พฤษภา 67 ชี้ชะตาการเมืองอินเดีย

พฤษภา 67 ชี้ชะตาการเมืองอินเดีย : โดย รชฏ ปราการพิลาศ

อินเดีย ประเทศประชาธิปไตยขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเตรียมจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เรียกว่า “โลกสภา” ชุดที่ 18 ช่วงระหว่างเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม โดยประชาชนเกือบ 1 พันล้านคนจะมีสิทธิลงคะแนนเลือก ส.ส. จำนวน 543 ที่นั่ง

พรรค BJP (Bharatiya Janata Party) ที่ครองอำนาจตั้งแต่ปี 2557 ยังเป็นเต็งหนึ่ง นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียจากพรรค BJP อาจคว้าชัยชนะเป็นสมัยที่ 3 โดยมีสัญญาณความเป็นไปได้จากการเอาชนะพรรคคู่แข่งอย่างพรรค Congress ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักในการเลือกตั้งท้องถิ่นล่าสุด โดยเอาชนะไปได้ 3 ใน 5 รัฐ ได้แก่ รัฐราชสถาน รัฐฉัตตีสครห์ และรัฐมัธยประเทศ ซึ่งรัฐราชสถานและรัฐฉัตตีสครห์ เป็นรัฐที่พรรค Congress เคยครอบครอง

ทั้ง 3 รัฐดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีการใช้ภาษาฮินดีอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีความสำคัญทางการเมืองอินเดีย ส่วนพรรค Congress คว้าชัยได้แค่ที่รัฐเตลังคานา

ก่อนหน้านี้ ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2561 พรรค BJP พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นใน 3 รัฐดังกล่าว แต่การเลือกตั้งระดับประเทศปี 2562 พรรค BJP กลับเอาชนะพรรคฝ่ายค้านได้

Advertisement

พรรค BJP ของโมดี ให้ความสำคัญกับการขยายแนวคิดชาตินิยมฮินดู ตลอด 2 สมัยของการเป็นนายกรัฐมนตรี โมดีมักใช้ภาษาฮินดีสื่อสารกับประชาชน ยังได้รับการยอมรับจากผู้มีมีสิทธิลงคะแนนเสียง เพราะการพูดภาษาเดียวกันและการแสดงออกทางวัฒนธรรมได้สร้างความเชื่อมั่นต่อชาวอินเดียผู้ใช้ภาษาฮินดี ซึ่งเป็นประชาชนชนชั้นกลางระดับล่างและระดับรากหญ้า ยิ่งไปกว่านั้น โมดียังแต่งกายด้วยชุดสีสันแทนที่ชุดคลุมพื้นเมืองสีขาวซึ่งเหมือนเครื่องแบบของนักการเมืองอินเดีย รูปแบบการแต่งกายของโมดีจึงทำให้เป็นโมดีเป็นภาพตัวแทนของอินเดียในทางวัฒนธรรมและการเมืองซึ่งเป็นที่เข้าถึงได้ง่ายกว่านักการเมืองที่สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษแบบเดิม

พรรค Congress ภายใต้การนำของ ราหุล คานธี ได้นำ 25 พรรคฝ่ายค้านเข้าเป็น “กลุ่มพันธมิตรรวมเพื่อการพัฒนาแห่งชาติอินเดีย” (Indian National Developmental Inclusive Alliance-INDIA) ที่มีจุดประสงค์เพื่อสกัดไม่ให้นเรนทรา โมดี ครองอำนาจต่อเป็นสมัยที่ 3 และเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญของอินเดีย

กลุ่มพันธมิตร INDIA โจมตีการทำงานของรัฐบาลพรรค BJP ในหลายประเด็น ทั้งปัญหาภายในประเทศ เช่น ความขัดแย้งของกลุ่มชนพื้นเมืองในรัฐมณีปุระที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมากนับร้อยคน ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งกลุ่มพันธมิตร INDIA โจมตีนายกรัฐมนตรีโมดีว่าล้มเหลวกับการแก้ไขปัญหาการว่างงาน

อย่างไรก็ดี Morning Consult ได้เปิดผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอินเดียช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566 รัฐบาลโมดีมีความนิยมกว่า 78% อันสะท้อนว่าความนิยมของโมดียังดีอยู่ ขณะที่ Fitch Ratings ประเมินว่ารัฐบาลโมดีมีแนวโน้มที่จะชนะการเลือกตั้งอีกสมัย ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินนโยบายต่างๆ มีความต่อเนื่อง

