แนวรบด้านตะวันตก สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนอย่างพลิกฟ้าพลิกดิน

แนวรบด้านตะวันตก สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนอย่างพลิกฟ้าพลิกดิน

แนวรบด้านตะวันตก
สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนอย่างพลิกฟ้าพลิกดิน

ผู้เขียนนำชื่อนวนิยายที่ทหารชาวเยอรมันเขียนถึงสถานการณ์การรบกับอังกฤษ สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ชื่อ แนวรบด้านตะวันตก สถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง มาตั้งเป็นชื่อบทความ แต่ความต่างกันอยู่ที่จุดทำสงคราม กล่าวคือ หนังสือชื่อ แนวรบด้านตะวันตก สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งอยู่ในยุโรป แต่บทความที่ชื่อ แนวรบด้านตะวันตก สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนอย่างพลิกฟ้าดิน ตั้งอยู่ในเอเชีย คำว่าแนวรบด้านตะวันตกในบทความนี้หมายถึง จุดที่อยู่ทางตะวันตกของแผ่นดินไทย คือประเทศพม่า ซึ่งกำลังหน้ามืดถืออาวุธทำร้ายกันทั้งที่เป็นเชื้อชาติเดียวกัน

ถามว่าพวกเขาหน้ามืด ทำร้ายกันเพราะสาเหตุใด? ตอบว่า เพราะทหารพม่าใช้อาวุธแย่งอำนาจรัฐที่ประชาชนเขาเลือกไว้แล้ว และกำลังจะขึ้นเสวยอำนาจ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 แต่ทหารรีบยึดเอาไว้ก่อน ถามว่าเพราะเหตุใด? ทหารพม่าจึงรีบยึด ตอบว่า เพราะตัวทนไม่ได้ เนื่องมาจากตอนนับคะแนนประชาชนพม่าโห่ร้องดีใจอย่างสุดสุด ที่ออง ซาน ซูจี ได้คะแนนนำลิ่วๆ และได้ที่นั่งในสภาถึง 80% ทหารพม่าจึงคิดว่าชาวพม่าบังอาจเยาะเย้ยผู้มีอาวุธในมือ มันแสดงถึงว่า ชาวพม่าทั้งประเทศไม่เห็นหัวทหารพม่าแล้ว มันจะมากไปแล้ว!! มิน อ่อง ลาย คิด อย่ากระนั้นเลยต้องเอาคืนให้สาสม คือไม่ต้องให้มันขึ้นสู่อำนาจเลย แล้วนั่นคือเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้แทนที่ราษฎรที่ประชาชนเลือกจะขึ้นเสวยอำนาจ ด้วยความดีใจ มิน อ่อง ลาย ก็ยึดอำนาจจับออง ซาน ซูจี ขังเสียงั้น! ทำเหมือนกับชาวพม่ากำลังอ้าปากโห่ร้องอย่างมันในอารมณ์ที่โค่นทหารลงได้ แต่ยังไม่ทันได้หุบปากโห่ร้องเลย ก็ต้องหุบปากหัวเราะอย่างกะทันหัน เพราะถูกเอาคืนอย่างคาดไม่ถึง ชาวพม่างง! เงียบ! อยู่วันหนึ่ง เพราะเปิดตำราไม่ทัน พอตั้งตัวได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ชาวพม่าก็คำรามพร้อมกันว่า เอาอีกแล้วหรือนี่!!! แล้วนั่นคือ ย่างเข้าเดือนที่ 9 แล้ว ความแค้นของชาวพม่ายังไม่จางเลย ประท้วงไม่หยุด แถมชาติพันธุ์ทุกเหล่าร่วมลงมือละเลงเลือดด้วย

