หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : การปกครอง กทม. …เมื่อกว่า 200 ปีที่แล้ว

7.06.26 | 13:18 น.
การปกครอง กทม. ...เมื่อกว่า 200 ปีที่แล้ว

ย้อนเวลากลับไปปี พ.ศ.2325 เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้ย้ายราชธานีจากฝั่งธนบุรีข้ามมาฝั่งพระนคร (ตะวันออก) เนื่องจากมีชัยภูมิที่ดีกว่า มีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นคูเมืองด้านทิศตะวันตกและทิศใต้

ทรงสถาปนา “กรุงเทพฯ” ขึ้นเป็นราชธานีแทน “กรุงธนบุรี”

เริ่มต้นชีวิตกันในเมืองใหม่ การใช้ชีวิตของคนในยุคนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศของการก่อร่างสร้างเมือง ขุดคู คลอง สร้างกำแพง เตรียมพร้อมรับศึกสงครามกับพม่า

งานเร่งด่วน…คือ การก่อสร้างพระบรมมหาราชวัง

“พื้นที่” ที่ถูกเลือก ปักหมุด สำหรับก่อสร้างพระบรมมหาราชวัง คือ บริเวณวัดพระแก้ว ในปัจจุบัน ซึ่งมีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่ตรงนี้ก่อนแล้ว เป็นพื้นที่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา มีท่าเรือที่ชาวจีนทำการค้า ขนส่งสินค้าทางเรือ …พระยาราชาเศรษฐีเป็นหัวหน้าชุมชนชาวจีน

Advertisement

มีการเคลียร์พื้นที่บริเวณนั้น โดยโปรดเกล้าฯให้ชุมชนชาวจีนย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่แถว “สำเพ็ง”

เอกสารของฝรั่งตะวันตกที่เข้ามาในพระนครบันทึกว่า…ราษฎรทั่วไปยังคงสร้างบ้านด้วยไม้ไผ่ มุงหลังคาด้วยจาก หรืออยู่เรือนแพริมน้ำเพื่อความสะดวกในการสัญจร ส่วนขุนนางและเจ้านายจะอยู่เรือนเครื่องสับ (เรือนไม้จริง)

ในแม่น้ำเจ้าพระยามี “เรือนแพ” มหาศาลที่ชาวสยามอาศัย กิน อยู่ หลับ นอน ที่สามารถหาปลา หุงข้าว ต้มแกง และเคลื่อนย้ายไป-มาได้

กรุงเทพฯเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ยามฝนตกน้ำท่วมไปสุดลูกหูลูกตา

ชาวสยามที่ใช้ชีวิตบนแพไม่สะทกสะท้าน เรื่องน้ำท่วมน้ำแล้ง

ในช่วงแรก ประชาชน (และเชลยศึก) ต้องช่วยกันขุดคลองรอบกรุง เช่น คลองโอ่งอ่าง-บางลำพู สร้างกำแพงเมือง สร้างป้อมปราการ โดยไปรื้ออิฐมาจากกำแพงเมืองเก่าจากกรุงศรีอยุธยาแล้วล่องเรือนำมากรุงเทพฯ

พระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ถูกสร้างขึ้นโดยถอดแบบสถาปัตยกรรมมาจากกรุงศรีอยุธยา เพื่อให้ผู้คนรู้สึกภาคภูมิใจ เป็นศูนย์รวมจิตใจ…โดยมีภาพของอยุธยาเป็นภาพจำ

มีการชำระกฎหมายตราสามดวง การรวบรวมพระไตรปิฎก เพื่อให้บ้านเมืองมีกฎระเบียบและสงบสุข

สภาพสังคมพหุวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ในยุคแรกเริ่มเป็นเมืองหลวงที่รวมผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งไทย จีน มอญ ลาว และญวน ที่อพยพหรือเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร โดยตั้งชุมชนอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ ตามชาติพันธุ์ของตนเอง

