บอยเลิฟ กระแส ‘ไทนุมะ’ กับการ ‘เขียนเรื่อง’ ‘แต่งคำ’ และ ‘วาดสังคม’

หลังจากสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. … หรือ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” ไปเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ก็อาจกล่าวได้ว่าอย่างช้าก็ไม่เกินปลายปีนี้ กฎหมายครอบครัวของไทยจะยอมรับให้บุคคลสามารถสมรสกันได้โดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องเพศ จากที่เดิมการสมรสตามกฎหมายนั้นสงวนไว้แต่ชายกับหญิงเท่านั้น

แม้ว่าจากนี้กฎหมายดังกล่าวจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา และจากกรอบเวลาแล้ววุฒิสภาที่จะได้พิจารณากฎหมายนี้น่าจะเป็นวุฒิสภาที่มาจากกระบวนการสรรหาและเลือกกันเองตามรัฐธรรมนูญ 2560 อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเราก็ยังไม่ทราบว่าจะออกมาในรูปแบบไหน และมีใครบ้าง แต่เมื่อกฎหมายนี้ผ่านมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนถึง 400 เสียง หรือเท่ากับร้อยละ 80 ของสมาชิกทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร และพรรคการเมืองที่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ก็มีทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ที่แม้แต่พรรครัฐบาลที่นิยามตัวเองว่าเป็น “พรรคอนุรักษนิยมใหม่” อย่างรวมไทยสร้างชาติ ก็ยังให้ความเห็นชอบ ก็อาจกล่าวได้ว่า หลักการที่ว่าบุคคลไม่ว่าเพศใดก็ควรสมรสกันได้โดยชอบตามกฎหมาย ถือเป็น “ฉันทามติ” ร่วมกันของสังคมไทยแล้ว ดังนั้น วุฒิสภาที่แม้ว่าจะมีที่มาออกจะพิสดารพันลึก หากตราบใดที่ยังมีความยึดโยงกับประชาชนอยู่บ้าง ก็คงไม่น่าจะฝ่าฝืนฉันทามตินี้ได้

ดังที่กล่าวไว้ครั้งว่าพลวัตความคิดความเชื่อของสังคมกับกฎหมายนี้เป็นวัฏจักรหรือวงจรที่สลับกันไปมาได้ โดยเฉพาะในกฎหมายครอบครัวนี้ก็คือ ในครั้งแรก ความคิดความเชื่อของสังคมในเรื่องวิถีชีวิตครอบครัวของไทยนั้นถูกปรับแก้โดยกฎหมาย จากสังคมที่ถือระบบหนึ่งผัวหลายเมีย ที่การมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนนั้นชอบด้วยทั้งศีลธรรมและกฎหมาย ก็ถูก “ปรับแก้” โดยการใช้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพห้า ให้การสมรสของบุคคลชายหญิงที่กฎหมายรับรองคือบุคคลพึงมีคู่สมรสได้เพียงคนเดียว หรือระบบผัวเดียวเมียเดียว ซึ่งในที่สุดความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายนี้ก็ปรับเปลี่ยนความเชื่อทางศีลธรรมและจริยธรรมของบุคคลที่ไม่ยอมรับการมีหลายบ้านหรือภรรยาหลายคนของฝ่ายชายอีกต่อไป

ส่วนความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในครั้งนี้ เป็นกรณีที่ความคิด ความเชื่อ จริยธรรม และศีลธรรมของสังคมเปลี่ยนไป และมีผลให้กฎหมายต้องเปลี่ยนตาม คือความคิดที่ยกระดับการ “สมรส” หรือการมีคู่ครองของบุคคลให้ไกลไปกว่าความคิดเรียบตื้นเพียงว่าการที่บุคคลมาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวนั้นเป็นเพียงเพราะเหตุผลเพื่อการสืบพันธุ์ที่ไม่ต่างจากครองคู่ของสรรพสัตว์ แต่มนุษย์เรามีระดับสติปัญญาและความคิดจิตใจที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น คือความรู้สึกผูกพันทางจิตใจและความไว้เนื้อเชื่อใจยิ่งไปกว่าแค่สัญชาตญาณแห่งการสืบเผ่าพันธุ์ ซึ่งอาจถือเป็นเรื่องรองหรือของแถมแห่งความสัมพันธ์นี้ในสังคมโลกสมัยใหม่

