ที่เห็นและเป็นไป : ภาระของประชาชน

ที่เห็นและเป็นไป : ภาระของประชาชน

ที่เห็นและเป็นไป : ภาระของประชาชน

ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ หรือมีข้ออ้างเพื่อปกป้องความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการอย่างไรก็ตาม แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ “บ้านเมืองเผชิญปัญหานำสู่แนวโน้มที่เลวร้าย”

มีผู้เปรียบเทียบว่า “ประเทศไทยยามนี้เหมือนบ้านที่ผู้นำครอบครัวไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายกันสนุกสนาน” เป็นการใช้จ่ายที่ไม่ได้นึกถึงการสร้างผลผลิต เป็นการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยและสูญเปล่าไปเรื่อยๆ

โดยไม่ได้นึกว่า ภาระในการใช้หนี้ใช้สินนั้น ลูก-หลานที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้รับผิดชอบประเทศชาติในอนาคตรับภาระ

การบริหารจัดการเช่นนี้ หากกระบวนการประชาธิปไตยมีประสิทธิภาพ

“รัฐสภา” จะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบและคัดค้านการตัดสินของ “รัฐบาล” อย่างเข้มแข็ง เพื่อประคับประคองไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ หรืออย่างน้อยต้องเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน

ทว่า “ประชาธิปไตยไทย” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจเฉพาะหน้า เพื่อเปิดทางให้มีการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร

“รัฐสภา” ทำหน้าที่ตามบทบาทอย่างที่ควรจะเป็นไม่ได้

“วุฒิสภา” นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเมื่อมาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้มีอะไรที่ยึดโยงกับประชาชน จึงไม่ต้องสนใจที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน เมื่อมาจากการเอื้อเฟื้อวาสนาให้โดยผู้มีอำนาจ การทำหน้าที่รับใช้ หรือเอาอกเอาใจผู้มีอำนาจจึงเป็นไปอย่างเข้มแข็ง

ประชาชนไม่มีความหมายอะไร

ที่น่าเศร้าอย่างยิ่งคือ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” หรือ “ส.ส.”

คนเหล่านี้มาจาก “การเลือกตั้งของประชาชน” มีอำนาจวาสนาบารมีขึ้นมาได้เพราะประชาชนเลือกเข้ามาให้ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียง ดูแลความเป็นไปของประเทศแทนประชาชน

แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ทำหน้าที่เช่นนั้น

พวกเขาถูกผลประโยชน์เฉพาะหน้าครอบงำ

“ขายตัว” กันโดยไม่รู้จักอับอาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล

เป็นการเมืองที่ “ส.ส.ย้ายพรรค” กันคึกคักที่สุด เหตุของการย้าย หรือปฏิเสธบทบาทของพรรคที่ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน มาสนับสนุนอำนาจ ไม่มีคำชี้แจงอื่น เหมือนไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวกับประชาชนที่เลือกเข้ามาว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น

ไม่คิดแม้จะจะชี้แจงข่าวที่เล่าลือกันว่า เป็นพฤติกรรมที่ทำเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่จ่ายกัน ทั้งที่เป็นก้อน และเป็นรายเดือน

ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง แลกการทำหน้าที่โหวตในสภากับที่เรียกกันว่า “กล้วย” โดยไม่รู้สึกละอาย

แค่ขอให้ได้ผลประโยชน์ส่วนตัวเฉพาะหน้า อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ และจะกระทบอย่างไรชีวิตประชาชน ทั้งปัจจุบันและอนาคตเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่ใส่ใจที่จะใคร่ครวญคิดถึง

ยิ่งไปกว่า ส.ส.บางคนที่เลือกจะยืนอยู่ข้างผลประโยชน์ของชาติ เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนกลับกลายเป็นผู้ที่พรรคประกาศจะลงโทษ หรือกลั่นแกล้ง

ประชาธิปไตยนั้นนับเป็นระบบการปกครองที่เชื่อมั่นกันทั่วโลกว่าเอื้อต่อสิทธิเสรีภาพ และความเท่าเทียมกันของประชาชนมากที่สุด

แต่ประชาธิปไตยไทยกลับสร้าง “นักการเมืองที่เลวร้าย” เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวจนความละอายค่อยๆ เลือนหายไปจากความรู้สึกนึกคิด

ซึ่งผลที่จะตามมาคือ “ศรัทธาต่อประชาธิปไตย” จะเสื่อมทราม และส่งผลให้ “อำนาจนิยม” ซึ่งทั่วโลกถือเป็นระบบการปกครองที่เลวร้ายรุ่งเรืองขึ้นมา อันจะส่งผลต่อชะตากรรมของประชาชนที่จะถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ และโอกาสการพัฒนาชีวิตที่เท่าเทียม

สภาวะเช่นนี้ แก้ไขด้วยวิธีอื่นไม่ได้เลย

นอกจากประชาชนจะต้องให้บทเรียนกับนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเลวร้าย

เป็นภาระของประชาชนจะต้องรู้จักเลือก

ไม่ให้ “นักการเมืองที่เลวร้าย” และ “พรรคการเมืองที่ไร้อุดมการณ์” เข้ามามีบทบาทที่ไม่ละอายในความไม่มีมโนธรรม เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้แทนราษฎร”

อย่าไปเลือกคนเช่นนี้เข้ามา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เขื่อนเจ้าพระยาเร่งปล่อยน้ำ 2,779 ลบ.ม./วินาที ทะลักชุมชนริมน้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำท่วมเกือบ 2 เมตร
บทความถัดไปสมุทรสาครยอดเสียชีวิตกลับมาเป็น 0 คิกออฟ 4 ต.ค. ฉีดวัคซีนนักเรียน