การคาดเดาของผู้เขียนดูจะไม่ผิดนัก เพราะเป็นเวลาเข้าเดือนที่ 9 แล้วที่ประชาชนพม่าลุกฮือขึ้นเริ่มทำอารยะขัดขืนเดินขบวนตีหม้อตีไห แม้จะถูกทหารพม่ายิงตายไปแล้ว เจ็ดร้อยกว่าศพ พวกเขาก็มิได้ย่อท้อยังเดินหน้าต่อสู้กับทหาร ท้ายที่สุดก็เข้าป่าฝึกอาวุธ ตั้งกองกำลังปกป้องประชาชน ชาวโลกทนไม่ไหวจึงกู่ก้องร้องให้ UN เข้าไปช่วย แต่ UN ก็เอาแต่คว่ำบาตรๆๆ อยู่นั่นแล้วเพราะทำอย่างอื่นไม่ได้ มีแต่อาเซียนเท่านั้นที่จะเข้าไปแทรกแซงได้ องค์การนี้ไทยเป็นหัวหอกตั้งขึ้นมานานแล้ว เมื่อกลุ่มประเทศเหล่านี้มีปัญหา ไทยจะเป็นตัวตั้งตัวตีดำเนินการ อย่างกรณีเหตุการณ์ในเขมรแดง เป็นต้น พอมาถึงคราวนี้ตัวไม่กล้าออกหน้าเพราะตัวเข้าข้างเผด็จการพม่ามาตลอด แม้ทหารพม่าจะยิงเรือราษฎรไทยที่แล่นติดฝั่งไทยที่แม่น้ำสาละวิน รัฐบาลประยุทธ์ก็ไม่ทำหนังสือประท้วงพม่า นี่แสดงถึงว่าไม่มีความรับผิดชอบอะไรเลย ผลสุดท้ายสุภาพสตรีตัวแทน UN ต้องเทียวไล้เทียวขื่อ วิ่งมาไทยบ้าง วิ่งไปอินโดบ้าง จะเข้าพม่า พม่าก็ไม่ให้เข้า เธอได้ผลักดันให้บรรดาประเทศมุสลิมสามประเทศ บวกสิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ซึ่งผู้นำประเทศมาจากประชาชน ให้พวกเขาสำนึกว่าที่ผ่านมาทหารพม่าทำกับชาวมุสลิม โรฮีนจาอย่างไร โรฮีนจาเขาไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ทำไมพวกคุณจึงเฉยเมยอยู่ได้ ทำไมคุณไม่ช่วยเขา โอกาสนี้เท่านั้นที่คุณจะหาแผ่นดินให้เขาอยู่ได้ เพราะทุกชาติพันธุ์ในพม่าต้องการปกครองตนเองแล้ว เขาฟังคำนี้แล้วก็ตาลุกวาว อินโดนีเซียมีชาวมุสลิมเป็นร้อยล้าน จึงให้สถานที่ประชุม แถมบรูไนประธานอาเซียนปีนี้เป็นมุสลิมด้วย ความสงสารโรฮีนจามีมากจึงจัดประชุมผู้นำสูงสุดอาเซียนแล้วก็ได้ข้อตกลงมา 5 ข้อ ตามที่ทราบกันแล้ว

