สถานีคิดเลขที่ 12 : ร้อยล้มล้าน

สถานีคิดเลขที่ 12 : ร้อยล้มล้าน ดูเหมือนเส้นทางของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ดูเหมือนเส้นทางของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่จะก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ง่าย
แม้พรรคก้าวไกลจะได้ ส.ส.มากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คือได้ 152 ที่นั่ง
และแม้พรรคก้าวไกลจะจับมืออีก 7 พรรค ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก 313 เสียง
จำนวน ส.ส.ดังกล่าวมีเกินกว่าครึ่งของสภาผู้แทนฯ ซึ่งถือว่าเข้มแข็งมากแล้วก็ตาม
แต่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ส.ส.และ ส.ว.ร่วมกันโหวตเลือกนายกฯ ซึ่งต้องใช้เสียงถึง 376 เสียง จึงจะได้เป็นนายกฯ
ตอนนี้หลายคนจึงพะวงอยู่กับเสียงของ ส.ว. 250 เสียง จนลืมเสียงของประชาชนนับสิบล้านเสียงไปอย่างสิ้นเชิง

กลายเป็นว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังมองเห็นความสำคัญของกฎหมายที่ร่างขึ้นมาในช่วงรัฐประหาร และเห็นความสำคัญของ ส.ว.ที่แต่งตั้งขึ้นมาในช่วงรัฐประหาร มากกว่าคะแนนเสียงของประชาชนที่ออกไปเลือกตั้ง

สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงได้รับฟังเหตุผลของ ส.ว.ผู้มีอำนาจโหวตเลือกนายกฯ จนลืมฟังเสียงจากการเลือกตั้ง
ในขณะที่เสียงจากการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ต้องการเปลี่ยนแปลง ประชาชนแสดงเจตจำนงออกมาเช่นนั้น
ตามหลักการแล้วทุกฝ่ายควรถือเป็นหน้าที่ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามความประสงค์ของประชาชน
ประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลง ส.ส.
การเปลี่ยนแปลง ส.ส. มีผลทันทีเมื่อ กกต.รับรอง
แต่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจะมีผลได้ก็ต่อเมื่อมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่
หน้าที่ที่ต้องสานต่อความต้องการของประชาชน จึงตกอยู่กับผู้มีอำนาจโหวตเลือกนายกฯ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องทำให้เจตจำนงของประชาชนเป็นจริงขึ้นมา
ขณะเดียวกัน วุฒิสภาก็พึงกระทำให้ความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ประสบผล
นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลของประชาชนควรเกิดขึ้น
ส่วนการต่อรองในรายละเอียดจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยก็ว่ากันไป
อาทิ จะยังไม่พิจารณาวาระมาตรา 112 หรือจะต้องเคลียร์เรื่องสุราก้าวหน้า หรือเรื่องราวอื่นใด ก็ว่าไป
แต่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนปรารถนาให้เกิด ต้องเกิดขึ้น

Advertisement

ความปรารถนาดังกล่าวมีลำดับที่ต้องพิจารณา
วันที่ 14 พฤษภาคม ประชาชนคนไทย 75.22 เปอร์เซ็นต์ได้ออกไปใช้สิทธิเลือก
พวกเขาและเธอทำหน้าที่แล้ว
ทุกคนใช้สิทธิที่มีคนละ 1 สิทธิออกไปเลือกตัวแทนเพื่อเข้าไปเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น

วันที่ 17 พฤษภาคม พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคเสรีรวมไทย พรรคเป็นธรรม และพรรคพลังสังคมใหม่ ได้ทำหน้าที่แล้ว
ทุกอย่างพร้อมจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่เข้าคูหาเลือกตั้ง
เหลือเพียงแต่สมาชิกวุฒิสภาที่มีอำนาจตามกฎหมายว่าจะทำให้เจตนารมณ์ของประชาชนบรรลุหรือเปล่า
หน้าที่ของวุฒิสภาคงไม่ใช่การคัดง้างหรือล้มล้างเสียงของประชาชน
มิเช่นนั้นจะเท่ากับ “ร้อย” ไปล้ม “ล้าน”

หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้ประชาชนสมหวัง
ดังนั้น หน้าที่การขับเคลื่อนความประสงค์ของประชาชนจึงไม่ได้ขึ้นกับ ส.ส.เพียงอย่างเดียว
ส.ว.ทุกคนเองก็ต้องช่วยกันทำให้เกิดขึ้นด้วย
ยกเว้นเสียแต่ว่า จะมองว่าเสียงประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมนั้นไร้ความหมาย

นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image