ภาพเก่าเล่าตำนาน : เกิดอะไร…ก่อนญี่ปุ่นบุกไทย… 8 ธันวาคม 2484

ภาพเก่าเล่าตำนาน : เกิดอะไร...ก่อนญี่ปุ่นบุกไทย... 8 ธันวาคม 2484

80กว่าปีที่แล้ว…กองทัพญี่ปุ่นได้รับฉายาว่า…“เครื่องจักรสังหาร”

เช้ามืด 8 ธันวาคม 2484 …ทหารญี่ปุ่นหลายพันนายมายกพลขึ้นบกพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทย 7 พื้นที่ (ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด คือ บางปู สมุทรปราการ) …อีกส่วนหนึ่งบุกเข้ามาทางชายแดนอรัญประเทศ

กองทัพอากาศญี่ปุ่นส่งเครื่องบินขับไล่ แบบเซนโตกิ มากกว่า 10 ลำ บินเข้ามาโจมตีสนามบิน อ.วัฒนานคร ยิงอากาศยานไทยที่จอดอยู่

นักบินขับไล่ทั้ง 3 คน คือ เรืออากาศเอก ไชย สุนทรสิงห์ เรืออากาศเอก ชิน จิระมณี และ เรืออากาศตรี สนิท โพธิเวชกุล นำเครื่องบินขับไล่ฮอว์ค 3 วิ่งขึ้น เข้าสกัดกั้น

เสืออากาศไทยทั้ง 3 รบสุดใจขาดดิ้นบนฟ้า…ผู้กล้าหาญทั้ง 3 ท่าน เสียชีวิตในหน้าที่เหนือท้องฟ้า อ.วัฒนานคร

กองบินน้อยที่ 5 ของกองทัพอากาศไทย ณ อ่าวมะนาวประจวบคีรีขันธ์ ที่ตั้งอยู่ริมทะเล กลายเป็นหน่วยรบภาคพื้นดิน ที่นำกำลังทหารอากาศไปดวลปืน ประจัญบานกับทหารญี่ปุ่นที่บุกมาทางทะเล

กำลังทหารบกที่ตั้งอยู่ ณ จังหวัดแนวชายฝั่งอ่าวไทย ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา ออกมายิงสนั่นเมือง พลีชีพ ต้านการบุกของญี่ปุ่น

โดยเฉพาะที่จังหวัดปัตตานี ผู้บังคับกองพันชื่อ พันตรีขุนอิงคยุทธบริหาร สั่งการเฉียบขาดให้ทหารไทย ยุวชนทหาร “สู้ตาย”

ในที่สุด ผู้บังคับกองพัน เสียชีวิตในสนามรบ…

มีบันทึกจากหนังสือ “116 วีรไทย” ว่า ช่วงเช้าถึงช่วงบ่ายวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ตลอดแนวต้านทานชายฝั่งอ่าวไทย มีทหารไทยและยุวชนทหารเสียชีวิต 116 นาย

หน่วยทหารนครศรีธรรมราชเสียชีวิต 39 นาย ชุมพร 1 นาย คือ พันโท ถวิล นิยมเสน สงขลาเสียชีวิต 8 นาย ปัตตานีเสียชีวิต 29 นาย

เสียชีวิตมากที่สุด คือ กองบินน้อยที่ 5 หน่วยทหารอากาศใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เสียชีวิต 39 นาย เสียอากาศยาน 4 ลำ

วันนั้น…สยามประเทศทำอะไรกันอยู่…รู้ เห็น มากน้อยแค่ไหน ?

ย้อนอดีตไปในช่วงเวลานั้น…กองทัพญี่ปุ่นเข้มแข็ง แรงทะลุโลก

ญี่ปุ่น…เร่งสร้างชาติให้พุ่งทะยานด้านอุตสาหกรรม ต้องการทรัพยากรทุกชนิด เพราะเกาะญี่ปุ่นอยู่โดดเดี่ยว กระหายหิว อยากได้ทรัพยากร

ยกกองทัพไปบุกยึดเกาหลี บุกจีน 2 ครั้ง รบชนะกองทัพเรือรัสเซียในทะเลในปี 2447-2448

ทหารญี่ปุ่นสังหารชาวจีนที่เมืองนานกิง ยิงทิ้ง กราดยิงด้วยปืนกล เอาดาบฟันคอ ในเวลา 6 สัปดาห์ ชาวจีนตายเป็นแสน