ในข้อตกลงนั้นน่าจะมีอยู่ข้อหนึ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อชาติพันธุ์ต่างๆ คือข้อที่ว่า ให้มีผู้แทนของประธานอาเซียนทำหน้าที่ประสานงานระหว่างผู้เกี่ยวข้องในพม่าทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความสงบเลิกทำร้ายกัน ตรงจุดนี้แหละที่ผู้ประสานงานมีจุดหมายอยู่ในใจที่จะต้องให้โรฮีนจามีแผ่นดินอยู่ แต่แม้จะมีจุดหมายดังกล่าวนั้น ผู้ประสานงานจะเริ่มเอาจริงเอาจังเฉพาะชาติพันธุ์โรฮีนจาอย่างเดียวคงจะถูกตำหนิอย่างแน่นอน ดังนั้น ผู้ประสานงานจึงต้องเจรจาเพื่อให้ชาติพันธุ์อื่นๆ มีการปกครองตนเองตามที่มีสัญญาไว้ในสัญญาปางหลวง โดยเฉพาะรัฐไทใหญ่จะได้เอกราชปกครองตนเองตามสัญญาปางหลวงมิใช่จะต้องรวมอยู่ในสหภาพพม่าเหมือนชาติพันธุ์อื่น ตรงจุดนี้ขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้ สัญญาปางหลวง พม่าทิ้งสัจจะมา 2 ครั้ง ครั้งแรกเนวินเป็นผู้บิดพลิ้ว กับเจ้าฟ้าสีป้อ ขณะที่ทั้งสองเขาเผชิญหน้ากัน เจ้าฟ้าสีป้อกล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญรัฐฉานเมื่ออยู่ร่วมกับพม่า 10 ปีแล้ว ก็ให้เป็นเอกราชได้ เนวินตอบว่า นั่นมันกระดาษ! แต่ที่เนวินไม่พูดออกมาคือ ยังไงก็สู้ปืนไม่ได้ดอก! ทิ้งสัจจะครั้งที่ 2 คือซูจี เมื่อซูจีได้อำนาจแล้ว นักข่าวหญิง 2 ท่านจากสำนักข่าวอิระวดีเข้าไปถามซูจีว่า ตามสัญญาปางหลวง รัฐฉานเมื่ออยู่ร่วมกับพม่า 10 ปีแล้วให้เป็นเอกราชได้ ซูจีตอบว่า ไม่ใช่ เพียงให้ปกครองตนเอง แต่อยู่ในสหภาพพม่าเท่านั้น นี่คือการทิ้งสัจจะของพม่า ทั้งนี้ ก็เพื่อจะยึดดินแดนของชาติพันธุ์อื่นๆ มาเป็นของตน นี่คือการผูกรอยแค้นไว้ให้กับชาติพันธุ์อื่นๆ เมื่อดูสถานการณ์ในพม่าขณะนี้แล้วดูเหมือนจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ที่จะผลักดันให้ผู้แทนอาเซียนต้องรีบดำเนินภารกิจเพื่อระงับสถานการณ์ดังกล่าวให้ได้ ความวุ่นวาย มีทั้งชาวพม่าลงถนนไม่ยอมรับทหารพม่าทั่วประเทศ มีทั้งทหารพม่าถูกกะฉินและกะเหรี่ยงกวาดล้างฐานพม่าที่ไปตั้งควบคุมชาวกะฉินและชาวกะเหรี่ยงในประเทศทั้งสองนั้น ขณะเดียวกันทหารพม่าก็ถูกฆ่าตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะผ่าน หรือผ่าน 9 เดือนหลังการยึดอำนาจของทหารแล้ว ได้ปรากฏรัฐบาลของประชาชนพม่าชื่อ NUG ขึ้นมา และขณะนี้รัฐสภายุโรปรับรองรัฐบาลของประชาชนและเหล่าชาติพันธุ์แล้ว ได้ปรากฏกองทัพของประชาชนที่ชื่อกองกำลังปกป้องประชาชนขึ้นมาแล้ว อีกทั้งทัพพม่าเมื่อถูกประชาชนต่อสู้ก็ใช้เครื่องบินหย่อนระเบิดลงมาใส่ประชาชน ใช้ปืนใหญ่ยิงใส่ประชาชน ชาวโลกเขาจะมองทหารพม่าอย่างไร ใจชาวโลกเขาจะช่วยกองทัพพม่า หรือจะเอาใจช่วยประชาชนพม่า ใจชาวโลกมีส่วนผลักดันให้รัฐสภายุโรปรับรอง NUG แน่นอน