พรรค Congress ที่เคยครองอำนาจมาเนิ่นนานหลังอินเดียได้รับเอกราชยังดูไม่สามารถพลิกฟื้นความนิยมได้ พรรค Congress กำลังขายภาพลักษณ์เดิมๆ ผ่านการชูผู้นำการเมืองที่มาจากตระกูลคานธี-เนห์รู ที่ดูจะเป็นวิธีที่ล้าสมัยกับการเมืองอินเดียไปเสียแล้ว การชูราหุล คานธีให้เป็นผู้ท้าชิงนายกรัฐมนตรีหรือแกนนำของพรรคตลอดหลายปีที่ผ่านมากลับไม่ช่วยดึงคะแนนนิยมของพรรค Congress ให้สูงขึ้น ตรงข้าม การชู

ราหุลกลับทำให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรค Congress ระหว่างนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ต้องการปรับปรุงพรรคกับกลุ่มผู้อาวุโส สุดท้าย พรรค Congress กำลังเจอปัญหาคนรุ่นใหม่ลาออกไปอยู่พรรคอื่น

ที่ผ่านมา พรรค Congress ได้พยายามปรับวิธีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ดังเช่น ในเดือนกันยายน 2565 พรรคคองเกรสได้ดำเนินแคมเปญ การเดินรวมอินเดียเป็นหนึ่ง หรือ Bharat Jodo Yatra ที่ต้องการสื่อสารถึงความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างหลากหลายของอินเดีย ซึ่งเป็นแนวทางที่ตรงข้ามกับพรรค BJP แต่แคมเปญดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้ แคมเปญดังกล่าวของพรรค Congress เหมือนการหยั่งเสียงความนิยมกลายๆ

แต่ดูเหมือนพรรค Congress ยังไม่สามารถเพิ่มคะแนนนิยมได้ และมีแนวโน้มที่พรรค Congress อาจจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างยับเยิน

ทั้งนี้ พื้นที่ชี้ขาดผลการเลือกตั้งอินเดียครั้งที่จะเกิดขึ้น คือ รัฐอุตตรประเทศที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากถึง 20 ล้านคน นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองอินเดีย คือ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่ทำให้ชาวอินเดียเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ได้มากขึ้นซึ่งจะให้พรรคต่างๆ เชิญชวนให้ชาวอินเดียออกไปเลือกตั้ง ทำให้คาดการณ์ว่าการเลือกตั้งทั่วไปของอินเดียในครั้งนี้จะมีผู้มาใช้สิทธิมากกว่า 60%

ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาในปี 2562 พรรค BJP ได้ที่นั่งราว 303 ที่นั่งในโลกสภา จากทั้งหมด 543 ที่นั่ง ได้ป๊อปปูลาร์โหวต 229,076,879 คะแนน ขณะที่พรรค Congress ได้ 52 ที่นั่ง ได้ป๊อปปูลาร์โหวต119,495,214 คะแนน

หากพรรค BJP กลับมาครองอำนาจได้ การดำเนินแนวคิดชาตินิยมฮินดูจะยังเข้มข้นต่อเนื่อง พรรค BJP จะทำให้อินเดียมีบทบาทในประชาคมระหว่างประเทศมากขึ้น โดยพรรค BJP จะให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียใต้ ขณะเดียวกัน พรรค BJP จะผลักดัน “ปฏิบัติการตะวันออก (Act East Policy)” ซึ่งอินเดียได้มีการรื้อฟื้นกรอบความร่วมมือเก่าๆ มากมายที่เคยมีร่วมกับประเทศในพื้นที่แถบนี้กลับมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็น BIMSTEC หรือการให้ความสำคัญกับอาเซียนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศขนาดกลางและเล็กของอินเดีย เพื่อแสวงหาพันธมิตรใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการสร้างความร่วมมือเพิ่มเติมกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ของอินเดียต่อทั้งสองประเทศทวีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตัวเลขการค้าและการลงทุนที่เติบโตอย่างมาก

ดังนั้น การที่อินเดียภายใต้การนำของพรรค BJP ที่มุ่งเน้นเอเชียถือเป็นโอกาสต่อไทยที่จะสร้างความร่วมมือด้านต่างๆ เพื่อรักษาความสมดุลทางการต่างประเทศภายใต้การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่นับวันจะทวีความเข้มข้นขึ้นในอนาคต ฉะนั้นมหาอำนาจขนาดกลางอย่างอินเดียจะเป็นหนึ่งในตัวแสดงสำคัญในอนาคต เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับไทยที่จะอาศัยพลวัตทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง

รชฏ ปราการพิลาศ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image