การฝึกฝนโพธิจิตสัมบูรณ์ผ่านคำสอนโลจอง

การฝึกฝนโพธิจิตสัมบูรณ์ผ่านคำสอนโลจอง

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว มูลนิธิวัชรปัญญาจัดอบรมเรื่องคำสอนสำคัญคำสอนหนึ่งของวัชรยาน ที่มีชื่อว่าโลจอง (Lojong) วิทยากรที่มาสอนคือครูชาวอังกฤษชื่อเอลิซาเบธ โอมสเตท เธอพำนักอยู่ที่หัวหินมาร่วมสามสิบปีแล้ว และได้เป็นลูกศิษย์โดยตรงของเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช ผู้เป็นธรรมาจารย์คนแรก ๆ ที่นำคำสอนจากทิเบตมาเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี ค.ศ. 1970 – 1987

โลจองเป็นภาษาทิเบต แปลว่าการฝึกฝนจิต หรือฝึกทั้งจิตและใจ (mind and heart) คนที่รวบรวมคำสอนนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกคือคุรุแห่งพุทธศาสนาชาวอินเดียชื่อ อตีศะ ทีปังกร ศรชญาณ (Atisha Dipankara Shrijnana) เขาเกิดที่เบงกอลในปี ค.ศ. 982 และได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้นทั้งในอินเดียและสุมาตรา เมื่อกลับมาอินเดีย เขาสอนพุทธศาสนาที่วัดวิกรมศิลา ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดที่สำคัญที่สุดสามแห่งในสมัยนั้น ก่อนเสียชีวิตในประมาณปี ค.ศ. 1054 เขาได้ถ่ายทอดคำสอนโลจองให้แก่ศิษย์ชาวทิเบตชื่อ ดรอมตอนปะ (Dromtonpa) ที่ต่อมาได้ก่อตั้งสายธรรมกาดัมปะ ที่สืบเนื่องคำสอนโลจองมาให้เราได้เรียนรู้จนทุกวันนี้

เชอเกียม ตรุงปะ ให้อรรถาธิบายคำสอนโลจองในการสัมมนาหลายครั้ง และได้มีการรวบรวมคำบรรยายของเขาเป็นหนังสือและตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1981 และพจนา จันทรสันตินำมาถอดความเป็นภาษาไทยในชื่อว่า “การฝึกจิตและบ่มเพาะความเมตตา” ต่อมาศิษย์คนสำคัญคนหนึ่งของตรุงปะ ชื่อ เพมา โชดรัน ซึ่งบวชเป็นภิกษุณีและเป็นเจ้าอาวาสวัดทิเบตชื่อกัมโป ตั้งอยู่ที่โนวา สกอเชีย ประเทศคานาดา ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “เริ่มตรงจุดที่คุณอยู่” (Start Where You Are) ในปี ค.ศ. 1994 ที่ให้อรรถาธิบายคำสอนโลจองเพื่อประโยชน์แก่การฝึกอบรมในวัดกัมโปและเพื่อผู้สนใจในพุทธศาสนานิกายวัชรยาน ล่าสุด ตราเลก คยับกอน รินโปเช คุรุชาวทิเบตในสายธรรมคากิว ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “การปฏิบัติโลจอง: บ่มเพาะความกรุณาผ่านการฝึกฝนจิต” (The Practice of Lojong: Cultivating Compassion through Training the Mind) ในปี ค.ศ. 2003 บทความนี้จะขออ้างอิงหนังสือทั้งสามเล่มนี้ประกอบกันต่อไป

Advertisement

โลจองประกอบด้วยประเด็น (points) 7 ประเด็น แต่ละประเด็นแบ่งย่อยเป็นคติพจน์ (slogans) รวมทั้งหมด 59 พจน์ แต่ละคติพจน์เขียนเป็นประโยคสั้น ๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง บางครั้งดูจะแย้งกับสามัญสำเริ่มนึก แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ฟังดูย้อนแย้งจะช่วยกระตุ้นการใคร่ครวญและช่วยให้จดจำคำสอนได้ดีขึ้น คติพจน์โลจองมุ่งที่การบ่มเพาะโพธิจิต ทั้งโพธิจิตสัมบูรณ์ที่เป็นพื้นฐานการรู้แจ้ง และโพธิจิตสัมพัทธ์ซึ่งเหมาะแก่การนำไปปฏิบัติความกรุณาในชีวิตประจำวัน ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนบทความชื่อ “การฝึกปฏิบัติโลจอง”ที่เน้นคติพจน์จำนวน 17 พจน์ที่อยู่ในประเด็นที่ 6: ความมุ่งมั่นในการฝึกจิต และใช้หนังสือของ คุรุตราเลก คยับกอนเป็นเอกสารอ้างอิง ในบทความนี้จะกล่าวถึงประเด็นที่ 1 คติพจน์ 1 และประเด็นที่ 2 (เฉพาะคติพจน์ที่ 2 ถึง 6 ที่ว่าด้วยโพธิจิตสัมบูรณ์) ทั้งนี้ตามที่ครูเอลิซาเบธได้ให้ความสำคัญไว้ในการอบรมของเธอ

