โลกต้องหาทางยุติสงครามกาซา ไทยต้องหาทางยุติความรุนแรงใน จชต. โดย โคทม อารียา

มีการพักรบชั่วคราว 6 วัน ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และมีความหวังริบหรี่ที่อิสราเอลจะยอมขยายเวลาพักรบออกไป จนกระทั่งหันมาหาทางออกที่สันติ ในประเทศไทย มีการแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้คณะใหม่ ซึ่งก็คือคณะเก่าที่เปลี่ยนเพียงหัวหน้าจากนายพลเอกเป็นข้าราชการพลเรือน มีความหวังริบหรี่ที่รัฐบาลและบีอาร์เอ็นจะยอมพักรบ แต่เราต้องถนอมความหวังไว้แม้จะริบหรี่สักเพียงใด

ขอเริ่มที่สงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 ประธานาธิบดีตุรกี เรเจพ แอร์ดวน ได้หารือทางโทรศัพท์กับ อันโตนิอู กุแตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ ก่อนการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยเขาระบุว่า อิสราเอลยังคงละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และจะต้องรับผิดชอบต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ในฐานะอาชญากรสงคราม นอกจากนี้ ผู้นำตุรกียังเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที เพื่อให้มีการหารือเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน

ในวันนั้นเอง กุแตเรสได้ทำตามมติที่ 2712 ของคณะมนตรีความมั่นคง ที่ให้มีการพักรบเพื่อมนุษยธรรม และมอบหมายให้เขาติดตามการปฏิบัติตามมติดังกล่าว ขอนำรายงานของเขา ซึ่งถือได้ว่าเป็นรายงานสถานการณ์ที่เที่ยงตรงมาย่อความและเล่าต่อในที่นี้ เขากล่าวว่า:

ตามรายงานของผู้มีอำนาจหน้าที่ของอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ฮามาสได้ก่อการร้ายอันน่าชิงชังโดยฆ่าผู้คนกว่า 1,200 ราย รวมทั้งเด็ก 33 ราย และทำให้มีผู้บาดเจ็บนับพัน พร้อมทั้งจับบุคคล 250 คน ซึ่งรวมทั้งเด็ก 34 คนเป็นตัวประกัน มีรายงานถึงความรุนแรงทางเพศหลายคดี ซึ่งจะต้องทำการสอบสวนอย่างละเอียดและดำเนินคดีต่อไป

Advertisement

ตามรายงานของผู้มีอำนาจหน้าที่ในฉนวนกาซา มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 14,000 ราย ตั้งแต่อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางการทหารในกาซา มีผู้บาดเจ็บหลายหมื่นคน และมีผู้สูญหายอีกมากมาย สองในสามของผู้เสียชีวิตคือเด็กและผู้หญิง ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เด็กที่ทหารอิสราเอลฆ่าตายมีจำนวนมากกว่าจำนวนเด็กที่ถูกฆ่าในหนึ่งปี โดยภาคีความขัดแย้งใด ๆ ตามที่ได้ทำรายงานเสนอต่อคณะมนตรีความมั่นคงก่อนหน้านี้แล้ว
ในช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา มีความหวังอันริบหรี่เกิดขึ้น เราได้เห็นพลเรือนที่มีช่วงเวลาโล่งใจจากการทิ้งระเบิด เห็นครอบครัวมารวมตัวกันอีกครั้ง เห็นการช่วยเหลือชีวิตที่เพิ่มขึ้น

มติ 2712 “เรียกร้องให้ภาคีทุกภาคี ปฏิบัติตามภาระผูกพันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญแก่การปกป้องพลเรือน โดยเฉพาะเด็ก” ก่อนการพักรบ เราได้เห็นการละเมิดกฎหมายดังกล่าวอย่างร้ายแรง แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของชาวกาซาถูกบังคับให้ออกไปจากบ้านเรือนของตน ประชากรจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ถูกผลักดันให้ไปอยู่ในพื้นที่ที่เล็กลงเรื่อยๆ ในตอนใต้ของกาซา และแน่นอนว่า ไม่มีที่ใดในกาซาที่ปลอดภัย ขณะเดียวกัน ประมาณการได้ว่า บ้านเรือน 45% ในกาซาเสียหายหรือถูกทำลาย ลักษณะและสเกลของการตายและการทำลายล้างบ่งถึงการใช้อาวุธที่มีแรงระเบิดในวงกว้างในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น โดยมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพลเรือน

ในเวลาเดียวกัน การที่ฮามาสและกลุ่มอื่นๆ ยิงจรวดโจมตีศูนย์ที่พักอาศัยของประชากรในอิสราเอลได้ดำเนินต่อไป และมีข้อกล่าวหาถึงการใช้โล่มนุษย์ ซึ่งก็ไม่สอดคล้องกับภาระผูกพันของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเช่นกัน

เลขาธิการกุแตเรสเน้นถึงสถานอำนวยความสะดวกของสหประชาชาติที่ไม่พึงถูกล่วงละเมิด ซึ่งปัจจุบันเป็นที่พักพิงของพลเรือนกว่าหนึ่งล้านคน ที่แสวงหาการปกป้องภายใต้ธงของสหประชาชาติ ซึ่งมี UNRWA เป็นหน่วยงานในพื้นที่ UNRWA ได้บอกพิกัดที่ตั้งของสถานอำนวยความสะดวกทุกแห่งในฉนวนกาซาให้ภาคีความขัดแย้งทุกภาคีทราบ UNRWA ได้รับการยืนยันว่า ได้มีเหตุการณ์ 104 เหตุการณ์ที่กระทบต่อที่ทำการ 82 แห่ง โดยเหตุการณ์ 24 เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังการมีมติของคณะมนตรีความมั่นคง

มีรายงานว่า ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศที่มาพักพิงในโรงเรียนของ UNRWA จำนวนรวม 218 รายเสียชีวิต และอย่างน้อย 894 คนบาดเจ็บ นอกไปจากนั้น ตั้งแต่เริ่มการสู้รบ สมาชิกของครอบครัว UN จำนวน 111 ราย ได้ถูกสังหารในกาซา ซึ่งเป็นการสูญเสียบุคลากรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหประชาชาติ

เลขาธิการกุแตเรสรายงานอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า

• พลเรือน – รวมทั้งบุคลากรของสหประชาชาติ – ต้องได้รับการคุ้มครอง

• สถานที่พลเรือน – รวมถึงโรงพยาบาล – ต้องได้รับการคุ้มครอง

• สถานอำนวยความสะดวกของสหประชาชาติต้องไม่ถูกโจมตี

• ภาคีความขัดแย้งทุกภาคีต้องเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศตลอดเวลา

มติ 2712 เรียกร้องให้มี “การพักรบเพื่อมนุษยธรรมอย่างรีบด่วนและยืนยาว และให้มีเส้นทางขนส่งที่ผ่านฉนวนกาซาโดยตลอด เพื่อให้การเข้าถึงทางมนุษยธรรมเป็นไปอย่างเต็มที่ รวดเร็วและปลอดภัย” น่ายินดีที่ได้มีข้อตกลงด้านการจัดการระหว่างอิสราเอลกับฮามาส โดยการช่วยเหลือของรัฐบาลกาตาร์ อียิปต์ และสหรัฐฯ การพักรบทำให้เราสามารถเพิ่มความช่วยเหลือได้ เช่น เป็นครั้งแรกที่มีการส่งอาหาร น้ำ เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์การอยู่อาศัยเข้าไปที่ค่ายผู้ลี้ภัย ชาบาเลีย และเป็นครั้งแรกที่ก๊าซหุงต้มถูกส่งเข้าไปในกาซา โดยมีผู้คนเข้าคิวรอเป็นแถวยาวกว่า 2 กิโลเมตร

แต่ระดับการให้ความช่วยเหลือยังไม่พอเพียงเป็นอย่างยิ่งที่จะสนองความจำเป็นอันมหาศาลของประชาชนกว่าสองล้านคน ไม่พอเพียงอย่างยิ่งสำหรับการดำเนินงานพื้นฐาน พลเรือนในกาซาต้องการการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตลอดจนเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง

ได้มีการอพยพผู้ป่วยลงใต้ด้วยความจำเป็นทางการแพทย์หลายครั้ง รวมทั้งการขนย้ายทารกที่คลอดก่อนกำหนดหลายสิบคน รวมทั้งผู้ป่วยทางกระดูกสันหลัง และที่ต้องการการฟอกไตออกจากโรงพยาบาล อัล-ชีฟา และอัล-อาห์ลี รวมทั้งผู้ป่วยขั้นวิกฤตหลายคนไปรับการรักษาพยาบาลในอียิปต์ โรงพยาบาลทั่วกาซาขาดแคลนเวชภัณฑ์พื้นฐาน บุคลากร และเชื้อเพลิง เพื่อให้บริการสาธารณสุขมูลฐาน ไม่ต้องกล่าวถึงกรณีที่ต้องรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วนและปลอดภัยเลย ระบบทางการแพทย์ล่มสลาย เพราะภาระดูแลที่หนักหนา การขาดแคลนอย่างหนัก ตลอดจนผลกระทบจากการสู้รบ

