หนังม้วนเก่า…สุดท้ายที่ผลประโยชน์

มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กำกับงาน 4 กรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นงานของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมช.เกษตร จากเดิมที่อยู่ในการกำกับดูแลของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กำลังเป็นเรื่องร้อนภายในรัฐบาลจนทุกฝ่ายจับตาว่าจะลงเอยในรูปใด

เพราะเป็นชนวนทำให้รอยร้าวเดิมที่มีอยู่แล้วถ่างกว้างมากขึ้นไปอีก สุดท้ายเป็นแค่สะดุดขาตัวเอง หกล้มหัวคะมำแล้วลุกขึ้นเดินกันต่อ หรือถึงขนาดตกม้าตาย สถานการณ์กำลังพัฒนาไป

ที่แน่นอน ทำให้สัญญาณว่าเวลาแห่งความสัมพันธ์อันดีใกล้หมดลงทุกวัน เกิดกรณีซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่เฉพาะพรรคเดียวในครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยก็ปวดใจมาแล้ว ต้องหวานอมขมกลืนมาจนถึงวันนี้

จากโมเดลศูนย์บริหารสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 รวบอำนาจการจัดการตามกฎหมาย 30 ฉบับมาไว้ที่หัวหน้ารัฐบาล เอาทหารมานั่งหัวโต๊ะ

จนแกนนำระดับรองหัวหน้าพรรคทนหน้าชื่นอกตรมไม่ไหว ระบายออกมากลางที่ประชุมสภา ชวนพรรคพวกกลับบ้านเราดีกว่า

พรรคประชาธิปัตย์ก็เช่นกัน โดนหนแล้วหนเล่า ก่อนหน้านี้จากคำสั่งเปลี่ยนแปลงการมอบอำนาจความรับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคใต้ให้ ร.อ.ธรรมนัส เกิดทับซ้อนกับเขตฐานเสียงของรัฐมนตรีเจ้าของพื้นที่เดิม เรื่องร้อนจนต้องเปลี่ยนกลับไปเหมือนเดิม

กลับเกิดเหตุให้ช้ำใจขึ้นมาอีก เหตุเพราะคนเสนอความคิดความจำสั้น ต้องการเอาใจนาย คิดน้อย ไม่สรุปบทเรียนจากหลายกรณีที่ผ่านมาทำให้พรรคร่วมรัฐบาลขุ่นข้องหมองใจ เกิดปฏิกิริยามาแล้วอย่างไรบ้าง

น่าสนใจ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไม่มีใครกล้าทักท้วง เพราะให้เกียรติและเคารพ เกรงจะเป็นการหักหน้าหัวหน้ารัฐบาลกลางวง เลยรักษามารยาท ปล่อยเลยตามเลย ถนอมน้ำใจ เอาไว้ค่อยมาแ