Advertisement

ประเทศไทยในสังคมโลกนั้นนับเป็นประเทศหนึ่งที่มีความก้าวหน้าทางสังคมด้านการยอมรับทางสังคมต่อบุคคลที่มีเพศสภาพอันหลากหลายแตกต่างไปจากนิยามความเป็นเพศแบบทวิลักษณ์ชายหญิง ความคิดความเชื่อในสังคมไทยก็ไม่ได้ตั้งรังเกียจหรือต่อต้านผู้มีเพศสภาพอันหลากหลายเหล่านั้น โดยสังคมไทยในหลายสิบปีหลังนี้ยังให้สิทธิและเคารพศักดิ์ศรีของบุคคลเหล่านั้น และแม้จะมีกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการใดๆ ที่ยังอาจจะเรียกว่าตามไม่ทันหรือมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อแบบชายหญิง หน่วยงานและองค์กรของรัฐก็จะพยายามปรับเปลี่ยนให้เต็มความสามารถ เช่นความยินยอมให้แต่งเครื่องแบบที่ตรงกับเพศสภาพในหลายระดับ หรือกฎหมาย หรือกฎระเบียบใดที่ยังมองว่าการมีเพศสภาพแตกต่างหลากหลายนี้เป็นความบกพร่องทางจิตใจก็ถูกยกเลิกปรับเปลี่ยน ในทางสังคมก็มีบุคคลผู้เปิดเผยว่าเป็นคนรักเพศเดียวกันสามารถขึ้นเป็นผู้นำหรือมีตำแหน่งในภาครัฐหรือเอกชนได้อย่างปกติธรรมดา

นอกจากนี้ไทยก็ถือเป็น “ผู้นำ” ในการยอมรับความหลากหลายทางเพศในวัฒนธรรมร่วมสมัยหรือสื่อบันเทิงรูปแบบต่างๆ ทั้งซีรีส์ นิยาย หรือการ์ตูนของไทยนั้นแสดงให้ผู้ชมผู้อ่านเห็นว่าความรักระหว่างบุคคลเพศเดียวกันทั้งสามารถงดงาม โรแมนติก หรือชวนให้วาบหวามจิกหมอนได้ไม่แตกต่างจากความรักระหว่างชายหญิง

เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากความนิยมอย่างสูงสุดของผลงานสื่อบันเทิงแนวชายรักชายที่เรียกว่าแนว “วาย” หรือ “บอยเลิฟ” ของไทยที่ไปสู่ระดับโลก เราได้เห็นซีรีส์ นิยาย การ์ตูนแนวบอยเลิฟของไทยมีแฟนประจำในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นตัวแม่ทางวัฒนธรรมฝั่งเอเชียอย่างญี่ปุ่นเอง ถึงขนาดมีนิยายและการ์ตูนบอยเลิฟของไทยแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นขายในร้านสื่อบันเทิงแนวแอนิเมะและมังงะอย่างร้านอนิเมท มีนักวาดการ์ตูนของญี่ปุ่นซื้อลิขสิทธิ์นิยายวายของไทยไปวาดเป็นมังงะ

Advertisement

ที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ คือความโด่งดังของเรื่องแนวบอยเลิฟของไทย ก่อให้เกิดกระแสความเป็น “ติ่งไทย” หรือ “ไทนุมะ” (Tainuma) (ตามรูปศัพท์จะหมายถึงการตกลงไปในห้วงบึงแห่งความเป็นไทย) ขึ้นในหมู่วัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่น ถึงขนาดที่การเรียนภาษาไทยได้รับความนิยมพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3-4 ปีนี้ จากอิทธิพลของแฟนเดนตายของสื่อบันเทิงแนวนี้อยากจะเรียนภาษาไทย เพื่อที่จะได้อ่าน ดู เสพ งานบอยเลิฟภาษาไทยโดยตรงด้วยตัวเองโดยไม่ต้องผ่านการแปล ไม่ต่างจากที่สมัยหนึ่งคนไทยเคยฮิตเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยเหตุผลเดียวกัน

กระแส “ไทนุมะ” ไม่ได้หยุดเฉพาะที่การเสพซีรีส์หรือสื่อบันเทิงไทย แต่ยังรวมถึงการชื่นชอบหลงใหลในวัฒนธรรมไทยอื่นๆ ทั้งอาหารไทยและวิถีชีวิตแบบคนไทย ซึ่งส่งผลให้มีร้านหมูกระทะของคนญี่ปุ่นที่พยายามทำทุกอย่างให้เหมือนร้านหมูกระทะของไทย ถึงขนาดนำเข้าของแต่งร้านบางอย่างจากประเทศไทยเพื่อให้คนมานั่งกินในร้านอาจสับสนได้ว่านี่นั่งอยู่ในโตเกียวหรือกรุงเทพมหานคร มีการใช้ประโยคภาษาไทยพิมพ์ด้วยตัวอักษรไทยเป็นคำโปรยเพื่อสร้างลูกเล่นหรือสร้างความโดดเด่น

กล่าวได้ว่า กระแส “บอยเลิฟ” หรือ “วาย” นี้เองที่เป็นสื่อนำซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยอย่างที่ไม่มีใครคิดปฏิเสธ

สื่อทางวัฒนธรรมอย่างวรรณกรรม นิยาย การ์ตูนมังงะและแอนิเมชั่น ก็ส่งผลเชิงพลวัตของความคิดความเชื่อทางสังคมได้แบบสลับกันไปมาได้เช่นเดียวกันกับกฎหมาย สำหรับประเทศไทยอาจกล่าวได้ว่าเพราะความคิดความเชื่อทางสังคมเรามีความเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศและความรักของคนเพศเดียวกัน ทำให้เราสามารถสร้างผลงานแนวนี้ได้โดดเด่นเหนือใครในระดับเอเชียหรือแม้แต่ในระดับโลก ส่วนในประเทศญี่ปุ่นเองก็เริ่มเห็นความพยายามในการใช้สื่อประเภทเดียวกัน คือการ์ตูนมังงะและแอนิเมชั่น รวมถึงเกมซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกเพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางสังคมของพวกเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ก่อนหน้านี้การ์ตูนมังงะเรื่อง Kino Mani tabeta ได้เล่าถึงชีวิตของคู่รักชายของ “คะเค ชิโร่” ทนายความ กับ “ยาบุกิ เคนจิ” ช่างทำผมที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เดียวกัน ซึ่งในเรื่องได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของการไม่ยอมรับในความสัมพันธ์เชิงครอบครัวของคู่ชายรักชายในสังคมญี่ปุ่นได้อย่างกินใจ ก่อนจะค่อยๆ แสดงให้เห็นว่า ปัญหาใดๆ ที่คนเข้าใจว่าจะเกิดกับคู่รักเพศเดียวกันนี้ จริงๆ ก็เป็นปัญหาอย่างเดียวกับที่เกิดในครอบครัวหรือคู่รักชายหญิงทั่วไป ไม่ได้แตกต่างกันเลย ในภายหลังการ์ตูนมังงะเรื่องนี้ได้รับการดัดแปลงมาเป็นซีรีส์ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมาก ความน่าสนใจอย่างหนึ่งคือ เมื่อเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในรูปแบบของการ์ตูนมังงะ สำนักพิมพ์แปลชื่อเรื่องว่า “เมื่อวานเจ๊ทานอะไร?” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการตั้งชื่อแบบติดภาพลักษณ์ออกไปทางเหยียดเพศ ในตอนที่แพลตฟอร์ม Netflix นำซีรีส์เรื่องนี้มาแปลฉายในประเทศ ได้มีการเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น “เมื่อวานคุณทานอะไร?” เพื่อให้มีความเป็นกลางทางเพศมากกว่า