มติ 2712 เรียกร้องให้ “ปล่อยตัวประกันที่อยู่ในการควบคุมของฮามาสและกลุ่มอื่น ๆ ทุกคนในทันทีโดยปราศจากเงื่อนไข” ในเวลา 5 วันที่ผ่านมา มีการปล่อยตัวประกัน 60 คน เป็นผู้หญิง 29 คน และเด็ก 31 คน ตามข้อตกลง ในช่วงเวลาเดียวกัน มีการปล่อยตัวประกันอีก 21 คนที่เพิ่มจากข้อตกลง ขณะเดียวกัน มีการปล่อยนักโทษและผู้ถูกคุมขังจากเรือนจำของอิสราเอลจำนวน 180 คน เกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิงและเด็ก

เพื่อเริ่มตอบสนองต่อความจำเป็นของมนุษย์ในกาซา บริการด้านน้ำและไฟฟ้าจะต้องกลับมาให้บริการตามปกติ รวมทั้งบริการด้านสุขาภิบาล ได้แก่ ที่อยู่อาศัยที่ถูกสุขลักษณะ ห้องน้ำ การระบายน้ำเสีย กาซาต้องการการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่รวมถึง น้ำ เชื้อเพลิง ผ้าห่ม ยา และเวชภัณฑ์

ต้องยอมรับว่า จุดผ่านแดนราฟาเพียงจุดเดียวไม่เพียงพอแก่การลำเลียงความช่วยเหลือ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะเปิดจุดผ่านแดนอื่น ๆ อีก รวมถึงที่ เคเรม ชาลอม กระนั้น ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เรายังต้องพึ่งภาคธุรกิจสำหรับการนำเข้าสินค้าพื้นฐานเพื่อมาเติมให้แก่ร้านค้าที่สินค้าหมดเกลี้ยงแล้ว

การเจรจาอย่างเข้มข้นกำลังดำเนินอยู่เพื่อขยายเวลาการพักรบ แต่เราเชื่อว่าเราต้องการการหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมอย่างแท้จริง

เราต้องทำให้ประชาชนในภูมิภาคนี้รู้สึกว่าในที่สุดพวกเขาจะมีขอบฟ้าแห่งความหวัง โดยการเคลื่อนไปอย่างมุ่งมั่นและไม่ย้อนกลับ สู่ทางออกของการมีรัฐสองรัฐ บนพื้นฐานของมติแห่งสหประชาชาติและกฎหทายระหว่างประเทศ โดยมีอิสราเอลและปาเลสไตน์ อยู่เคียงข้างกันในสันติภาพและความมั่นคง

รายงานของเลขาธิการสหประชาชาติมีเท่านี้ แต่รายงานนี้น่าจะสะท้อนสถานการณ์ได้อย่างรอบด้านและน่าเชื่อถือที่สุด จึงได้ขอมาเสนอให้ผู้อ่านทราบ

แต่มีรายงานอีกรายงานหนึ่งที่ยังไม่อาจยืนยันได้ แต่ก็ทำให้น่ากังวล นั่นคือรายงานจากศัลยแพทย์ชาวปาเลสไตน์ที่ถือสัญชาติอังกฤษคนหนึ่ง ชื่อ กัสสัน อัล สิตตา ที่น่าสนใจคือเป็นรายงานจากประสบการณ์ตรงของแพทย์ที่เล็ดลอดเข้าไปในกาซาในตอนต้นสงคราม และไปทำการผ่าตัดที่โรงพยาบาลอัล – ชีฟา แต่เมื่อเวชภัณฑ์ที่จำเป็นแก่การผ่าตัด เช่น ยาฆ่าเชื้อ หมดลง เขาเลยตัดสินใจออกมาจากกาซา และมาให้สัมภาษณ์สื่อ รวมทั้งสถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา เขารายงานว่า 45% ของผู้ป่วยเป็นเด็ก ในจำนวนนี้มี 700 คนที่ได้สูญเสียแขนหรือขาจากสงคราม อาวุธสงครามที่อิสราเอลใช้ที่เขาพบจากการรักษาพยาบาล มีที่น่าวิตกคือ ระเบิดเพลิง ระเบิดลูกปราย และฟอสฟอรัสขาว