ประเด็นที่ 1 : เรื่องเบื้องต้นที่เป็นพื้นฐานการปฏิบัติธรรม

คติพจน์ 1 : ฝึกเรื่องเบื้องต้นก่อน

Advertisement

ก่อนฝึก ให้รำลึกถึงพระรัตนตรัยอันเป็นสรณะ การฝึกเรื่องเบื้องต้นเป็นเหมือนการเตรียมตัวที่ดีก่อนออกเดินทาง เรื่องเบื้องต้นเริ่มที่ข้อเตือนใจ 4 ประการที่ธรรมาจารย์ตรุงปะขอให้เรานำมาไตร่ตรองดังนี้

1) ยินดีที่ในชีวิตนี้เราเกิดเป็นมนุษย์ มีอิสระและมีโอกาสอันดี

2) ร่างกายนี้วันหนึ่งจะกลายเป็นศพ

3) วัฏสงสารมีธรรมชาติอันไม่พึงปรารถนา

4) กรรมคือกฎของเหตุและผล เจตนาบ่งบอกว่ากรรมใดเป็นกุศล กรรมใดเป็นอกุศล เมื่อสร้างเหตุก็ต้องรับผลโดยไม่อาจหลีกหนีได้

ครูเอลิซาเบธให้เรานั่งสมาธิและมีการอ่านปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรที่ว่าด้วยความว่าง (ซึ่งเป็นพระสูตรสำคัญของพุทธศาสนามหายาน) และชวนให้เราพิจารณาคติพจน์ต่าง ๆ ร่วมกัน

ประเด็นที่ 2 : หลักของการปฏิบัติคือการบ่มเพาะโพธิจิต

ก่อนอื่นขออ้างอิง คุรุคยับบอน ที่สรุปความหมายของโพธิจิตไว้ดังนี้ :

– โพธิจิตคือจิตรู้แจ้งที่กอปรด้วยกรุณาและปัญญา

– โพธิจิตสัมพัทธ์หมายถึงการบ่มเพาะใจกรุณา

– การใส่ใจต่อผู้อื่นช่วยให้เราไปพ้นจาก (ก) วิกัลป์ หรือความคิดฟุ้งซ่าน (ข) กิเลส (ค) การหมกมุ่นในตัวเอง

– ความแจ่มกระจ่างของจิตหมายถึงจิตที่เปิดกว้าง ว่างเปล่า ชัดเจน กว้างใหญ่ สว่างไสว

– โพธิจิตสัมบูรณ์มีความหมายใกล้เคียงกับ ความว่าง สถานะธรรมชาติ ธรรมชาติพุทธะ ธรรมชาติของจิต พื้นภูมิแห่งมนุษย์ ความเป็นจริงสูงสุด สถานะดั้งเดิม

– เราพึงเรียนรู้ที่จะผ่อนพักในสถานะธรรมชาติโดยอาศัยสมถะภาวนา

– เราพึงเรียนรู้ที่จะผ่อนพักในความแจ่มกระจ่างของจิตที่เปิดกว้าง ว่างเปล่า อิสระ สว่างไสว โดยอาศัยวิปัสสนาภาวนา

คติพจน์ 5 พจน์ ที่ครูเอลิซาเบธให้ความสำคัญคือคติพจน์ 2 ถึงคติพจน์ 6 ของประเด็นที่ 2 ซึ่งสอนให้ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา เพื่อให้เราเห็นประกายแสงแห่งโพธิจิตสัมบูรณ์ และเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติโพธิจิตสัมพัทธ์ตามคติพจน์ต่าง ๆ ต่อไป