แม้แต่ในการ์ตูนที่บอกเล่าเรื่องราวตลกอบอุ่นชวนมีความสุขในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ได้เน้นในเรื่องความรักหรือโรแมนติกโดยตรงก็ยังมีบทพูดที่ให้ตัวละครกล่าวถึงการยอมรับที่จะใช้ชีวิตรักแบบที่ไม่ต้องเจาะจงว่าอีกคนเป็นเพศใดด้วย เช่นการ์ตูน “เรื่องน่ากลุ้มของเจ้าเหมียวผู้สามารถ” (Dekiru Neko wa Kyo mo Yuutsu) เมื่อ “ฟุคุซาวะ ซาคุ” หญิงสาวผู้เก็บลูกแมวดำตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ตั้งชื่อว่า “ยูคิจิ” โดยยูคิจินั้นเติบใหญ่กลายเป็นคุณแมวยักษ์ผู้สามารถทำอาหารและดูแลบ้านได้แบบมนุษย์ยังอาย

เรื่องราวของการ์ตูนเรื่องนี้ ซึ่งตอนนี้มีให้ชมในรูปแบบแอนิเมะบน Netflix ก็เป็นชีวิตสนุกๆ ของซาคุกับยูคิจินั่นแหละ ที่ตัวซาคุเองก็เป็นหญิงสาวที่มีความน่ารักและความสามารถหลายแง่มุม แต่ก็ยังมีความคาดหวังว่าจะแต่งงานกับผู้ชายดีๆ สักคนแล้วครองคู่กัน โดยที่ซาคุไม่รู้ว่า ตัวเองนั้นมีความเป็น “สาวหล่อ” ผู้เข้มแข็งและสามารถปกป้องผู้อื่น จนทำให้ทั้งเพื่อนร่วมงานและสาวน้อยที่ทำงานในร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านหลงรักจนเสียอาการ วันหนึ่งเพื่อนร่วมงานกับสาวร้านสะดวกซื้อมานั่งคุยกันเพราะจริงๆ เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ก็แลกเปลี่ยนกันเล่าเรื่องคนที่ตัวเองแอบชอบ ซึ่งทั้งสองคนก็ชอบผู้หญิงคนเดียวกันคือซาคุ ก่อนจะนำไปสู่บทสรุปของคุณพี่สาวเพื่อนร่วมงานที่บอกว่า “คงไม่เป็นไรนะถ้าจะรักคนเพศเดียวกัน” ซึ่งน้องสาวนอกจากจะตกใจที่คิดเหมือนกันแล้ว ยังไม่คิดว่าญาติผู้พี่จะมีความคิดเปิดกว้างยืดหยุ่นว่า ความสัมพันธ์ของคนเพศเดียวกันนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้เป็นปกติ

อาจจะเป็นเรื่องคาดเดาไปเองก็ได้ หากรู้สึกว่าในระยะหลังนี้ ผลงานการ์ตูนและสื่อบันเทิงของญี่ปุ่นยุคใหม่ได้พยายามสอดแทรกความเป็น “ธรรมดา” ของคู่รักเพศเดียวกันลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เหมือนกับเป็นความพยายามค่อยๆ เปลี่ยนแปลงค่านิยมด้วยซอฟต์พาวเวอร์นี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

แล้ววรรณกรรมและเรื่องแต่งรวมถึงสื่อทางวัฒนธรรมต่างๆ นั้นสามารถเปลี่ยนสังคมได้จริงหรือไม่ อยากชวนท่านผู้อ่านมาพบปะและร่วมพูดคุยกันในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานอภิปรายในหัวข้อ “เขียน คิด พลิกโลก”ซึ่งจะมาพูดคุยกันถึงเรื่องรางวัลมติชนอวอร์ด ที่เวทีกลางงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายนนี้ ที่เวทีกลาง ระหว่างเวลา 19.00-19.50 น. โดยมีผม “นายทิวา” เอกรัตน์ จิตรมั่นเพียร และ “พี่แมว” ประกิต กอบกิจวัฒนา มาร่วมพูดคุยกันว่า วรรณกรรม กวีนิพนธ์ และการ์ตูนภาพล้อนั้น จะมีความสามารถในการ “เขียนเรื่อง” “แต่งคำ” และ “วาดสังคม” ได้อย่างไร

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image