การที่ผู้เขียนตั้งชื่อบทความว่า แนวรบด้านตะวันตก จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าดินนั้น เป็นการแสดงนัยให้รู้ว่า แนวรบด้านตะวันออกเป็นอย่างไร? เพราะมันปรากฏการคล้ายๆ กันคือทหารหวงอำนาจเหมือนกัน ต่อไปมันอาจจะเหมือนอาหรับสปริงก็เป็นได้ แต่ผู้เขียนเชื่อว่าทางด้านตะวันตกจะเปลี่ยนเร็วกว่าและแน่นอนกว่า เพราะอะไร? ตอบได้ทันทีว่า เพราะเวรกรรมที่ทหารพม่าก่อไว้มาสนองแล้ว ถามว่าเวรกรรมอะไร? ตอบว่า เพราะเวรกรรมที่ทหารพม่าผูกรอยแค้นไว้กับใครต่อใครมากมาย ยกตัวอย่างเช่น พม่าเริ่มทำลายมอญจนสิ้นชาติ เมื่อทำลายอาณาจักรมอญได้แล้วคราวนี้ก็หันมาจัดการรัฐฉานคือไทใหญ่ เมื่อได้สองอาณาจักรเป็นเมืองขึ้นแล้วก็เกณฑ์ทั้งชาวมอญและไทใหญ่มาเป็นทหารมาจัดการอยุธยาของไทย สุดท้ายก็เผาเมืองหลวงของไทยคืออยุธยา แล้วนั่นคือจะให้ไทยเป็นอย่างมอญคือ เป็นคนกลุ่มน้อยในพม่า แต่โชคดีที่ไทยไม่ตกไปเป็นพลเมืองของพม่า เมื่อพม่าได้ชาติพันธุ์ดังกล่าวมาเป็นเมืองขึ้นแล้วก็ทำการกดขี่ ฝังรอยแค้นในชาติพันธุ์ดังกล่าวนั้นรวมหกเรื่องด้วยกัน คือหนึ่ง เกณฑ์แรงงานคนชาติพันธุ์อื่นมาทำงานให้ทหารพม่าและราชการพม่า สอง บังคับให้ไปเป็นลูกหาบขนเสบียงขนอาวุธในการรบ สาม บังคับให้ชนกลุ่มน้อยเป็นแนวหน้าในการรบกับข้าศึก คือให้ไปตายก่อน สี่ ในการรบกับชนกลุ่มน้อยจะพยายามฆ่าประชากรของชนกลุ่มน้อยนั้นด้วย เพราะคิดว่าชาวบ้านเหล่านี้ส่งปัจจัยให้ทหาร ห้า พยายามยุให้ชนกลุ่มน้อยให้ระแวงกันและกันแล้วก็ฆ่ากัน หก เมื่อยิงปืนใหญ่ หรือระเบิดใส่ประชาชนแล้ว ทหารพม่าก็จะเข้าไปเอาสมบัติเสบียงอาหารของชาวบ้านไปกิน แต่ละเรื่องที่พม่าทำนั้น มิได้มีความสงสาร และไม่สงวนชีวิตของเขาเลย เช่น ถ้าลูกหาบป่วยทำงานไม่ได้ในสมรภูมิสงครามป่าเขา พม่าก็จะใช้ลูกปืนรักษา คือยิงให้ตายแล้วก็บอกให้ยมบาลรักษาให้ เป็นต้น นี่คือรอยเวร รอยแค้นที่ทหารพม่าสร้างไว้ให้ชนกลุ่มน้อย ส่วนรอยแค้นที่ทหารพม่าทำกับชาวพม่าเชื้อชาติเดียวกันก็คือ ทหารพม่าคำรามในลำคอว่า ชาวพม่าต้องสำนึกไว้เสมอว่า สูต้องให้ทหารพม่าปกครองเท่านั้น สูจะบังอาจเลือกผู้ปกครองเองไม่ได้เด็ดขาด ถ้าไม่ฟังต้องตายลูกเดียว เหมือนฝั่งตะวันออกนั่น! และที่ชาวพม่าสุดแค้นที่สุดก็คือ ในปี พ.ศ.2533 มีการเลือกตั้ง ออง ซาน ซูจี ได้ ส.ส.ถึง 80% แต่แล้วทหารพม่าก็ไม่ให้ซูจีได้อำนาจ สั่งยุบพรรคของนางเสียดื้อๆ

เพราะรอยแค้น รอยเวรที่ทหารพม่าทำกับชาติพันธุ์และชาวพม่าขนาดนี้ เมื่อทหารพม่ามิได้คำนึงว่า ชาวพม่าและชาติพันธุ์จะบังอาจจดจำความชั่วร้ายของเขาไว้ได้ ดังนั้น 1 กุมภาพันธ์ 2564 ทหารพม่าจึงทำเหมือนเดิมอีก คือขับไล่ออง ซาน ซูจี ออกจากอำนาจ ทั้งที่นางชนะเลือกตั้งมาสดๆ คราวนี้พม่าทั้งประเทศและกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายจึงเหลืออด จึงลุกฮือกันทั้งประเทศ จนบัดนี้จะครบปีแล้วก็ยังลุกฮืออยู่ นั่นคือลางบอกว่า ชะตาของทหารพม่าน่าจะถูกเวรกรรมตามสนองแล้ว

กลิ่นบงกช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon