืองอีก 8 พรรค เพื่อจัดตั้งรัฐบาลด้วยการประสานประโยชน์แบ่งโควต้ารัฐมนตรีอย่างเหมาะสม และการบริหารประเทศก็ใช้ประโยชน์รับฟังความเห็นจากประชาชนส่วนใหญ่ มิได้ใช้อำนาจสิทธิขาดแบบเผด็จการ นับเป็นแบบอย่างที่ดีในการบริหารบ้านเมือง ซึ่งต่อมาพัฒนามาสู่การบริหารแบบธรรมาภิบาล

5.การนำหลักศาสนามาใช้ในการบริหารในความเป็นพุทธศาสนิกชน อาจารย์คึกฤทธิ์ได้การบริหารตามแนวพุทธด้วยการประยุกต์คำสอนในพุทธศาสนามาใช้ทั้งในชีวิตประจำวัน และการบริหารกิจการบ้านเมือง อันเป็นมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรมที่จำเป็นต้องมีสำหรับคุณสมบัติของนักการเมือง และกิจกรรมทางการเมือง ถือเป็นแบบอย่างพฤติกรรมของนักการเมืองและผู้บริหารบ้านเมืองที่ควรนำไปประพฤติปฏิบัติ
รัฐบาลเสียงข้างน้อยในการเมืองไทย

การเมืองไทยเคยมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เป็นปัญหาการบริหารประเทศหลายสมัย ได้แก่ การเมืองไทยช่วงปี 2512-2518 กล่าวคือ

รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร มีการจัดเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512 ซึ่งมีพรรคใหญ่ 1 พรรค ได้แก่ พรรคสหประชาไทยที่มีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าพรรค กับพรรคประชาธิปัตย์ที่มี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค การเลือกตั้งครั้งนั้นแบ่งเขตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 219 คน โดยพรรคสหประชาไทยได้ 74 คน พรรคประชาธิปัตย์ได้ 55 คน พรรคอื่นๆ รวมกับสมัครอิสระ 90 คน พรรคสหประชาไทยต้องรวมกับพรรคอื่นเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน แต่บริหารประเทศได้เพียง 2 ปีกว่า

เหตุการณ์ต่อมาเกิดขึ้นเมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร ทำรัฐประหารรัฐบาลตัวเอง และยกเลิกรัฐธรรมนูญเกิดปัญหาต่อต้านรุนแรงในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อความขัดแย้งคลี่คลายลง มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (หม่อมพี่) กับพรรคกิจสังคมที่นำโดยอาจารย์คึกฤทธิ์ (หม่อมน้อง) การเลือกตั้งครั้งนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 269 คน พรรคประชาธิปัตย์ได้ 72 คน รวมกับพรรคอื่นๆ ได้เสียงสนับสนุน 103 คน จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะคะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร (ไม่ถึง 135 คน) เมื่อแถลงนโยบายของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงสนับสนุน 111 คน ไม่สนับสนุน 152 คน ทำให้ไม่ได้รับความไว้วางใจให้บริหารประเทศ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และคณะรัฐมนตรี จึงต้องลาออก และสละสิทธิการจัดตั้งรัฐบาล

  • กรณีศึกษารัฐบาลคึกฤทธิ์

รัฐบาลอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2518 และพ้นจากตำแหน่ง
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2519 การเป็นรัฐบาลครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลผสมของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงสนับสนุนในการแถลงนโยบายไม่ถึงครึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังได้กล่าวมาแล้ว สมาชิกพรรคการเมืองส่วนมากเห็นว่าอาจารย์คึกฤทธิ์มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์เพียงพอที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปได้ แม้จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียง 18 คน

การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงต้องอาศัยภูมิหลังที่อาจารย์คึกฤทธิ์เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ประกอบกับมีความกล้าหาญ มีความเป็นผู้นำ และรอบรู้ศาสตร์ต่างๆ หลายแขวง ประการสำคัญคือ รู้จักการประสานประโยชน์อย่างเหมาะสม ทำให้ได้รับการสนับสนุนจาก พรรคการเมืองต่างๆ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเสียงสนับสนุน 141 คน จากสมาชิกทั้งหมด 269 คน ถือว่าเกินครึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคกิจสังคมที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียง 18 คน เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลคงหนีไม่พ้นการเป็นรัฐบาลผสมที่ต้องประนีประนอมกับพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค (อย่างน้อย 8 พรรค) เมื่อบริหารประเทศมาระยะหนึ่ง จึงเกิดปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ภายในและปัญหาการเมืองจากภายนอก จึงประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2519 ได้จัดการเลือกตั้งใหม่ แต่อาจารย์คึกฤทธิ์ แพ้การเลือกตั้ง จึงไม่ได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองโดยตรง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกต่อไป

ประวัติศาสตร์การเมืองและกรณีศึกษานี้ แสดงให้เห็นว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ต้องเป็นรัฐบาลผสม เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ต้องผจญกับวิบากกรรมทางการเมืองมากมายหลายด้าน ซึ่งต้องอาศัยความอดทน อดกลั้น และการประสานประโยชน์อย่างเหมาะสม จึงจะสามารถประคับประคองคณะรัฐบาลให้ยืนยงต่อไปได้

  • ความส่งท้าย

รัฐบาลไม่ว่าจะมาจากพรรคเดียวที่มีเสียงข้างน้อย หรือมีเสียงข้างมากจากจนถูกเรียกว่าเผด็จการทางรัฐสภาก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลและการบริหารประเทศต้องอยู่บนพื้นฐานสำคัญ คือ ผลงานที่สอดคล้องกับความต้องการส่วนใหญ่ของประชาชน ความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส ปราศจากทุจริตคอร์รัปชั่นและยึดหลักประชาธิปไตย

ดังนั้น บทบาททางการเมืองของอาจารย์คึกฤทธิ์ที่กล่าวมานี้ น่าจะเป็นแบบอย่างให้นักการเมือง และผู้บริหารบ้านเมืองได้พิจารณานำไปปฏิบัติ พร้อมร่วมรำลึกต่อผลงานและคุณูปการของอาจารย์คึกฤทธิ์ที่มีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ชาวกะเหรี่ยงคอยาว รับวัคซีนเข็มแรกแล้ว เตรียมความพร้อมรับนักท่องเที่ยว
บทความถัดไปเขื่อนขนาดกลางโคราชเกินความจุแล้ว 8 แห่ง 2 แห่ง ใกล้เต็ม เตือน 7 อำเภอขนของขึ้นที่สูง ระวังน้ำทะลักเข้าบ้าน