ศูนย์กลางแห่งอำนาจ สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดในพระนคร คือเจดีย์ โบสถ์วัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวังที่ใช้สีทอง หุ้มด้วยทองคำเหลืองอร่ามเมื่อยามโดนแสงแดด การสัญจรใช้เรือเป็นหลัก

ชาวสยามแยกย้ายกันอยู่บางเบา ทำนา ปลูกผัก และทำสวนผลไม้

ยุคต่อมา….เริ่มมีการฟื้นฟูการค้าขายทางเรือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะสำเภาจีน รวมถึงมี “ตลาดน้ำ” ตามคูคลองต่างๆ

ระหว่างสร้างเมืองหลวง สยามยังคงต้องพะวงกับ พม่าข้าศึก

พ.ศ.2328 เกิดสงครามเก้าทัพ เป็นมหาสงครามครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างไทยกับพม่าในสมัยรัตนโกสินทร์ เกิดขึ้นหลังจากที่ในหลวงรัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนากรุงเทพฯเป็นราชธานีได้เพียง 3 ปี

ศึกครั้งนี้เป็นการทดสอบความเป็น-ความตายของแผ่นดินสยามที่เพิ่งตั้งไข่ เนื่องจากพม่ายกกำลังพลมา 5 ทิศทาง

พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่าแห่งราชวงศ์คองบอง แบ่งกำลังทหารออกเป็น 9 ทัพ บุกเข้าตีสยามพร้อมกัน 5 ทิศทาง กระจายกำลังแผ่ออกไปและพม่าวางแผนจะนำกำลังมาบรรจบกันที่กรุงเทพฯ

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้า) เป็นแม่ทัพใหญ่ ทรงเปลี่ยนมาใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุก โดยแบ่งทัพไทยออกเป็น 4 ทัพไปโจมตีพม่าตามแนวชายแดน ไม่ยอมให้พม่าหลุดเข้ามาถึงภาคกลางได้

วังหน้าทรงนำทัพหน้า 30,000 นาย ไปตั้งค่ายรับทัพหลวงของพม่าที่ทุ่งลาดหญ้า เชิงเขาตะนาวศรี ทรงส่ง “กองโจร” ไปดักซุ่มโจมตีขบวนขนส่งเสบียงของพม่าในป่า กองทัพพม่าจึงตกอยู่ในภาวะอดอยาก เกิดโรคระบาด และหมดกำลังใจรบ เมื่อพม่าอ่อนแอเต็มที่ ฝ่ายไทยจึงระดมบุกโจมตีจนทัพหลวงพม่าแตกพ่ายยับเยิน

สงครามเก้าทัพสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะอย่างเด็ดขาดของฝ่ายไทย ปัจจัยสำคัญมาจากความเด็ดขาดในการวางแผน ยุทธศาสตร์การตัดเสบียง และความกล้าหาญของแม่ทัพนายกอง

ย้อนกลับมาที่เมืองกรุงเทพฯครับ

“ย่านสำเพ็ง” ที่ในหลวง ร.1 โปรดเกล้าฯให้ชาวจีนย้ายมาอยู่รวมกัน เจริญเติบโตกลายเป็นย่านการค้าและเป็นชุมชนชาวจีนที่คึกคักที่สุดในกรุงเทพฯมีเรือสำเภาจากจีนเข้ามาค้าขายอย่างหนาแน่น

วัดวาอารามในกรุงเทพฯ หลายแห่งถูกสร้างขึ้น วัดเก่าถูกบูรณะอย่างงดงาม โดยมีอิทธิพลของศิลปะจีนเข้ามาผสมผสาน

เน้นการสร้างกำแพงเมืองเพื่อแบ่งเป็น “เขตพระนครชั้นใน” ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองและป้อมปราการเพื่อป้องกันข้าศึก เช่น ป้อมพระสุเมรุและป้อมมหาไชย

พื้นที่รอบนอกพระนคร ส่วนใหญ่เป็นท้องนา ทุ่งหญ้าและสวน

ระบอบการปกครองแผ่นดินในเวลานั้นคือ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเป็นระบอบที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสูงสุดและมีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารประเทศ

ลักษณะการปกครองอำนาจสูงสุด
พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการออกกฎหมาย บริหาร และตัดสินคดีความ ยึดหลักสมมุติเทพตามคติพราหมณ์ และทศพิธราชธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา

พระมหากษัตริย์ทรงมีฐานะเป็นเจ้าชีวิตและเจ้าของที่ดินทั้งหมดในราชอาณาจักร

การบริหารราชการแผ่นดิน
สมุหนายก ดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือและกิจการพลเรือนทั้งหมด
สมุหพระกลาโหม ดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้และกิจการทหารทั้งหมด
กรมจตุสดมภ์ มีหน่วยงานหลักสี่กรม คือ เวียง (ดูแลความสงบ) วัง (กิจการราชสำนัก) คลัง (ภาษีและการค้า) และนา (การเกษตร)
ระบบสังคม ใช้ระบบไพร่ ชายฉกรรจ์ทุกคนต้องสังกัด “มูลนาย” เพื่อถูกเกณฑ์แรงงานหรือไปรบ มีระบบทาสที่ไม่มีอิสรภาพ

กรุงเทพฯ ในฐานะราชธานี ถูกบริหารโดยเสนาบดีผ่านระบบ “จตุสดมภ์” ซึ่งนำมาจากสมัยอยุธยา
กรมเมือง (เวียง): มี “พระยายมราช” เป็นเสนาบดี ดูแลความสงบเรียบร้อย ปราบปรามโจรผู้ร้าย และระงับข้อพิพาทของคนในเมืองหลวง
กรมวัง: ดูแลรักษาความสงบในเขตพระราชฐาน พระราชพิธี และพิจารณาคดีความของราชสำนัก
กรมคลัง (คลัง): ดูแลเรื่องภาษีอากร การคลัง และการค้าขายกับต่างประเทศ (ซึ่งเฟื่องฟูมากในยุครัชกาลที่ 3)
กรมนา: ดูแลการทำมาหากิน เสบียงอาหาร และที่ดินของราษฎร

พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลในขณะนั้น ไม่ได้เรียกว่าจังหวัดหรือเขต

การแบ่งพื้นที่กรุงเทพฯ
ชั้นในกำแพงเมือง เป็นพื้นที่ศูนย์กลาง มีพระบรมมหาราชวังและส่วนราชการหลัก
ชั้นนอกกำแพงเมือง มีเสนาบดีควบคุม
แบ่งพื้นที่รอบกรุงออกเป็น “แขวง” มีขุนนางชั้นรองทำหน้าที่ดูแล
กำหนดเมืองหน้าด่าน ตั้งเมืองบริวารล้อมรอบเพื่อความมั่นคง เช่น เมืองนครเขื่อนขันธ์ (พระประแดง) และเมืองสมุทรปราการ

การควบคุมกำลังคน “ใช้ระบบไพร่” ประชากรในกรุงเทพฯ ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดผ่านระบบสังกัดมูลนาย ใช้ “การสักเลก” ราษฎรชาย (ไพร่) ต้องถูกสักหมายหมู่เพื่อระบุสังกัด …ไพร่ต้องเข้าเวรรับราชการเพื่อสร้างกำแพงเมือง ขุดคลอง หรือสร้างวัดตามพระบรมราชโองการ

(การสักเลก เพื่อเกณฑ์พลเมืองชายเป็นทหาร เลก หมายถึง ชายฉกรรจ์ที่มีความสูงเสมอไหล่ 2.5 ศอกขึ้นไป จนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งเป็นการเกษียณอายุการรับราชการสมัยก่อน
การสักเลก คือการเอาเหล็กแหลม แทงตามเส้นหมึกที่เขียนไว้เป็นตัวอักษร บอกชื่อเมือง ชื่อมูลนาย กรมกอง ที่สังกัด โดยสักที่ข้อมือด้านหน้า หรือด้านหลังมือ)

ถ้าจะเปรียบเทียบ…การสักเลก คือ การทำทะเบียนพล

ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่มีโรงพยาบาลและยังไม่รู้จักเชื้อโรค โดยหลักแล้วจะพึ่งพา “การแพทย์แผนไทยโบราณ” โดยหมอแมะ และจัดยาหม้อที่เป็นสมุนไพรต้ม หรือยาเม็ดลูกกลอน

หากหาสาเหตุโรคไม่ได้ หรืออาการหนัก มักจะพึ่งพาหมอผี การรดน้ำมนต์ พิธีกรรมปัดเป่าสิ่งลี้ลับ หรือการใช้ไสยศาสตร์ควบคู่ไปด้วย

“หมอหลวง” จะทำหน้าที่ดูแลพระมหากษัตริย์และเจ้านายในวังผ่าน กรมโรงพระโอสถ ส่วนประชาชนทั่วไปจะรักษากับ “หมอราษฎร์”

วัดโพธิ์ คือ ศูนย์กลางความรู้ ในหลวง ร.3 โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมและจารึกตำรายาโบราณ รวมถึงท่าฤๅษีดัดตนไว้บนแผ่นศิลาที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เพื่อให้เป็นโรงเรียนแพทย์แผนโบราณและแหล่งเรียนรู้ของประชาชน

พ.ศ.2514 รัฐบาลจอมพลถนอมได้สั่งรวม “จังหวัดพระนคร” (ฝั่งพระนคร) และ “จังหวัดธนบุรี” (ฝั่งธนบุรี) เข้าด้วยกันเป็นจังหวัดเดียว เรียกว่า “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี” ในเวลานั้นพื้นที่ภายในยังใช้คำว่า “อำเภอ” และ “ตำบล” เหมือนจังหวัดอื่น

14 ธันวาคม พ.ศ.2515 กำเนิดคำว่า “เขต” มีการประกาศใช้การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ และเปลี่ยนชื่อเป็น “กรุงเทพมหานคร” พร้อมกับยกเลิกคำว่า “อำเภอ” และ “ตำบล” โดยเปลี่ยนมาเรียกพื้นที่ย่อยข้างในว่า “เขต” และ “แขวง” แทนจนถึงปัจจุบัน

พ.ศ.2516 (จัดตั้งช่วงแรก): มีการแบ่งพื้นที่อย่างเป็นทางการออกมาจำนวน 24 เขต ในครั้งแรก

กทม.เติบโตอย่างก้าวกระโดด ประชากรเพิ่มขึ้นและเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว กรุงเทพฯจึงได้แบ่งแยกพื้นที่เขตต่างๆ เพิ่มเติมเรื่อยมา จนกระทั่งมีครบ 50 เขต 180 แขวง

10 สิงหาคม พ.ศ.2518 มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งแรก สืบเนื่องจากการประกาศใช้ พ.ร.บ.บริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 ที่กำหนดให้ผู้ว่าฯมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ผู้ว่าฯกทม. คนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง คือ นายธรรมนูญ เทียนเงิน ชนะด้วยคะแนนเสียง 99,247 คะแนน ระบบที่ใช้ เป็นการเลือกตั้งแบบ “ยกคณะ” 5 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้สมัครตำแหน่งผู้ว่าฯ 1 คน และรองผู้ว่าฯ 4 คน วาระการทำงาน: ตามกฎหมายกำหนดไว้วาระละ 4 ปี

แต่นายธรรมนูญได้ดำรงตำแหน่งเพียง 1 ปี 8 เดือน ก็ถูกสั่งปลดพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากความขัดแย้งรุนแรงในองค์กร

หลังจากนั้น กทม.ก็กลับไปใช้ระบบแต่งตั้งอีกยาวนานก่อนจะจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2528

เป็นอีกครั้งที่ชาว กทม. ราว 4.5 ล้านคนจะได้เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ซึ่งมีกำหนดเข้าคูหาในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.2569 เวลา 08.00-17.00 น.

ไว้ใจ-เชื่อมั่นใคร เลือกคนนั้นมาดูแลกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองน่าอยู่ เพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่องนะครับ