จากเอกสารที่ใช้เป็นบทเรียนและเผยแพร่โดย “งานสันติภาพฝ่ายแพทย์” (Medical Peace Work) มีคำอธิบายเกี่ยวกับฟอสฟอรัสขาวดังนี้ ฟอสฟอรัสขาว (WP) เป็นอาวุธก่อเพลิง ที่ใช้สร้างม่านควันเป็นสำคัญ มันลุกไหม้อย่างแรง และอาจทำให้วัสดุติดไฟได้ลุกเป็นไฟโดยง่าย เมื่อใช้กับบุคคล มันอาจทำให้เกิดแผลไฟไหม้ที่ร้ายแรงด้วยผลทางความร้อนและทางเคมี อาวุธเหล่านี้ไม่ใช่อาวุธใหม่จริง แต่เพิ่งได้รับความสนใจเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีเหตุหลักจากการใช้มันที่เมืองฟัลลูจา ประเทศอิรักในปี 2004 เมื่อมีการยิงกระสุน WP เป็นชุดเพื่อไล่นักรบศัตรูออกมาให้ฆ่าโดยอาวุธหนัก ในภาพยนตร์เรื่อง การสังหารหมู่อันซ่อนเร้นที่เมือง Fallujah ทหารรายงานว่า WP ถูกยิงอย่างจงใจตรงไปที่พลเรือน อิสราเอลก็ใช้ระเบิด WP ต่อเลบานอนในปี 2006 และต่อฉนวนกาซาในปี 2008-9 โดยมีรายงานการใช้ในพื้นที่ประชากรหนาแน่น

ได้มีการพรรณนาว่า WP เป็นอาวุธเคมี แต่ก็ถูกโต้แย้งว่าไม่ใช่ เพราะดูที่ความตั้งใจให้ใช้เพื่อการก่อเพลิง ถ้าไม่ใช่อาวุธเคมี มันก็จะไม่ผิดกฎหมายภายใต้อนุสัญญาอาวุธเคมี ที่ห้ามการใช้อาวุธก่อเพลิงต่อประชากรพลเรือนโดยมุ่งให้เกิดแผลไฟไหม้ อย่างไรก็ดี อนุสัญญาไม่รวมถึง ‘ยุทโธปกรณ์ที่อาจมีผลโดยบังเอิญ เช่น พลุส่องสว่าง อาวุธที่ใช้ตามรอย ระบบควันหรือระบบสัญญาณ’ กาชาดสากลเชื่อว่าควรมีการห้ามการใช้ WP

อย่างไรก็ดี ในสงครามกาซาครั้งนี้ มีประจักษ์พยานดังที่กล่าวแล้ว ว่าอิสราเอลอาจใช้อาวุธชนิดนี้ ที่มีผลโดยตรงหรือโดยอ้อมให้เกิดบาดแผลไฟไหม้แก่พลเรือน

ขอย้อนมาคิดถึงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมหวังว่ารัฐบาลใหม่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือเอาจริงเอาจังในเรื่องสันติภาพ และในเรื่องสิทธิมนุษยชน เช่น โดยการยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษ ที่ใช้กันมาร่วมยี่สิบปี โดยไม่เห็นผลในเชิงประจักษ์ ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจกัน ความไว้วางใจกัน และการมีไมตรีต่อกัน จนบัดนี้ ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลจะใช้การเมืองนำการทหารสักที สายเหยี่ยวคิดว่าปัญหาเป็นเรื่องของความมั่นคงก็เลยใช้การทหารนำ จริงอยู่ ความรุนแรงลดลง และการปิดล้อม-ตรวจค้น-วิสามัญฆาตกรรมลดลง แต่ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงยังยืดเยื้อต่อไป จวนจะครบยี่สิบปีแล้ว จะสรุปได้ไหมว่า การมีเอกภาพภายใต้การนำของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าเหนือฝ่ายพลเรือนคือ ศอ.บต. นั้น ไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวังไว้ และการพูดคุยสันติภาพที่ดำเนินมาสิบปีแล้ว ก็ยังไม่มีผลที่เป็นรูปธรรม หรือมีข้อตกลงร่วมกันแต่อย่างใด

