ที่เห็นและเป็นไป : จำนนต่อ “เป็ดง่อย”

ที่เห็นและเป็นไป : จำนนต่อ “เป็ดง่อย”

ที่เห็นและเป็นไป : จำนนต่อ “เป็ดง่อย”

เหมือนจะส่งสัญญาณให้รับรู้ว่า “ยังสู้ต่อ” เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เปิดเพลง “อย่ายอมแพ้” ของ อ้อม-สุนิสา สุขบุญสังข์ ให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการออกมาแถลงข่าววันก่อนด้วยท่าทีอิดโรยสะท้อนถึงความหวั่นไหวจากแรงกดดันทางการเมืองที่เกิดขึ้นในพรคพลังประชารัฐ

คำว่า “ผมไม่ยอมแพ้อยู่แล้ว เพลงเป็นการให้กำลังใจทุกคนที่ร่วมงานไม่แพ้ต่ออุปสรรค เช่นเดียวกับนายกฯไม่เคยยอมแพ้ ทำงานเพื่อชาติและประชาชน” ดูเหมือนจะไม่เพียงจะสื่อสารให้คณะทำงานได้รับรู้เท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นการบอกตัวเองว่าควรจะทำอย่างไรเมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาที่ย่อมประเมินได้ว่าน่าจะส่งผลกระทบรุนแรง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กดดันให้ “พลังประชารัฐ” ลงมติขับตัวเองและ 20 ส.ส.ออกจากพรรค เพื่อเป็นเงื่อนให้ย้ายพรรคโดยยังคงสมาชิกภาพ ส.ส.ได้

นั่นหมายถึงว่าจำนวน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐที่เป็นแกนนำรัฐบาลจะลดลง

ที่ผ่านมาเป็นที่รับรู้กันอยู่ว่า “พล.อ.ประยุทธ์” มีอำนาจเต็มในการปรับ และเลือกคณะรัฐมนตรี ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีหน้าที่บริหารจัดการพรรคพลังประชารัฐ

ก่อนหน้านั้น เมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” ตัดสินใจปรับ “ร.อ.ธรรมนัส” ออกจากรัฐมนตรี “พล.อ.ประวิตร” ไม่เห็นด้วยแต่ทำอะไรไม่ได้ ต้องขอให้ “ร.อ.ธรรมนัส” รอ

แต่การเมืองก็คือการเมือง “ตำแหน่งและอำนาจ” เป็นเรื่องที่ไม่ใช่จะยอมให้กันง่ายๆ

ในความเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็น “เส้นเลือดใหญ่ของพรรค” เป็นไปได้ยากที่ “ร.อ.ธรรมนัส” จะยอมถูกกระทำโดยไม่คิดหาทางสู้

และวันนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า “การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างดุเดือด”

หากถามว่าใครได้ใครเสีย

หากเป็นการเมืองแบบก่อนหน้านั้น ที่กติกาใน “รัฐธรรมนูญ” ไม่ได้เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจ และไม่มีกลไกที่แต่งตั้งไว้คุ้มครองป้องกัน ย่อมประเมินกันได้ว่า “พล.อ.ประยุทธ์” อยู่ยากแล้ว

การบอกว่าจะ “ไม่ปรับ ครม.หรือยุบสภา” จะเป็นเรื่องตลกเลย เพราะการทำงานของรัฐบาลที่ต้องขึ้นอยู่กับเสถียรภาพจากเสียง ส.ส.ในสภา เมื่อเจอสภาพที่พรรคแกนนำแตกกันเละ และชัดเจนว่าไม่มีบารมีพอที่จะควบคุมให้คืนสู่ความปกติ ไม่มีทางที่จะอยู่ได้

“ยุบสภา” เป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะเลือกเดิน

อาจจะเพราะยังมั่นใจในกติกาและกลไกที่ถูกออกแบบและสถาปนาขึ้นมาว่ายังรัดกุมพอที่จะควบคุมอำนาจไว้ได้

พล.อ.ประยุทธ์จึงกล้าบอกว่าจะอยู่ต่อไปโดยไม่ทำอะไร

แต่แม้จะมั่นใจก็ใช่ว่าจะอยู่ต่อไปง่ายๆ เพราะนาทีนี้ ส.ส.ที่ถูกขับมาพร้อมกับ ร.อ.ธรรมนัสมีแต่ได้กับได้

ได้แรกคือ “นับจากนี้ทุกการโหวตในสภา จะมีค่าสูงยิ่ง เพราะหมายถึงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ของรัฐบาล” จะเป็นโอกาสของการสร้างเนื้อสร้างตัวให้มีความพร้อมในการเลือกตั้งสมัยหน้า

ได้ต่อมาคือหากการต่อรองสำเร็จ ส.ส.เหล่านี้จะเป็นทีมงานของรัฐมนตรี ที่มีตำแหน่งที่รุ่งเรือง เฟื่องฟูมากกว่าตอนสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เป็นโอกาสของชีวิตที่เป็นอิสระในการยื่นข้อต่อรอง

ส่วน “พล.อ.ประยุทธ์” นั้น ชีวิตนับจากนี้มีแต่ต้องอยู่ภายในแรงกดดันที่ควบคุมบัญชาการอย่างเป็นตัวของตัวเองไม่ได้

ที่สำคัญคือ การเมืองที่ต้องใช้เงินมหาศาลเช่นนั้นจะต้องเอาอะไรไปแลกกับเงินที่จะมาซื้อความอยู่รอด ขณะที่โอกาสของฝ่ายค้านที่จะตรวจสอบจะเข้มข้นขึ้นในช่วงปลายของวาระการอยู่ในอำนาจ เพื่อผลการเลือกตั้งสมัยหน้า

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ “พล.อ.ประยุทธ์” แถลงออกมาเองว่าประเทศมีปัญหาสารพัด ล้วนใหญ่หลวงทั้งนั้น แต่รัฐบาลขาดเงินที่จะมาใช้บริหารจัดการ เพราะสภาวะเศรษฐกิจไม่อำนวยให้หารายได้ได้ง่ายๆ

เงินหาได้น้อย แต่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นในส่วนที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ

ความพยายามที่จะประคองให้รักษาอำนาจไว้ได้ จะเป็นการจัดเก็บรายได้ และแจกจ่ายงานของรัฐเพื่อแลกมากับความอยู่รอด ในทางที่จะเพิ่มความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างสาหัสขึ้น

ท่ามกลางคำถามว่า “จำเป็นต้องอยู่กันไปอย่างนี้ โดยไม่มีทางเลือกจริงๆ หรือ”

สุชาติ ศรีสุวรรณ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon