ครอบครัวมนุษย์

ครอบครัวมนุษย์

โลกของเราดูวุ่นวายอยู่เสมอ ตั้งแต่อาชญากรรมระดับปัจเจกไปจนถึงระดับมาเฟียในประเทศ และการค้ามนุษย์/ค้ายาเสพติดข้ามชาติ เป็นต้น อาชญากรรมที่เกี่ยวกับการเมืองก็ช่างโหดร้าย ประชาคมโลกจึงช่วยกันบัญญัติความผิดอาญาระหว่างประเทศไว้ 4 ฐานด้วยกันคือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมอันเป็นการรุกราน (crime of aggression) เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2566 รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลอิสราเอลต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในข้อหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่กระทำต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ต่อมาเมื่อวันที่ 26 มกราคม ศาลได้มีคำสั่งว่า อิสราเอลต้องป้องกันมิให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ และดำเนินการช่วยเหลือพลเรือนให้มากขึ้น แต่ไม่ได้สั่งให้อิสราเอลหยุดยิงตามคำฟ้อง ซึ่งการวินิจฉัยว่าอิสราเอลมีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่ และสั่งให้อิสราเอลหยุดยิงหรือไม่นั้น ยังจะต้องการเวลาในการพิจารณาต่อไป

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ประธานาธิบดีกาอิส ซาอีด ของตูนีเซีย เข้ายึดอำนาจ ปลดนายกรัฐมนตรี สั่งให้สภาหยุดทำหน้าที่ ใช้อำนาจพิเศษของประธานาธิบดีเข้าปกครองประเทศ ก่อนหน้านี้ การปกครองของตูนีเซียถือได้ว่ามีการรวมศูนย์อำนาจเด็ดขาดมานานถึง 23 ปี มาถึงปี 2553 ประชาชนลุกฮือขึ้นมาในเหตุการณ์ที่ขนานนามว่าอาหรับสปริง และรัฐบาลเผด็จการก็ล้มลงภายในเวลา 1 เดือน (คล้าย ๆ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516) หลังจากนั้น ประเทศตูนีเซียประคับประคองระบอบประชาธิปไตยมาได้ 11 ปี ฝ่ายอำนาจนิยมก็ตีกลับ (มีส่วนคล้ายเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อยู่บ้าง) แล้วประธานาธิบดีก็ดำเนินการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสริมอำนาจตนเองให้แน่นหนา คงหวังจะอยู่ยาวเช่นระบอบอำนาจนิยมอื่น ๆ

มามองประเทศเพื่อนบ้านหรือเมียนมาดูบ้าง พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ก่อนที่จะหมดวาระผู้บัญชาการทหารสูงสุดไม่กี่เดือน มีวิธีที่จะขยายอำนาจของตนต่อไปในทางการเมือง คือเข้ายึดอำนาจโดยอ้างว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ยุบพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของ ออง ซาน ซูจี ที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปอย่างถล่มทลายเป็นครั้งที่สอง เมื่อยึดอำนาจก็กล่าวว่า การรัฐประหารของเขาก็เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและมีระเบียบ และขอสัญญาด้วยเกียรติของชายชาติทหารว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้ง ทีแรกก็บอกว่าภายในหนึ่งปี ต่อไปพูดถึงสองปี ปัจจุบันเวลาได้ผ่านไปจากการรัฐประหารกว่าสามปีแล้ว มีแต่การสู้รบกันระหว่างกองทัพหรือตะมะดอ กับชาวเมียนมาที่เป็นฝ่ายค้านและทหารกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม มีการตั้งข้อหาและจองจำผู้นำฝ่ายประชาธิปไตย และมีการทิ้งระเบิดที่หมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้มีการอพยพลี้ภัย ทั้งภายในประเทศและข้ามมาประเทศไทยจำนวนมาก โศกนาฎกรรมที่ก่อโดยตะมะดอเช่นนี้ อาจดำเนินมาถึงทางตัน จึงควรเริ่มการเจรจาเพื่อลดทอนทุกข์ยากของประชาชนได้แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ สมาคมอาเซียนก็พยายามทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจา

Advertisement

ผมสงสัยว่า ในเมื่อหลายต่อหลายคนมีความเห็นว่า “สงครามจะยุติได้ด้วยการเจรจา” แต่ดูเหมือนว่าการเจรจาเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกิน ยากเย็นมาก ไม่ว่าจะเป็นกรณีปาเลสไตน์-อิสราเอล, กรณีตะมะดอกับประชาชนเมียนมา, กรณีรัสเซีย-ยูเครน ฯลฯ อะไรหนอที่ทำให้กรณีเหล่านี้ยืดเยื้อ รอวันที่เสียงปืนจะสงบลง เมื่อไรจะเลิกฟังเสียงแห่งความเกลียดชัง แล้วหันมาฟังเสียงแห่งความรักความกรุณาที่เชื่อว่ามีอยู่แล้วในตัวเราและในครอบครัวมนุษย์ให้มากขึ้น

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ไม่ถึงกับจะให้คำตอบหรอก เพราะสันติภาพไม่มีสูตรสำเร็จ งานวิจัยชิ้นนี้เพียงแต่บอกเราว่า มีปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมมาเกี่ยวข้อง งานนี้เป็นวิทยานิพนธ์ของภิสสรา อุมะวิชนี ที่คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง “วัฒนธรรม เพศ และรูปแบบการจัดการกับความขัดแย้ง : การเปรียบเทียบระหว่างนิสิตนักศึกษาไทยและอเมริกัน” งานศึกษานี้แบ่งรูปแบบการจัดการความขัดแย้งเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ 1) การหลีกหนี 2) การยอมตาม 3) การใช้อำนาจ 4) การประนีประนอม [คิดถึงตนเองและคิดถึงผู้อื่นปานกลาง] 5) การบูรณาการ/การร่วมมือกัน (Integrating/Collaborating)

จากการเก็บข้อมูลกับนักศึกษาไทยและอเมริกันจำนวน 575 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างคนไทยและคนอเมริกัน เพศชายและเพศหญิง เลือกชอบการจัดการความขัดแย้งในรูปแบบต่าง ๆ กันดังนี้

รูปแบบการจัดการความขัดแย้งที่คนไทยนิยมใช้ เรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ

1. ยอมตาม 2. หลีกหนี 3. บูรณาการ 4. ใช้อำนาจ 5. ประนีประนอม

รูปแบบการจัดการความขัดแย้งที่คนอเมริกันนิยมใช้ เรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ

1. บูรณาการ 2. ใช้อำนาจ 3. หลีกหนี 4. ยอมตาม 5. ประนีประนอม

รูปแบบการจัดการความขัดแย้งที่ผู้ชายนิยมใช้ เรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ

1. บูรณาการ 2. ใช้อำนาจ 3. ยอมตาม 4. หลีกหนี 5. ประนีประนอม

รูปแบบการจัดการความขัดแย้งที่ผู้หญิงนิยมใช้ เรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ

1. บูรณาการ 2. หลีกหนี 3. ยอมตาม 4. ประนีประนอม 5. ใช้อำนาจ

ข้อสังเกตข้อที่หนึ่ง คือ ถ้าให้น้ำหนักรูปแบบที่มีความนิยมในลำดับที่หนึ่งเป็น 5 คะแนน ลำดับที่สองเป็น 4 คะแนน ฯลฯ “การประนีประนอม” จะได้คะแนนรวมจากทั้ง 4 กลุ่มต่ำสุดคือ 5 คะแนน คือ ไม่เป็นที่นิยมเอาเสียเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจเหมือนกัน ข้อที่สอง รูปแบบที่ได้คะแนนรวมสูงสุดคือ รูปแบบบูรณาการหรือการร่วมมือกัน ซึ่งได้คะแนนรวมเท่ากับ 18 ซึ่งตรงกับรูปแบบที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า win-win นั่นเอง หมายความว่าในกรณีที่เราเป็นผู้เจรจาเองหรือเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ก็ควรมุ่งหาทางออกที่เป็นความร่วมมือกัน แทนที่จะมุ่งเอาชนะหรือมุ่งเลี่ยงปัญหา ข้อที่สาม ชายไทยกับนักศึกษาอเมริกันโดยทั่วไปมีความนิยมรูปแบบการจัดการความขัดแย้งเกือบจะเหมือนกัน ซึ่งอาจสะท้อนความเป็นปัจเจก และความเด็ดขาด (ใช้อำนาจ) ที่คล้ายคลึงกันก็เป็นได้ ข้อที่สี่ หญิงไทยกับนักศึกษาไทยโดยทั่วไปนิยมรูปแบบการจัดการความขัดแย้งเกือบจะเหมือนกัน น่าสังเกตว่าข้อเปรียบต่างระหว่างกลุ่มนี้กับกลุ่มชายไทยและนักศึกษาอเมริกันโดยทั่วไปคือ ฝ่ายแรกนิยมการใช้อำนาจน้อยกว่า ดังนั้น ในกรณีที่จะพยายามหาทางออกร่วมกัน ให้คนไทยโดยเฉพาะผู้หญิงไทยเป็นผู้เจรจาหรือผู้ไกล่เกลี่ยจะดีกว่า

ในประเทศไทย เรามองทุกคนเป็นสมาชิกของครอบครัวมนุษย์ครอบครัวเดียวกันหรือไม่ ก็คงไม่เชิง พิจารณาในทางการเมือง มีการแบ่งแยกที่สำคัญที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ คือ มีการแบ่งผู้สนใจการเมืองออกเป็นผู้จงรักษ์สถาบันฯ กับผู้กัดเซาะสถาบันฯ มีการบอกว่าฝ่ายหลังต้องการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะประสงค์จะเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 นอกจากจะบอกว่าการแตะมาตรา 112 เป็นการล้มล้างฯ แล้ว พวกจงรักษ์กำลังขัดขวางการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่ให้รวมมาตรา 112 เป็นหนึ่งในฐานความผิดที่ควรให้มีการนิรโทษกรรม

อย่างไรก็ดี การนิรโทษกรรมควรเป็นการดำเนินการเพื่อให้เกิดความยุติธรรม และความเที่ยงธรรม/ไม่เลือกปฏิบัติ (ผู้ทำรัฐประหารล้มล้างระบอบประชาธิปไตยก็นิรโทษกรรมตนเองได้โดยง่ายดาย) มีความประสงค์ให้เกิดการปรองดองทางการเมือง การนิรโทษกรรมควรเป็นการไม่เอาโทษการกระทำที่เป็นการแสดงออกทางการเมือง การนิรโทษกรรมควรนำไปสู่การก้าวข้ามความขัดแย้ง ตลอดจนการเลิกราและยกโทษ/อภัยโทษ เพื่อจะได้ก้าวไปข้างหน้าด้วยกันและขัดแย้งกันอย่างมีอารยะ หากคิดเช่นนี้ ผู้อ่านจะเลือกทางเดินแบบจงรักษ์ หรือทางเดินดุ่มที่ไม่ต้องเหลียวซ้ายแลขวา หรือทางเดินสายกลางที่อาจตอบสนองความประสงค์ในการนิรโทษกรรมได้ดี โดยรับฟังความห่วงกังวลของทุกฝ่าย

ในเรื่องการให้อภัย บังเอิญเพื่อนคนหนึ่งส่ง podcast ชุด เดอะ ฟิฟท์ ฟลอร์ วัชรสิทธา ที่บอกเล่าโดยกฤตยา ศรีสรรพกิจมาให้ รายการนี้ชื่อว่า “รักตัวเองด้วยการให้อภัย” ซึ่งเป็นการมองการให้อภัยจากปรากฏการณ์ตรงของกฤตยาเอง เธอเล่าว่า ไม่ว่าใครจะทำอะไรแก่เรา ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเลวร้าย ไม่สมเหตุสมผลเพียงไร ถึงอย่างไรเราก็ต้องให้อภัย ก่อนให้อภัย เราควรพยายามทำความเข้าใจอีกฝ่าย ราคาที่เราต้องจ่าย คือความรักที่จะเข้ามาหาเราไม่ได้ถ้าไม่ให้อภัย เหมือนเรากับเขาเปิดคลื่นกันคนละช่อง การไม่ให้อภัยเหมือนเราขังตัวอยู่ในช่องหนึ่ง อยู่กับความโกรธ ความเกลียดที่ไม่ยอมปล่อยออกไป เป็นการทำลายตัวเองในที่สุด อภัยเป็นเหมือนความสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่เรื่องของคนอื่น หากเป็นเรื่องของเราว่า เราอยากอยู่ในโลกแบบไหน จะวางใจของเราไว้ตรงไหน ถ้าเราผูกใจเจ็บ ใจของเราจะยังคงบอบช้ำ คนที่ทำร้ายเราเขาเลยไปแล้ว แต่เรายังเจ็บอยู่

เมื่อประมาณ 16 ปีแล้ว ซึ่งน่าจะตรงกับการครบรอบ 50 ปี ที่ชาวทิเบตจำนวนหนึ่งถูกกองทัพจีนบีบบังคับให้ต้องลี้ภัยมาอยู่ที่อินเดีย ในโอกาสนั้น มีชาวทิเบตพลัดถิ่นมาชุมนุมประท้วงที่ธรรมศาลาหรือดารัมซาลา ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐบาลพลัดถิ่นของทิเบต และที่พำนักขององค์ทะไลลามะ กฤตยาบังเอิญไปฝึกภาวนาอยู่ที่นั่นจึงรู้เห็นเหตุการณ์ ผู้คนนับหมื่นมาชุมนุมที่ลานหน้าวัดของทะไลลามะ ทวงถามว่าทำไมท่านจึงนิ่งเฉยแบบนี้ มาอยู่สุขสบายอย่างดี ในขณะที่ชาวทิเบตถูกปราบ ถูกทำร้าย เสียงตะโกนด่าก็มี สักพักหนึ่งเสียงต่าง ๆ เงียบลง องค์ทะไลลามะออกมากล่าวแก่ผู้มาชุมนุมว่า พระองค์ได้ยินสิ่งที่ผู้คนเรียกร้อง รู้ถึงความทุกข์ของผู้มาชุมนุม ทราบว่าพวกเราหลายคนมีญาติพี่น้องที่ตกอยู่ในอันตรายในทิเบต อย่างไรก็ดี จะให้พระองค์ตอบโต้ด้วยความรุนแรง แม้เพียงด้วยคำพูดที่รุนแรง ก็ทำไม่ได้ ทำไม่เป็น จะฆ่าฟันพระองค์ก็ได้ แต่จะยอมให้ฆ่าพระอวโลกิเตศวรที่อยู่ในใจไม่ได้ จะให้เปลี่ยนแปลงผู้นำย่อมทำได้ หากพวกท่านต้องการเช่นนั้น

ผู้ชุมนุมเหมือนตื่นจากภวังค์ นั่งลงและสวด “โอม มณี ปัทเม ฮูม” เพื่อส่งความรัก ความปรารถนาดี ถึงชาวทิเบตที่ถูกทำร้าย ถึงทหารจีนให้ได้รับการปลดปล่อยจากงานหนักที่ได้ทำ ส่งความปรารถนาดีถึงรัฐบาลจีนและรัฐบาลอินเดียด้วย พวกเขาเดินเท้ากลับเดลี เดินไปสวด “โอม มณี ปัทเม ฮูม” ไป

กฤตยาเล่าว่า เหตุการณ์ในวันนั้น เหมือนการฝังเมล็ดพันธุ์ลงในใจ กลิ่นของการให้อภัยได้ติดตัวมา ตัวเราเองไม่เหมือนเดิม แม้การเจ็บ ความโกรธ การถูกกระทำ ยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ แต่หัวใจของความรักความกรุณา มาอยู่กับเรา คำกล่าวของทะไลลามะที่ว่า “ใครจะฆ่าเรา เราพร้อมตาย ดีกว่าจะให้มีความเกลียด” ช่างเป็นคำขวัญที่มีค่ามาก
มีหนังสือเล่มหนึ่งที่มีค่ามากเช่นกัน นั่นคือ “ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ” ที่รจนาโดยหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ผมมีฉบับพิมพ์ครั้งที่ 17 ปี 2549 เล่มหนึ่งอยู่ในมือ ไม่ทราบว่าจนถึงปีนี้พิมพ์ฉบับที่เท่าไรแล้ว ผู้แปลคือ พระประชา ปสนฺนธมฺโม ซึ่งได้ลาสิกขาบทและปัจจุบันได้เสียชีวิตแล้ว ท่ามกลางความเสียใจของมิตรและลูกศิษย์ทุกคน ผมอาจจะหูแว่วไป ดูเหมือนจะได้ยินคำปรารภว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ค่อยมีอะไร เขียนแต่เรื่องธรรมดา ง่าย ๆ อันที่จริง เนื้อหาเป็นการรวมบทความสั้น ๆ ที่เป็นคำสอนศิษย์ของหลวงปู่ ซึ่งบัดนี้ล่วงลับไปแล้ว ทิ้งเรื่องที่ง่ายๆ แต่ลึกซึ้งให้เราได้เรียนรู้และฝึกฝนต่อไป