การสังหารโหดประชาชนจีน ข่มขืนผู้หญิงชาวจีนแบบ “เมามัน-คึกคะนอง” เป็นรอยด่างในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาถึงทุกวันนี้

“สันนิบาตชาติ” ประณามการรุกราน…ญี่ปุ่นเลยขอลาออก…

ลูกหลานซามูไรโหดเหี้ยม เป็นที่ขยาดหวาดหวั่น

ทหารในกองทัพ ประชาชนชาวอาทิตย์อุทัย ถูกปลูกฝังเรื่องชาตินิยม เรื่องของชนชาติญี่ปุ่นที่เหนือกว่าทุกเผ่าพันธุ์ ทะเยอทะยาน…

ญี่ปุ่นกวาดสายตาไปไกลสุดขอบฟ้า…ท้องทะเล และแผ่นดินในเอเชียทั้งหมด ญี่ปุ่นจะขอปกครอง-ดูแล…ชาติตะวันตกทั้งหลาย…อย่ามากล้ำกราย

การสร้างกองทัพขนาดมหึมา ต้องการเป็น 1 ในทวีปเอเชีย ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ในที่สุด…รัฐบาลญี่ปุ่นเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ในย่านเอเชีย-แปซิฟิก ญี่ปุ่นมี “ก้างขวางคอ” ชาติเดียวคือ อเมริกา เพราะชาติเบิ้มๆ อย่างจีน รัสเซีย…ญี่ปุ่นฟาด กวาดทิ้ง มาหมดแล้ว

กุมภาพันธุ์ 2482 ญี่ปุ่นบุกยึดเกาะไหหลำของจีนแบบดื้อๆ

อเมริกา อังกฤษ เฝ้ามองการขยับตัวของ “ลูกพระอาทิตย์” ที่ขยายดินแดนไม่หยุด… จึงกำหนดมาตรการ “จำกัด-กดดัน” ญี่ปุ่น

กรกฎาคม 2482 อเมริกาขอยกเลิกสนธิสัญญาการพาณิชย์และการเดินเรือกับญี่ปุ่น… แปลว่า ห้ามการส่งน้ำมันและสินค้าทุกชนิดให้ญี่ปุ่น

ผู้นำกองทัพญี่ปุ่นอึดอัดกับสภาพที่อเมริกามากดดัน ปิดล้อมทางการค้า เพื่อลงโทษญี่ปุ่นที่ไปรังแก เกาหลี จีน (ก๊กมินตั๋ง)

ญี่ปุ่นใช้เวลานานหลายเดือน เจรจากับอเมริกาในวอชิงตัน เพื่อลดการปิดล้อมทางเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นถึงกับ “ทรุด”

กันยายน 2483 ญี่ปุ่นไปลงนามเป็นพันธมิตร 3 ฝ่ายกอดคอ ขอร่วมมือกับเยอรมัน และอิตาลี เรียกว่า “ฝ่ายอักษะ” (The Axis)

22 กันยายน 2483 กองทัพญี่ปุ่นบุกอินโดจีนฝรั่งเศส (เวียดนาม ลาว เขมร) มีการสู้รบเป็นระยะสั้นๆ ยุติลงในวันที่ 26 กันยายน 2483

เหตุผลที่ต้องบุก คือ ญี่ปุ่นต้องการใช้เวียดนามเป็น “ฐานทัพ”

วันนั้น…ญี่ปุ่นมีเรือบรรทุกเครื่องบิน ที่จะครองเอเชีย-แปซิฟิก

น้ำมัน คือ ลมหายใจของเกาะญี่ปุ่น …ที่อเมริกาขัดขวางได้จริง

พญาอินทรีย์อเมริกาเห็นท่าทีของซามูไรที่ “สุดห้าว” จึงโยกกองเรือรบขนาดมหึมา มาตั้งฐานทัพเรือในอ่าวเพิร์ล รัฐฮาวาย…ห่างจากเกาะญี่ปุ่นราว 4 พันไมล์ รวมทั้งจัดตั้งกองกำลังทหารบก ณ กรุงมะนิลา ในฟิลิปปินส์

“สงคราม” คือ คำตอบเดียว ที่ญี่ปุ่นจะปลดพันธนาการจากอเมริกา

เช้าตรู่ 7 ธันวาคม 2484 (ตามวันเวลาท้องถิ่นของรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา) ญี่ปุ่นบินไปทิ้งระเบิดใส่ฐานทัพเรือเพิร์ลฮาเบอร์ ฮาวาย