คติพจน์ 2 : มองปรากฏการณ์ทั้งมวลเป็นเหมือนฝัน

คุรุคยับบอน ให้อรรถาธิบายคติพจน์ 2 ดังนี้

– โพธิจิตสัมบูรณ์คือการแสดงออกของความว่าง

– คำสอนหลักของพุทธศาสนามหายานคือ โลกนี้ถูกมองว่าไม่มีธรรมชาติที่เป็นตัวตน ไม่มีอยู่ด้วยตัวเอง (ไม่มีสวภาวะ) ไม่มีแก่นสาร หากเป็นเหมือนฝัน ภาพลวงตา มายาภาพ เสียงสะท้อน หรือเงาในน้ำ

– เมื่อมองเช่นนี้ เราจึงสามารถมีความสัมพันธ์และรู้สึกถึงความรักและความกรุณา กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อโลกถูกมองแยกจากธรรมชาติพุทธะ มันก็เป็นโลกมายา แต่มองมันในฐานะด้านหนึ่งของธรรมชาติพุทธะ มันก็จะบริสุทธิ์

– ก่อนที่เราจะสามารถมีความรักและความกรุณาโดยการฝึกปฏิบัติภาวนา เราพึงเข้าใจว่าความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของเราไม่มีแก่นสาร

– แต่เราไม่ควรหลงผิดไปว่า ความไม่มีแก่นสารนี้ตรงกับการไม่มีอะไรเลย การหลงผิดนี้คล้ายเป็นรูปแบบหนึ่งของลัทธิสุญนิยม โดยตีความผิด ๆ ว่าความว่างหมายถึงไม่มีสิ่งใดอยู่เลย

ครูเอลิซาเบธใช้อรรถาธิบายของธรรมาจารย์ตรุงปะเป็นสำคัญ จึงขออ้างอิงอรรถาธิบายของธรรมาจารย์ดังต่อไปนี้

– ในระหว่างการปฏิบัติสมาธิภาวนา ความคิดปรุงแต่งย่อมผุดขึ้นมา ทว่าการสัมผัสรับรู้เหล่านี้ เป็นเพียงการปรุงแต่งของจิตเท่านั้น

– การพิจารณาสภาพธรรมว่าเป็นเหมือนฝัน หมายความว่าสิ่งที่คิดว่าเป็นจริงเป็นจังนั้น หามีสิ่งใดตั้งมั่นอยู่ไม่ ทุกสิ่งล้วนแปรเปลี่ยนกลับกลายสิ้น

ส่วนภิกษุณีโชดรอนได้ให้อรรถาธิบายเพิ่มเติมดังนี้

– ทุกสิ่งเหมือนฝันหมายความว่า “ทุกสถานการณ์เป็นความทรงจำที่กำลังผ่านไป (passing memory)”

– ขณะที่ตระหนักถึงความคิดที่ผุดขึ้นมา เราเพียงแตะมันแล้วปล่อยผ่านไป ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร (no big deal) ใช้ความอ่อนโยนและความผ่อนคลายเป็นหลัก

คติพจน์ 3 : พิจารณาธรรมชาติของการตระหนักรู้ที่ไม่มีการเกิด (unborn)

คติพจน์ 2 มีจุดมุ่งหมายที่จะวิเคราะห์สภาพไม่มีแก่นสารของโลกแห่งประสบการณ์ ส่วนคติพจน์ 3 นี้เกี่ยวกับสภาพไม่มีแก่นสารของจิตเอง คุรุคยับบอนมีอรรถาธิบายดังนี้
– สิ่งที่โดยปกติเราเรียกว่าจิตนั้น ชาวพุทธมักจะหมายถึง “จิตที่หลง” แต่กระนั้นจิตยังกอปรด้วยการตระหนักรู้ที่ไม่มีการเกิดอีกด้วย

– การตระหนักรู้ที่ไม่มีการเกิดหมายถึงโพธิจิตสัมบูรณ์ มันไม่ใช่ความรู้สึก ความคิด ความรู้สึกสัมผัส และไม่ใช่ประสบการณ์ ประสบการณ์มาแล้วก็ไป แต่มีมณฑลอันกว้างใหญ่ เปิดกว้าง และกระจ่างที่ไม่มาแล้วก็ไป จึงมีคำขยายความว่าไม่มีการเกิด ไม่อยู่ในสายธารแห่งเวลา
– การตระหนักรู้ที่ไม่มีการเกิดคือปัญญาญาณที่ทำให้เราสามารถยึดกุมความเป็นจริงสูงสุดของความว่างได้

– เมื่อเราสังเกตและวิเคราะห์ถึงด้านในสุดของจิต เราจะพบว่าสิ่งที่เหลืออยู่คือความรู้สึกสัมผัสเปล่า ๆ ของการตระหนักรู้

– ความสามารถที่จะมีความรักและความกรุณาที่จริงแท้ของเรานั้น จะได้รับการหนุนช่วยด้วยความเข้าใจว่า เรามีปัญญาญาณที่จะแสดงออกถึงความกรุณาที่มีอยู่แล้วในตัวเรา

ธรรมาจารย์ตรุงปะกล่าวไว้ด้วยว่า

– จิตนั้นไม่มีการเกิด แต่ในขณะเดียวกัน มีการตระหนักรู้

– กล่าวคือคุณมีสติกับบางสิ่ง คุณมีสติในตนเอง มีสติในบรรยากาศแวดล้อม มีสติในลมหายใจ แต่เหนือขึ้นไปจากสิ่งที่กำลังมีสติอยู่ คุณจะพบว่าหามีแก่นสารใด ๆ อยู่ไม่ ทุกสิ่งจะเริ่มลางเลือนไป

ภิกษุณีโชดรอนอธิบายความย้อนแย้งของคติพจน์ 3 ดังนี้

– ความจงใจของคติพจน์นี้คือ ถ้าคุณคิดว่าเข้าใจคติพจน์ 2 ละก็ ให้ “ดึงพรมที่อยู่ใต้เท้าคุณออกไป”

– “ใคร” กันแน่ที่กำลังพิจารณาธรรมชาติของการตระหนักรู้ ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่คิดว่าได้ข้อสรุปที่ตั้งมั่น ก็ให้ดึงพรมออกไป คุณจะดึงออกเอง หรือให้ชีวิตดึงออกไปให้คุณก็ได้

– วิธีหนึ่งที่จะดึงพรมออกไปคือ ปล่อยวาง ผ่อนคลาย เพิ่มความอ่อนโยนให้มากขึ้น

คติพจน์ 4 : ปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระ แม้จากยาถอนพิษ

ในคำอธิบายของคุรุคยับบอน ยาถอนพิษหมายถึงการวิเคราะห์

– การวิเคราะห์เป็นเครื่องมือหลักในการวิปัสสนา ขณะที่การวิเคราะห์รื้อถอนการยึดมั่นถือมั่นออกไป คำสอนโลจองยังแนะนำว่า การวิเคราะห์ไม่มีความเป็นจริงในตัวมันเอง

– เมื่อถึงเวลา เราพึงปล่อยไปซึ่งคำตอบใด ๆ ที่ได้มาโดยวิปัสสนาภาวนา และผ่อนพักในสถานะธรรมชาติ ไม่มีคำตอบให้จิตอ้างถึง แล้วคำตอบก็จะคลายลงด้วยธรรมชาติของมันเอง

ธรรมาจารย์ตรุงปะชี้แนะว่า

– ยาถอนพิษขนานหนึ่งคือแนวคิดที่ว่าทุกสิ่งคือความว่าง การประจักษ์แจ้งนี้มีคุณยิ่ง ทว่าเราจำเป็นต้องไปให้พ้นยาถอนพิษนี้ เพราะมันอาจทำให้เราสร้างตรรกะอันฉ้อฉล เช่น ไม่ต้องนั่งปฏิบัติก็ได้ หรือไม่มีสิ่งใดมีความหมาย

– ยาถอนพิษทุกขนานหรือการบำบัดทุกรูปแบบ หาใช่สิ่งที่พึงทำไม่ เรามิได้กำลังแสวงหาการบรรลุธรรมหรือความสงบสุข หากพยายามขึ้นอยู่เหนือการหลอกตัวเอง

ภิกษุณีโชดรอนมีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า

– การปลดปล่อยหมายถึงการแตะความคิดอย่างอ่อนโยนแล้วปล่อยไป ไม่ว่าคุณเชื่อในสภาพของแข็งหรือในความว่าง ล้วนปล่อยมันไป

คติพจน์ 5 : ผ่อนพักในธรรมชาติของอาลัย แก่นสารของทุกสิ่ง

คุรุคยับบอนอธิบาย คติพจน์ 5 ที่กล่าวถึงแก่นสารของทุกสิ่งดังนี้

– แก่นสารของทุกสิ่ง (อาลัยในภาษาสันสกฤต) มีสองความหมายคือ จิตสำนึกพื้นฐาน (อาลัยวิญญาณ) และจิตสำนึกทางปัญญา (อาลัยญาณ) จิตสำนึกพื้นฐานเป็นเหมือนโกดังที่เก็บประสบการณ์เชิงมายาบรรดามีของเรา ขณะที่จิตสำนึกทางปัญญาเป็นพื้นภูมิของประสบการณ์ทั้งที่เป็นและไม่เป็นมายาภาพ

– มีจิตสำนึก 5 ประการที่มาจากประสาทสัมผัส จิตสำนึกประการที่ 6 เป็นที่ตั้งของการตระหนักรู้ที่ใคร่ครวญ หรือเป็นศูนย์กลางของกระบวนความคิดเชิงเหตุผล ประการที่ 7 คือจิตสำนึก “เห็นแก่ตัว” ซึ่งเป็นที่ตั้งของการรับรู้ของเรา อะไรก็ตามที่เรารับรู้มารวมเข้าด้วยกันที่นี่ เป็นอัตลักษณ์ของเรา สุดท้ายแล้ว มีจิตสำนึกพื้นฐาน (ที่ 8) ที่บรรจุร่องรอยของความทรงจำทั้งปวง

– ร่องรอยเหล่านี้มาจากรอยประทับของกรรม (วาสนาในภาษาสันสกฤต) ที่เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบจิตสำนึก 8 ประการดังกล่าว ทุกอย่างที่ผ่านกระบวนการของจิตสำนึกไม่สูญเปล่า หากถูกเก็บอยู่ในรูปของตะกอนกรรม

– สำหรับการผ่อนพักโดยวิถีธรรมชาติ เราเพียงแต่ดำรงความรู้สึกสัมผัสของการตระหนักรู้เปล่า ๆ เอาไว้ โดยไม่คิดถึงสิ่งใด หรือบังคับจิตให้เข้าสู่สถานะที่ตั้งมั่นใดๆ

ธรรมาจารย์ตรุงปะกล่าวถึงคติพจน์ 5 ดังนี้

– การผ่อนจิตให้มาพำนักอยู่ในอาลัย คือการปลดเปลื้องตนเองให้เป็นอิสระจากจิตทั้งเจ็ด
– คุณไม่จำเป็นต้องวิ่งหนีตนเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อไปค้นหาสิ่งภายนอก คุณอาจกลับมาบ้าน กลับมาสู่ความผ่อนคลายในบ้านของคุณ

ภิกษุณีโชดรอนเขียนไว้สั้น ๆ ว่า เราอาจผ่อนพักในความเปิดกว้างมูลฐาน และเบิกบานไปกับสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏขึ้นมาโดยไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โต

คติพจน์ 6 : หลังการภาวนา พึงเป็นเด็กแห่งมายา

คุรุคยับบอนอธิบายว่า แทนที่จะมองผู้คนและสิ่งต่าง ๆ ว่าแยกส่วนและมีเอกลักษณ์ตัวตน เราจำเป็นต้องนำความเข้าใจในคำสอนปฏิจจสมุปบาทในเรื่องการอิงอาศัยกัน มาสู่ชีวิตประจำวันด้วย เราต้องบ่มเพาะความกรุณาดังนี้

– การบ่มเพาะโพธิจิตคือวิธีที่จะพลิกกลับซึ่งทัศนคติที่ถือตัวเราเป็นศูนย์กลาง โดยเปลี่ยนมาเป็นทัศนคติที่ถือ “ผู้อื่น” ว่าเท่าเทียมกันกับเรา เมื่อเราสร้างทัศนคติเช่นนี้ขึ้นมา (ซึ่งก็คือรากฐานแห่งการปฏิบัติโลจอง) เราก็ไม่ต้องจงใจลดความเห็นแก่ตัวของเรา เพราะการหลงตัวเองของเราจะลดลงเองโดยธรรมชาติ

– แรงจูงใจของเราสรุปย่อเป็นสองนัย ได้แก่ความปรารถนาที่จะช่วยเหลือ กับความปรารถนาที่จะสร้างความเดือดร้อน เราต้องมีสำนึกรู้เต็มที่ถึงเจตนาและแรงจูงใจต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่ในจิตของเรา หากเราต้องการที่จะทะลุทะลวงไปให้ถึงการหลอกตัวเองที่แฝงอยู่เบื้องหลังการกระทำ

คำว่า “เด็กแห่งมายา” นั้นน่าฉงนฉงาย ธรรมาจารย์ตรุงปะให้ความหมายแก่คำคำนี้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

– การเป็นเด็กแห่งมายาหมายถึงการที่คุณสามารถนำสมาธิภาวะที่เกิดขึ้นในระหว่างการนั่งภาวนา มาสู่ประสบการณ์หลังการภาวนา
– คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าถูกกักขังอยู่ หากอาจรู้สึกว่าคุณเป็นเด็กแห่งมายาที่มีความสดใหม่ และกำลังเริงรำไปทั่ว
ภิกษุณีโชดรอนอธิบายคติพจน์นี้อย่างดีดังนี้

– ผู้เป็นเด็กอยู่ในโลกที่สิ่งต่าง ๆ ไม่แข็งตัว เด็กทุกคนมีความพิศวงสงสัย อยากรู้ อยากลอง เมื่อโตขึ้น ความรู้สึกเช่นนี้จะหายไป คติพจน์นี้ส่งเสริมให้เรากลับเป็น “เด็ก” ในความหมายนี้ อีกครั้ง

– การเป็นเด็กแห่งมายายังส่งเสริมไม่ให้เราทำตนเป็นเสมือนสนามรบเดินได้ อันที่จริง ดีและชั่วดำรงอยู่ร่วมกัน สุขและทุกข์ดำรงอยู่ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นตรงกันข้ามกันเสมอไป และเราอาจปล่อยให้มันจางหายไปในความว่าง

คติพจน์ทั้ง 6 พจน์ของโลจองที่นำเสนอข้างต้นนี้ เป็นพื้นฐานคำสอนของมหายานในเรื่องการฝึกฝนจิตให้ตื่นรู้ แต่ละพจน์มีความลุ่มลึกที่ต้องอาศัยอรรถาธิบายของคุรุทั้งหลาย

ในการอบรม ครูเอลิซาเบธใช้บัตรคำที่แต่ละใบมีคติพจน์หนึ่งพจน์เขียนไว้ เราทุกคนได้รับแจกคติพจน์แรก ๆที่เกี่ยวกับโพธิจิตสัมบูรณ์ และได้อภิปรายความหมายของคติพจน์แรก ๆ ร่วมกัน หลังจากนั้น ครูให้เราเลือกบัตรคำที่เขียนคติพจน์อื่น ๆ (ทั้งหมดมี 59 พจน์) 4-5 ใบที่เราสนใจ และเอากลับบ้านได้ จากนั้นเราเลือกคติพจน์บางพจน์มาคุยกัน ในที่นี้ จะขอกล่าวถึงคติพจน์ 17 คือ “ฝึกฝนพละห้า อันเป็นแก่นหลักคำสอน” พละห้าที่โลจองกล่าวถึงประกอบด้วย ความตั้งใจมั่น ความคุ้นเคยในธรรม การมีกำลังสุจริต การวิจารณ์ตนเอง และปณิธาน ผมเลยขอเทียบเคียงกับพละห้าตามคำสอนของเถรวาท นั่นคือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แต่ก็ขอน้อมรับคำวิจารณ์ว่าไม่ควรเปรียบเทียบกัน

กระนั้น ในคำสอนโลจอง มีคติพจน์ 19 ที่ว่า “ธรรมะทั้งมวลล้วนมีมิติเป็นหนึ่ง” ซึ่งธรรมาจารย์ตรุงปะให้อรรถาธิบายว่า “ไม่ว่าจะเป็นหีนยานหรือมหายาน คำสอนล้วนสอดคล้องต้องกันคือ การกำราบอัตตา” ส่วนคติพจน์ 46 เขียนว่า “ระวังมิให้สิ่งทั้งสามเหือดแห้ง” โดยมีคำอธิบายของธรรมาจารย์ตรุงปะว่า “สิ่งแรกที่ต้องไม่เหือดแห้งคือการอุทิศตนต่อกัลยาณมิตร สิ่งที่สองคือความชื่นชมยินดีกับการปฏิบัติโลจอง หรือการฝึกจิตให้เชื่อง ส่วนสิ่งที่สามที่ต้องไม่ปล่อยให้เสื่อมถอยคือ ปฏิญาณที่จะปฏิบัติตามสายธรรมหีนยานและมหายาน”

หมายความว่าการปฏิบัติโลจองคือการฝึกจิตที่สอดคล้องกับหลักการปฏิบัติของทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน โดยไม่ต้องละทิ้งคำสอนของสายธรรมใด

โคทม อารียา เรียบเรียง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image