ความเปราะบางในแรงงานค่าจ้างรายวัน

ความเปราะบางในแรงงานค่าจ้างรายวัน

ความเสี่ยงในชีวิตจากเจ็บป่วย อุบัติเหตุ ตกงาน ภัยพิบัติตามธรรมชาติ ฯลฯ เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ความเปราะบางแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน บางกลุ่มสามารถฟื้นตัวหลังเหตุการณ์เหล่านี้ได้เร็วถือว่ามีความเปราะบางต่ำผู้ใช้แรงงานค่าจ้างรายวันเป็น 1 ในกลุ่มคนที่มีความเปราะบางสูง ในโอกาสนี้ขอนำงานวิจัยเล็กๆ ว่าด้วยความเปราะบางในแรงงานค่าจ้างรายวันมาเล่าสู่กันฟังพร้อมข้อสังเกตและอภิปรายผลตามสมควร

ผลงานวิจัยนี้ได้จากฐานข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจแรงงานและการมีงานทำในปี 2565 ไตรมาสที่สามซึ่งเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว โดยสุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่จากทุกจังหวัดในเขตเมืองและชนบท เกินกว่าหนึ่งแสนคนถ้าหากนับรวมการจ้างงานตนเอง งานวิจัยนี้ศึกษาเปรียบเทียบ 2 กลุ่ม คือแรงงานที่รับค่าจ้างรายวันกับแรงงานที่มีเงินเดือนประจำรวมกัน 40,682 คน (ในจำนวนนี้ร้อยละ 33 รับค่าจ้างเป็นรายวันร้อยละ 67 รับค่าจ้างเป็นรายเดือน)

นักวิจัยสันนิษฐานว่า แรงงานค่าจ้างรายวันมีความเปราะบางสูง เนื่องจาก ก) ไม่มีสิทธิหลักประกันสังคมเพราะไม่ได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนทั้งเจ้าตัวและนายจ้างตามกฎหมาย-อาจจะมีส่วนน้อยที่สมัครเข้ากองทุนตามมาตรา 40 ข) มีโอกาสถูกเลิกจ้างงานได้ง่ายเพราะไม่มีสัญญา/ข้อผูกมัด ค) โอกาสการเติบโต/ไต่เต้าในตำแหน่งมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ได้รับค่าจ้างรายเดือน ง) มีความเป็นไปได้น้อยที่อัตราการเติบโตของค่าจ้างจะเพิ่มขึ้นตามประสบการณ์การทำงาน

Advertisement

รูปภาพที่ 1 แสดงข้อมูล “ค่าจ้างรายชั่วโมง” (hourly wage) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ใช้กันแพร่หลาย หมายถึงคำนวณค่าจ้างรายวันหรือรายเดือนเป็น “รายชั่วโมง” เพื่อเปรียบเทียบกันได้ โดยแบ่งตามช่วงอายุ 19 (หมายถึง 15/19) และ 24 (หมายถึง 20/24 ตามลำดับ) ได้ข้อสังเกตว่า หนึ่ง แรงงานค่าจ้างรายวันได้รับค่าจ้าง 48 บาทต่อชั่วโมง เปรียบเทียบกับผู้รับค่าจ้างรายเดือนได้ค่าจ้าง 118 บาทต่อชั่วโมง แตกต่างกันถึง 250% สอง กลุ่มรับค่าจ้างรายเดือนจะมีค่าจ้างเพิ่มขึ้นตามประสบการณ์การทำงาน แต่ในกลุ่มค่าจ้างรายวันอัตราการเพิ่มขึ้นน้อยมาก

สำนักงานสถิติแห่งชาติสอบถามข้อมูลพื้นฐานของแต่ละคน คือ อายุ ระดับการศึกษา เพศ อาชีพ อยู่ในเขตเมือง/ชนบท ฯลฯ เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับการวิจัยสังคมศาสตร์หลายสาขา นักวิจัยคำนวณสถิติเปรียบเทียบ “ปีการศึกษา” (year of schooling หรือเรียกย่อว่า yred) ของแต่ละคน ระดับประถมศึกษาหมายถึง 6 ปี มัธยมต้น 9 ปี มัธยมปลาย 12 ปี รูปภาพที่ 2 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มแรงงานค่าจ้างรายวันค่าเฉลี่ยได้เรียนเพียง 6-9 ปี (ประถมศึกษากับมัธยมต้น) ในขณะที่กลุ่มค่าจ้างรายเดือนมีการศึกษาเฉลี่ย 9-14 ปี แตกต่างกันชัดเจน

กราฟวงกลม 2 รูป แสดงสัดส่วนของผู้ได้รับเป็นเงินเดือนว่ามีการศึกษาอยู่ในระดับใด? พบว่าส่วนใหญ่มีการศึกษาในระดับอาชีวะและปริญญาตรีขึ้นไป มีบางคนจบเพียงระดับประถมศึกษาแต่ได้รับเงินเดือน-แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย (12%)

สำหรับกลุ่มค่าจ้างรายวันพบว่า เกินกว่า 75% เป็นผู้จบการศึกษาประถมศึกษาและมัธยมต้น

ข้อคิดเห็นจากสถิติข้างต้นชี้ว่า หนึ่ง เราไม่อาจละเลยแรงงานที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน เพราะตลาดแรงงานมีแรงงานค่าจ้างรายวันในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 33 มีแรงงานที่รับรายเดือนร้อยละ 67 หมายถึงว่าในกำลังแรงงาน 10 ล้านคน (ตัวเลขสมมุติ) จะมีผู้รับค่าจ้างรายวันถึง 3.3 ล้านคน กระจายอยู่ทั้งในเขตเมือง/ชนบท สอง นโยบายการศึกษาของชาติตั้งเป้าหมายให้คนไทยได้เรียนอย่างน้อย 12 ปี บรรจุในกฎหมายรัฐธรรมนูญมานานมากแล้ว แต่เป้าหมายนี้ไม่บรรลุ-เพราะอะไร? กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษากำลังติดตามว่า มีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนเวลาอันควร (early school leaver) เป็นจำนวนเท่าใด? อยู่ที่ไหน? เพื่อหามาตรการจูงใจให้เด็กกลุ่มนี้ได้เรียนต่อหรือกลับเข้ามาเรียนเพื่ออนาคตของตนเองและประเทศชาติ สาม การศึกษา/การเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญ ปัจจุบันมีข้อสังเกตว่า คนเรียนรู้ได้เองจากสื่อออนไลน์ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ด้วยตนเองแบบนี้ผู้เรียนต้องผ่านการศึกษามาอย่างน้อยระดับหนึ่งเพื่อให้ได้   “ภาษา” และ “ทักษะการวิเคราะห์/ตีความ” การศึกษาขั้นพื้นฐานเพียง 6 ปี หรือ 9 ปีไม่น่าจะเพียงพอ อย่างน้อยควรเป็น 12 ปี หรือจะให้ดีควรจบระดับอุดมศึกษา (16 ปี) เป็นข้อคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ ฝากให้หน่วยงานรัฐ-พรรคการเมือง-และรัฐบาลช่วยพิจารณาดำเนินการต่อ

ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์

มีชัย ออสุวรรณ

เมรดี อินอ่อน

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image