ยักษ์ใหญ่อเมริกา…ที่ไม่เคยมีใครกล้าแตะ…ประกาศสงครามกับญี่ปุ่น

เด็กหนุ่มลูกหลานซามูไรนับล้านนาย ได้รับคำสั่งให้ “บุก” สายฟ้าแลบในทุก “เป้าหมาย” ในทวีปเอเชีย…

เช้ามืด 8 ธันวาคม 2484 กองทัพญี่ปุ่นมาบุกขึ้นบกที่ไทยเกิดการสู้รบ มีวีรไทย 116 นายพลีชีพ ตามที่กล่าวข้างต้น…

(ในเวลาเดียวกันนั้น ทหารญี่ปุ่นบุกฟิลิปปินส์ มาเลเซียสิงคโปร์ และเกาะขนาดใหญ่ในมหาสมุทรแปซิฟิก เกาะกวมเกาะเวก มิดเวย์)

ผู้เขียนขอแสดงความรู้สึกส่วนตัว…ที่ “น่าอัศจรรย์” ถึงจำนวนทหารญี่ปุ่นนับล้าน เรือรบ อากาศยาน รถถัง ปืนใหญ่ กระสุน น้ำมัน อาหาร ระบบการส่งกำลังบำรุง (Logistics) สำหรับทหารนับล้านนาย…

โดยเฉพาะ “การรบด้วยวิธีรุก” บุกตะลุยไปข้างหน้ากระจายกำลังห่างออกไปในมหาสมุทร เป็นเรื่องที่ “สุดยอดฝีมือ” การทำงาน

ขอตัดฉากมาดูย้อน ทบทวนดูเหตุการณ์ที่เป็นไทม์ไลน์…

1 กันยายน 2482 เยอรมันบุกโปแลนด์ รถถังเยอรมันเดินหน้าแบบสายฟ้าแลบ บุกทะลุไปถึงฝรั่งเศสที่เป็น “คู่แค้น”

17 มิถุนายน 2483 ฝรั่งเศส…ยอมแพ้ต่อกองทัพนาซีเยอรมัน

รัฐบาลไทยซึ่งเฝ้ามองสถานการณ์ในยุโรป ประกาศวางตัว “เป็นกลาง”

สยามเห็นแล้วว่า…ฝรั่งเศส “ร่อแร่” …จึงคิดทวงดินแดนบางส่วนในลาว กัมพูชา คืนจากฝรั่งเศส (ที่ฝรั่งเศสเคยมายึดไปจากสยาม สมัยในหลวง ร.5) และ “ขอแก้สนธิสัญญา” เขตแดนที่ฝรั่งเศสทำไว้แบบกดขี่สยาม

นี่คือโอกาสทองที่สยามจะ “แก้แค้น-เอาคืน” จากฝรั่งเศส…

“ให้ถือร่องน้ำลึกของแม่น้ำโขงเป็นเป็นเส้นเขตแดนธรรมชาติ ตามหลักสากล… ให้ฝรั่งเศสคืนดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง คือ แขวงไชยบุรีและแขวงจำปาศักดิ์ให้แก่สยาม…”

ฝรั่งเศสที่กำลังจะรบกับเยอรมัน “ปฏิเสธ” คำขอของสยามทั้งหมด และยังส่งกำลังทหารจำนวนหนึ่งมาประชิดชายแดนสยาม

6-28 มกราคม 2484 เกิดการสู้รบระหว่างทหารสยามกับทหารฝรั่งเศส ที่เรียกว่า “กรณีพิพาทอินโดจีน”

3 เหล่าทัพของสยามประเทศ รบกับกองทัพฝรั่งเศสอย่างอาจหาญ

ญี่ปุ่นเสนอตัวเข้ามาไกล่เกลี่ย… สยามได้ดินแดนส่วนหนึ่ง คือ ฝั่งขวาของหลวงพระบาง จำปาศักดิ์ ศรีโสภณ และพระตะบอง แต่มีข้อแม้ว่า ดินแดนดังกล่าวต้องเป็นเขตปลอดทหาร (เพราะญี่ปุ่นต้องการใช้)

ต้องถือว่าวันนั้น ญี่ปุ่น “มีศักยภาพ” แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค ญี่ปุ่นไม่ชอบหน้าพวกฝรั่งตะวันตกอยู่แล้ว เอียงๆ มาทางสยาม