มูลเหตุขัดแย้งประการหนึ่งมาจากความเชื่อเรื่องเชื้อชาติ โดยมีศาสนามาเสริมแรง ซึ่งก็เหมือนกับความขัดแย้ง ยิว – อาหรับในตะวันออกกลาง สุจิตต์ วงษ์เทศอธิบายครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เชื้อชาติไทยที่เป็นสายเลือดบริสุทธิ์ไม่เป็นจริง คนไทยมาจากชาวสยามซึ่งเป็นลูกผสมหลายชาติพันธุ์ ประวัติความเป็นมาของคนไทย เป็นการผสมกลมกลืนจากทุกชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์ วัฒนธรรมไทยก็เป็นวัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์ ในประเทศไทย มีภาษาแม่ที่แม่พูดกับลูกเมื่อแรกเกิดอยู่ประมาณ 70 ภาษาพูด ที่สำคัญนอกจากภาษาตระกูลไต-ไทแล้ว ยังมีภาษาเขมร (สูง) ภาษามลายูถิ่น ภาษาไทยใหญ่ ภาษาชาวเขาชาติพันธุ์ต่าง ๆ เป็นต้น ประวัติศาสตร์ไทยควรหมายถึงประวัติของดินแดนและของผู้คนทุกชาติพันธุ์ที่อยู่ในดินแดนนี้ ประวัติศาสตร์ของดินแดนที่อยู่ปลายสุดของภาคใต้ ก็คือส่วนหนึ่งที่ไม่เด่นไม่ด้อยกว่าประวัติศาสตร์ส่วนอื่นของประเทศ เพียงแต่ด้วยคติชาตินิยม เรายอมรับและยกย่องประวัติศาสตร์ของผู้คนที่สมมุติขึ้นมาว่าเป็น “เชื้อชาติ” ไทย ที่มีที่มาจากทางใต้ของจีน และบังเอิญใช้ภาษาไต-ไท เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารและการค้าที่มีมาในอดีต เพียงเท่านั้น ประเทศไทยเรายังดี ที่ไม่ค่อยมีผู้ที่มีความคิดสุดโต่งเพื่อศาสนาของตน จนรังเกียจคนที่นับถือศาสนาอื่น จึงมีน้อยครั้งที่มีการเบียดเบียนศาสนา ยิ่งรัฐธรรมนูญคุ้มครองและให้เสรีภาพทางศาสนาไว้ด้วย ก็น่าจะไม่ใช่ปมความขัดแย้งในชายแดนใต้ เพียงแต่เป็นประเด็นจูงใจ ให้สนับสนุนขบวนการที่แต่เดิมจะกล่าวถึงอัตลักษณ์มลายูเป็นหลัก แล้วมาเพิ่มเป็นการต่อสู้เพื่อมลายูมุสลิมในปัจจุบัน

ควรจะมีการยอมรับว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องการเมือง และทางออกต้องใช้การเมืองเป็นหลัก และจะต้องก้าวข้ามเรื่อง “เชื้อชาติ” ที่สมมุติขึ้นมา และเรื่องศาสนาที่ถูกใช้เป็นปัจจัยเสริม ความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ก็น่าจะคลี่คลายสู่การมีรัฐสองรัฐ คือรัฐปาเลสไตน์และรัฐอิสราเอล ที่อยู่เคียงข้างกันอย่างสันติและมั่นคง ส่วนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางออกคือยอมรับว่า ชาวมลายูมุสลิมก็เป็นเจ้าของดินแดนนี้ ในฐานะที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ยาวนาน (มาเลเซียใช้คำว่าลูกของแผ่นดิน หรือภูมิบุตร) และในฐานะผู้มีสัญชาติไทย ในระดับปัจเจกก็สามารถครอบครองที่ดินได้ ในระดับจังหวัดก็ปกครองตนเองในลักษณะการปกครองส่วนท้องถิ่นได้

