สกู๊ปหน้า 1 มติชน : เขย่าตลาดหุ้นไทยหายนะสตาร์ค
ตลาดหุ้นไทยถูกเขย่าความน่าเชื่อถืออีกครั้ง เมื่อเกิดกรณีหุ้นเข้าสู่ความหายนะตบเท้าตามกันมาติดๆ ตั้งแต่กลางปี 2565 เป็นต้นมา
เริ่มที่หุ้นบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE ที่เกิดการปั่นหุ้นจนสร้างความเสียหายให้กับทั้งนักลงทุนและบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ด้วย
จนมาถึงคิวของบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ STARK หลังบริษัทรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า กรรมการบริษัทประกาศลาออกพร้อมกัน 7 คน ตามมาด้วยการส่งงบการเงินปี 2565 ไม่ทัน ขอเลื่อนการส่งงบออกไปก่อน จนตลาด หลักทรัพย์ต้องขึ้นเครื่องหมายห้ามซื้อขายชั่วคราว และออกมาเตือนการซื้อขายแบบรัวๆ
ต้องยอมรับว่า ผลกระทบของหุ้นสตาร์ค สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนทั้งตลาด ไม่ว่าจะรายย่อย รายใหญ่ หรือสถาบัน ขาดทุนกันกว่า 90% หรือ 100% กันแบบถ้วนทั่ว
แม้ความจริงแล้วหากประเมินเครดิตของบริษัทถือว่าไม่ได้อยู่ในเกณฑ์เสี่ยงสูงก็ตาม โดยในปี 2562 บริษัทนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทางอ้อม คือให้บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นอยู่แล้ว ซึ่งอาจมีขนาดเล็กกว่า เข้าซื้อสินทรัพย์ของบริษัทนอกตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่า เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุมและโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ และเพื่อให้บริษัทที่อยู่นอกตลาดกลายมาเป็นบริษัทใหม่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์โดยเป็นผู้ประกอบธุรกิจขายสายไฟฟ้าชูจุดเด่นว่าเป็นตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์สายไฟฟ้าระดับโลกอย่าง เฟ้ลปส์ ดอด์จ (Phelps Dodge) นอกจากนี้ ยังเข้าถือหุ้นบริษัทสายไฟฟ้าชั้นนำต่างๆ จนกลายเป็นบริษัทด้านสายไฟฟ้าติดอันดับโลก
หากประเมินในด้านผลประกอบการของบริษัทในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้สามารถดึงดูดนักลงทุนและกองทุนต่างๆ ทั้งจากสถาบันการเงินในไทยและในต่างประเทศให้เข้าไปถือหุ้นด้วย
ยิ่งตอกย้ำถึงโอกาสการเติบโตและความแข็งแกร่งของบริษัท โดยการเข้าซื้อหุ้นของเหล่านักลงทุน ผลักดันให้ราคาหุ้น SMM (STARK ก่อน Backdoor) พุ่งไม่หยุด จากที่เคยเคลื่อนไหวบริเวณ 1.40-2.60 บาทต่อหุ้นในช่วงปี 2561 ถูกเก็งกำไรจนขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 6.65 บาทต่อหุ้นในปี 2562
จากนั้นในช่วงการประกาศงบการเงินประจำปี 2565 บริษัทกลับไม่สามารถส่งงบให้กับตลาดหลักทรัพย์ได้ จนถูกขึ้นเครื่องหมาย SP หรือถูกระงับการซื้อขายชั่วคราว (1-30 มิถุนายน 2565) ทำให้เริ่มมีกลิ่นไม่ชอบมาพากลออกมา จึงถูกจับตาจากเหล่านักลงทุน ก่อนที่จะพบคำตอบคือ บริษัทจำเป็นต้องเปลี่ยนทีมผู้บริหาร ที่มีการลาออกไป และอาจพบการทุจริตภายในบริษัทที่ทำให้งบการเงินในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เติบโตผิดไปจากความเป็นจริง หรือเป็นการแต่งงบขึ้นมาเท่านั้น
ความเสียหายไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะนอกจากเรื่องงบการเงินแล้ว บริษัทยังมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้มูลค่า 9,200 ล้านบาท
ทั้งยังค้างชำระเงินกู้ระยะสั้นและยาวจากธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทย มูลค่ารวมประมาณ 7,000 ล้านบาท ทั้งที่บริษัทมีส่วนทุนเหลือเพียง 8,600 ล้านบาทเท่านั้น
เห็นได้ว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นกู้สตาร์คที่เป็นกลุ่มรายย่อยมีการรวมตัวกัน 2 กลุ่ม รวมๆ แล้วมากกว่า 600 คน มีเงินลงทุนเฉียดพันล้านบาท โดยการลงทุนรายบุคคลเริ่มต้นที่ 1 แสนบาทจนถึง 30 ล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นความเสียหายที่มีมูลค่าสูงในหน้าประวัติศาสตร์หุ้นไทยอีกครั้ง
ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2566 ราคาหุ้นสตาร์คทำจุดต่ำสุดที่ 0.010 บาทต่อหุ้น ราคาร่วงลงต่อเนื่องจนเกือบเป็นศูนย์ ทำให้นักลงทุนที่เปลี่ยนสถานะเป็นเจ้าหนี้หลายพันราย ทั้งสถาบันรายใหญ่และลูกหนี้รายย่อยกังวลว่าจะไม่ได้เงินคืน โดยตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปี 2568 สตาร์คต้องหาเงินมาไถ่ถอนหุ้นกู้หรือใช้หนี้เกือบ 10,000 ล้านบาท ให้กับเจ้าหนี้ที่มีประมาณ 4,500 คน
เมื่อภาพข้างหน้าเต็มไปด้วยความมืดมิด ทำให้ต้องเรียกร้องถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยคลี่คลายสถานการณ์
โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ ได้กำชับให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เร่งตรวจสอบในกรณีอย่างรวดเร็ว หากพบความผิด ให้ดำเนินการเอาผิดในทุกกรณีตามกฎหมาย คาดว่าต้นสัปดาห์หน้า ก.ล.ต.และ ตลท.จะร่วมกันชี้แจงถึงการดำเนินการในกรณีนี้ว่าดำเนินการถึงไหนแล้ว รวมถึงเข้าใจว่าทุกคนร้อนใจในเรื่องนี้ ทางคลังและตลาดทุนก็ร้อนใจ จึงได้ย้ำ ก.ล.ต. และ ตลท.ว่าต้องเร่งรัดดูแลปัญหานี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และใครผิดก็ต้องว่าไปตามกฎหมายในทุกกรณี
ได้ขอให้ ก.ล.ต.และ ตลท.ร่วมกันปรับปรุงระบบการกำกับบริษัทจดทะเบียน เพื่อให้ป้องกันและตรวจจับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วขึ้น สำหรับดูแลนักลงทุนรายย่อย เป็นหลักการอยู่แล้วถือเป็นแนวทางการป้องกันที่ให้ความสำคัญที่สุด และ ก.ล.ต.เป็นส่วนที่รองลงมา ดังนั้น หมายความว่าการคุ้มครองนักลงทุนต้องมาเป็นอันดับแรก นายอาคมเน้นย้ำ
ด้าน กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้อนุมัติให้รับกรณีการตรวจพบความผิดปกติของงบการเงินของหุ้นสตาร์ค เป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติ การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 โดยการสืบสวนเบื้องต้นมีมูลเชื่อว่า มีการกระทำผิดของกรรมการ หรือผู้บริหาร หรือบุคคลอื่นใด เกิดขึ้น ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งพฤติการณ์มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุน และระบบเศรษฐกิจการคลังของประเทศ
คำถามตอนนี้คือ ในฝั่งของหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต.นั้น ได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว เพราะหากก้าวออกไปดูหุ้นต่างประเทศ จะพบกรณีบริษัทต่างประเทศทำการปั่นหุ้น หรือทำการทุจริตจนสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนเช่นกัน และเห็นการเคลื่อนไหวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว บวกกับกฎหมายที่มีความเข้มแข็งสูงมาก ทำให้เมื่อเกิดเป็นคดีจะใช้เวลาสะสางอย่างมีศักยภาพด้วย
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า กรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นมาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและจะมีต่อไปหากไม่มีการสังคายนาใหญ่ เพราะหุ้นที่สร้างความเสียหายแบบนี้เป็นการทำผิดกฎหมาย มีอีกหลายตัวที่มูลค่าตลาดหายไปต่อเนื่อง สร้างความเสียหายเป็นหมื่นล้านก็มีเยอะ แต่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย รวมถึงนักลงทุนส่วนใหญ่เป็นรายย่อย ทำให้ไม่รู้ตัวว่าถูกหลอกลวงอยู่ เข้าไปซื้อหุ้นที่มีมูลค่าตลาดหลักแสนล้านบาท แต่อยู่ดีๆ มูลค่าตลาดหลักหายไป 4-5 หมื่นล้านบาท ราคาหุ้นตกลงมา ถือเป็นการสร้างความเสียหายเช่นกัน เพียงแต่ยังไม่มีข่าวหรือมีการดำเนินการทางกฎหมายออกมาเท่านั้น
หุ้นที่อยู่ดีๆ มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเยอะ ราคาหุ้นแพงแล้วก็ทยอยลดลงมาอย่างต่อเนื่อง เป็นหุ้นธรรมดาๆ ในตลาดหุ้นไทยมีเยอะ สร้างความเสียหายไม่แตกต่างกัน ซึ่งในช่วง 1-2 ปีนี้ อาจเกิดกรณีความเสียหายหลักแสนล้านบาท โดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในแง่การผิดกฎหมาย เพราะส่วนใหญ่หายนะจะเกิดขึ้นกับหุ้นที่ดูดีมาก โดยวิธีการป้องปราม อาทิ ใช้เวลาจับกุมดำเนินคดีไม่เกิน 1 ปีเมื่อเกิดอาชญากรรม เพื่อให้เกิดความกลัวในการทำผิด ดร.นิเวศน์ทิ้งท้าย