28 มกราคม 2484 เวลา 10.00 น. ไทย-ฝรั่งเศสหยุดยิง

31 มกราคม 2484 สยามและฝรั่งเศส ไปลงนามในสัญญาพักรบบนเรือรบ นาโตริ ของญี่ปุ่นที่เมืองไซ่ง่อน

27 เมษายน 2484 ทหารไทยจัดพิธีสวนสนามฉลองชัยชนะเอิกเกริก…ถนนหน้ากระทรวงกลาโหม

30 เมษายน 2484 ยุบกองบัญชาการทหารสูงสุด ยุบกองทัพสนาม เนื่องจากสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติ

(กองบัญชาการทหารสูงสุด เป็น “การจัดเฉพาะกิจ” จะจัดตั้งเฉพาะเมื่อเกิดภาวะสงคราม ต้องใช้ทหาร 3 เหล่าทัพ และตำรวจ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีอัตราเงินเดือน จอมพล)

กรณีพิพาทอินโดจีน เกิดขึ้น “ต้นปี พ.ศ.2484” และ “ยุติลง” ได้จากการเจรจา กดดันของญี่ปุ่นต่อฝรั่งเศส

ทหารบกเสียชีวิต 94 นาย ทหารเรือ 41 นาย ทหารอากาศ 13 นาย และตำรวจสนาม 12 นาย…อัฐิส่วนหนึ่งบรรจุไว้ ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

นี่เป็น “อำนาจกำลังรบ” ที่ญี่ปุ่นแสดงอานุภาพในอุษาคเนย์

มาส่องดู เหตุการณ์ในไทยบ้างครับ…

…ปลายเดือนพฤศจิกายน 2484 หน่วยข่าวกรองของอังกฤษได้เตือนไทยว่า…ญี่ปุ่นอาจจะบุกโจมตี เนื่องจากกองกำลังญี่ปุ่นที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในเวียดนาม ลาว เขมร

“ข่าวลือ” เริ่มทำงานอย่างเข้มแข็ง

1 ธันวาคม 2484 นายกรัฐมนตรีโตโจของญี่ปุ่น กล่าวว่า

“…ไม่แน่ใจว่าประเทศไทยจะยืนหยัดอยู่ที่ใด เกี่ยวกับการปล่อยให้กองทหารญี่ปุ่นผ่านอาณาเขตของไทยได้ แต่ก็หวังว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงการปะทะกันได้…”

ในเวลานั้น ชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำมาหากินในสยามประเทศเป็นหมอ เป็นนักธุรกิจ ฯลฯ ทุกคนมี “ภารกิจแฝง” คือ การรายงานสถานการณ์อย่างเป็นระบบไปที่ข่ายงานข่าวกรองของกองทัพ

ผู้เขียนขออ้างอิงข้อมูลของ พันเอก สมพล สุประเสริฐ จากหนังสือ 116 วีรไทยมาบอกเล่า (บางส่วน) ครับ….

7 ธันวาคม 2484 สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำระดับสูงในคณะรัฐบาลไทย…แต่นายกรัฐมนตรี จอมพล ป. มิได้ไปร่วมงานเลี้ยงเนื่องจากไปราชการในพื้นที่ อ.อรัญประเทศ

คืนนั้น…สถานทูตญี่ปุ่นจัดฉายภาพยนตร์ ณ สมาคมชาวญี่ปุ่น ถนนสุรวงศ์ ชาวญี่ปุ่นไปรวมตัวกันจำนวนมาก

ราว 22.30 น. เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นติดต่อเร่งด่วนขอเข้าพบ จอมพล ป. เมื่อทราบว่าท่านไปราชการ จึงขอพบ พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส ซึ่งท่านมอบหมายให้ นายดิเรก ชัยนาม พูดคุยกับคณะทูตของญี่ปุ่น

กลางดึกคืนนั้น เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นแจ้งว่า ญี่ปุ่นขออนุญาตนำกำลังทหารผ่านดินแดนไทย ขอให้ฝ่ายไทยพิจารณา (ในขณะที่ทหารญี่ปุ่นบางส่วนขึ้นฝั่งมาแล้ว และกำลังทหารทั้งหมดกำลังทยอยขึ้นฝั่ง)

ฝ่ายไทยตอบว่า ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ ต้องรอให้นายกรัฐมนตรีกลับมาถึงกรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้น…(คือ 8 ธันวาคม 2484)