อย่างไรก็ดี สันติภาพในชายแดนใต้ยังเป็นความหวังที่ริบหรี่ ถ้าทั้งรัฐบาลและขบวนการไม่เปลี่ยนทัศนคติ จากความไม่ไว้วางใจมาเป็นการสมานไมตรี พร้อมทั้งมีปณิธานทางการเมือง ที่จะทำให้การพูดคุยสันติภาพมีผลอย่างจริงจัง โดยฝ่ายรัฐบาลควรมั่นใจได้ว่า การแบ่งแยกดินแดนนั้นเป็นไปไม่ได้ จึงไม่ต้องกลัว ไม่ต้องระแวงว่า ขบวนการจะดึงต่างชาติเข้ามาแทรกแซง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในบริบทการเมืองระหว่างประเทศ ผมหวังว่าในเบื้องต้น รัฐบาลควรยอมลงนามในข้อตกลงที่เป็นผลมาจากการพูดคุย คงจำได้ว่าเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 ได้ลงนามในเอกสาร General Consensus on Peace Dialogue Process ที่ก่อตั้งการพูดคุยสันติภาพมาแล้ว และคำว่า Peace นั้นแปลว่าสันติภาพ อย่าใช้คำว่า “สันติสุข” เลย จะอ้างว่าสันติสุขเป็นเรื่องภายใน และสันติภาพเป็นเรื่องระหว่างประเทศก็ไม่มีใครนอกจากราชการไทยบางส่วนเท่านั้นที่เข้าใจเช่นนั้น

การพูดคุยสันติภาพได้ดำเนินมากว่า 10 ปีแล้ว ล่าสุดเมื่อต้นปี 2566 ได้ตกลงกันว่าจะจัดให้มีแผนที่เดินทาง ที่ครอบคลุมถึงประเด็นต่อไปนี้

1) การลดความรุนแรง

2) การปรึกษาหารือสาธารณะในเรื่อง รูปแบบการปกครอง; การยอมรับอัตลักษณ์และวัฒนธรรมปาตานี; สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมและการกฎหมาย

3) การพัฒนาด้าน เศรษฐกิจ; การศึกษา และอื่น ๆ

รัฐบาลปัจจุบันได้ตั้งคณะพูดคุยชุดใหม่ มี ฉัตรชัย บางชวด รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นหัวหน้าคณะ ดูเหมือนว่าฉัตรชัยอยู่ในคณะพูดคุยสันติภาพมาทุกสมัย บุคคลอื่นในคณะพูดคุยก็เป็นตัวแทนหน่วยงานราชการเหมือนเดิม ในแง่ดีก็มองได้ว่าจะมีความต่อเนื่อง ในแง่ลบก็มองได้ว่าจะไม่มีอะไรใหม่ที่เป็นคุณในเร็ววัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนั่นแหละคือผู้รับผิดชอบโดยตรง และต้องให้อาณัติที่ชัดเจนแก่คณะพูดคุย และอาจต้องเปลี่ยนตัวผู้แทนหน่วยราชการ โดยไม่เลือกตัวแทนสายเหยี่ยวหรือสายเคร่งคำศัพท์เข้ามาเป็นอุปสรรคจนเกินไปเลย

ผมคิดว่าทางออกทางการเมืองคือการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่ได้มาจากการปรึกษาหารือสาธารณะ ที่ผู้นำขบวนการบางคนสามารถมีส่วนร่วมอย่างปลอดภัย ส่วนเรื่องการลดความรุนแรงก็ควรดำเนินการอย่างเร่งด่วนเช่นกัน เพราะจะช่วยสร้างความไว้วางใจแก่กัน หรือจะรื้อฟื้นข้อตกลงที่ได้จากการพูดคุยสมัยที่พลเอกอักษรา เกิดผลเป็นหัวหน้าคณะ ที่จะดำเนินการให้อำเภอเจาะไอร้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยนำร่อง ก็น่าจะดี ข้อตกลงดังกล่าวเป็นอันพับไป เพราะฝ่ายราชการไม่ยอมลงนามในข้อตกลง เพราะเกรงว่าจะเป็นการยอมรับการมีอยู่ของขบวนการ ก็คุยกันมาตั้งนาน เพียงให้เกียรติยอมรับกันหน่อยก็น่าจะดี

แนวทางสันติภาพอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และแนวทางสันติภาพชายแดนใต้นั้น ควรเป็นการก้าวข้ามความคิดแบ่งแยกในทาง “เชื้อชาติ” และศาสนา แล้วมาหาทางออกทางการเมือง ซึ่งทราบกันดีอยู่แล้ว คือ ลดความรุนแรง และสถาปนารัฐปาเลสไตน์ที่ไม่คุกคามอิสราเอล และจัดให้มีการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่ยั่งยืน และไม่ใช่การปูทางสู่เอกราชปาตานี

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image