ชื่อของบทความนี้คือ “ครอบครัวมนุษย์” ซึ่งยืมมาจากหัวข้อข้อหนึ่งในตอนท้ายของหนังสือ หลวงปู่ติช ให้เราทำแบบฝึกหัดที่ขอย่อมาลงในที่นี้

ภาพ นึกถึงภาพของโลก และประชากรที่มีผิวพรรณต่าง ๆ กันไป และนึกถึงสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขา

เป้าหมาย เราจะต้องไม่ทำเป็นหูหนวกต่อเสียงร้องของพี่น้องชายหญิงของเราทั่วโลก แต่จะทำใจให้กว้าง และพร้อมที่จะมีส่วนรับผิดชอบในการสร้างโลกที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ประการแรก เราจะจินตนาการครอบครัวที่มีความสุขขึ้นมาในมโนภาพ ทุกคนมีศักดิ์ศรี มีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยต่อทรัพย์สมบัติที่ครอบครอง ฯลฯ

ประการที่สอง จินตนาการว่า ถ้าสมาชิกคนหนึ่งเกิดมีความโลภ ความเห็นแก่ตัว ต้องการส่วนแบ่งในทรัพย์สมบัติมากกว่าคนอื่น ๆ สมาชิกคนนั้นจะสามารถทำลายความสุขของคนในครอบครัวได้อย่างไร

การประยุกต์ใช้ การยกตัวอย่างของครอบครัวมนุษย์ก็เพื่อให้เห็นว่า มนุษย์ทั้งมวลอยู่ในครอบครัวเดียวกัน โลกใบนี้มีทรัพยากรเพียงพอที่จะให้ความสะดวกสบาย และความมั่นคงปลอดภัยแก่สมาชิกครอบครัวทุกคน แต่ในทางเป็นจริง สมาชิกครอบครัวนับล้านคนกลับขาดแคลน ทนอยู่กับทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ร่างกาย หลายคนอยู่ด้วยความกลัว ขอให้พิจารณาว่า ความทุกข์เช่นนี้เกิดขึ้นเพราะความโลภในอำนาจและในทรัพย์สมบัติของคนส่วนน้อยในครอบครัวได้อย่างไร

แล้วเรามุ่งมั่นที่จะรังสรรค์ความสุขและความยุติธรรม ให้เกิดแก่ครอบครัวของมนุษย์ได้อย่างไร

เนื่องจากบทความนี้ได้เอาเรื่องจิปาถะมารวมกัน จึงขอสรุปว่า เรื่องที่มาร้อยเรียงกันนี้ เกี่ยวกับความทุกข์ของมนุษย์ที่เราควรมีความรู้สึกร่วมกันมากกว่านี้ โดยพิจารณาว่า

• ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพึงช่วยยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

• นักการเมืองควรลงจากตำแหน่งในเวลาอันควร ไม่ควรใช้วาทกรรมรวมทั้งกฎหมายเพื่อการอยู่ยาวในอำนาจ
• ทหารควรทำหน้าที่ของตนและวางมือจากการเมืองอย่างจริงจัง

• เรามีความขัดแย้งกันมากเหลือเกิน จึงควรใช้การเจรจาแบบบูรณาการเป็นหลักในการคลี่คลายความขัดแย้ง

• ความขัดแย้งมักเริ่มที่ใจ จงรักตัวเองด้วยการให้อภัย แล้วใจทุกคนจะสบาย

• ขอให้มองมนุษย์เป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน

โคทม อารียา

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image