7 ธันวาคม 2484 ชาวญี่ปุ่นในจังหวัดสงขลา แพทย์ ทันตแพทย์ นักธุรกิจ ประมาณ 20 คน โกนศีรษะเกรียน มาทานอาหาร เฮฮาสังสรรค์ ณ สถานกงสุลญี่ปุ่นในสงขลา ราวเที่ยงคืน เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นเครื่องแบบทหาร ราว 01.00 น. ทหารญี่ปุ่นบุกขึ้นที่แหลมสน แหลมทราย ในสงขลา บางส่วนเข้ายึดสถานที่ราชการ …

พันเอก หลวงประหารข้าศึก ทำหน้าที่ผู้บังคับหน่วยทหารทั้งหมดในสงขลา ได้รับข่าวยืนยันว่า “ญี่ปุ่นบุกขึ้นมาแล้ว” สั่งการทหารไทยสู้รบ…

ตั้งแต่ตี 3 ของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เป็นต้นมา ทหาร ตำรวจ ยุวชนทหาร ประชาชนคนไทยที่มีสำนึกในชาติบ้านเมืองตลอดพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทย …ออกมาสู้รบ บาดเจ็บ เสียชีวิต

จะเห็นได้ชัดว่า…เกิดสุญญากาศขึ้นในการบริหารราชการแผ่นดิน ระหว่างกลางดึกของคืนวันที่ 7 ธันวาคม ไปจนถึงเที่ยงวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ไม่มีคำสั่งใดๆ จากกรุงเทพฯ

จะเป็น “ลีลา-ลูกเล่น” ตามที่ถนัด หรือเกิดจากอะไรก็ตาม

ทหาร ตำรวจ ประชาชน ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต้อง “ตายจริง”

ช่วงก่อนเที่ยงของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 มีคำสั่ง “หยุดยิง” จากกรุงเทพฯ ซึ่งการถ่ายทอดคำสั่งลงไปยังหน่วยทหารปลายด้ามขวานในเวลานั้น ทุลักทุเล ไม่ง่าย แถมยังต้องพิสูจน์ด้วยว่า “จริงหรือเท็จ”

เมื่อมีคำสั่ง “หยุดยิง” ชัดเจน…ญี่ปุ่นยาตราทัพเข้าสู่ประเทศไทย ไม่มีการสู้รบกับกองทัพไทยอีกเลย…ญี่ปุ่นรุก “เข้าสู่พม่า” ทางกาญจนบุรีและแม่ฮ่องสอน เพื่อจะไปรบกับกองทัพอังกฤษในพม่าและในอินเดีย

ประเทศไทย มิใช่ “เป้าหมาย” ของกองทัพญี่ปุ่น

21 ธันวาคม 2484 รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ลงนามสงบศึกกับญี่ปุ่นและทำอนุสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ทำให้สยามเป็นส่วนหนึ่งของ “วงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา”

รัฐบาลไทย อนุญาตให้ญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการในการบุกพม่าและมลายู (ชื่อขณะนั้น)

25 มกราคม 2485…จอมพล ป. ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

การตัดสินใจในวันนั้น เวลานั้น เป็นความ “ทุกข์ยาก” เพราะก่อนหน้านั้น อังกฤษที่เป็นมหาอำนาจในภูมิภาค ยืนยันกับรัฐบาลไทยว่า หากญี่ปุ่นบุก รุกรานไทย อังกฤษก็พร้อมที่จะปกป้องไทย…

ในความเป็นจริง 8 ธันวาคม 2484 …กองทัพอังกฤษอันเกรียงไกร กองทัพออสเตรเลีย ในสิงคโปร์ ในมลายูยังเอาตัวไม่รอด ถูกญี่ปุ่นบดขยี้ จับตัวเป็นเชลยศึกมาสร้างทางรถไฟสายมรณะที่กาญจนบุรีนับหมื่นคน

อเมริกาก็เคยแจ้งผ่านทูตในวอชิงตันว่า…ถ้าญี่ปุ่นบุกไทย…อเมริกาจะช่วยไทย…เหมือนที่อเมริกาช่วยจีน (ต่อต้านญี่ปุ่น) …

วันนั้น…เราเดียวดาย… เพราะทุกประเทศก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ และมาตุภูมิของตน… ฉากสุดท้ายของสงครามเป็นที่ทราบทั่วกัน

“ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” จริงแท้แน่นอน…

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon