หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง | รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจลวงตา อ่านหลักกฎหมายว่าด้วยรัฐและรัฐธรรมนูญก่อนดีกว่านี่ของจริง

9.06.26 | 12:58 น.
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจลวงตา อ่านหลักกฎหมายว่าด้วยรัฐ

สําหรับท่านใดที่ติดตามข่าวเกี่ยวกับความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาแทนฉบับปี 2560 (เป็นครั้งที่เท่าไรก็น่าจะไม่มีใครใส่ใจจะนับแล้ว) ก็คงพอเดาผลได้ไม่ยากนักว่าหากมีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมใดที่ผิดไปจากรูปแบบที่ “พึงได้รับอนุญาต” แล้วก็น่าจะเป็นอันตกไป

ก็คงจะไม่ตกใจกับข่าวที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับของพรรคเพื่อไทยที่เสนอไป และพรรคประชาชนก็เข้าร่วมลงชื่อด้วยนั้น ต่อมาพรรคภูมิใจไทยมีมติให้สมาชิกที่เข้าร่วมลงชื่อในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวไปถอนชื่อกันมา เนื่องจากเกรงว่ารายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ของร่างนั้นอาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในที่สุดพรรคเพื่อไทยก็ต้องถอนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวออกมาท่ามกลางเสียงก่นด่าเย้ยหยันว่า นี่มันเพื่อไทยการละครอีกล่ะสิ

หากคำถามที่เราควรจะสนใจกันมากกว่าคือข้ออ้างของพรรคภูมิใจไทยที่ว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคเพื่อไทยนั้นอาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีส่วนจริงและสมเหตุสมผลหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่อ้าง คือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งสาระสำคัญส่วนที่ทางพรรคภูมิใจไทยนำมาตั้งแง่ก็คือช่วงที่ศาลวินิจฉัยไว้ว่าแม้จะเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ตาม แต่เนื่องจากการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ยังต้องผูกพันตามหลักการของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในหมวด 15 ที่กำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังนั้น รัฐสภาจึงไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงได้

แล้วร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยนั้นจะขัดต่อคำวินิจฉัยในส่วนนี้จริงหรือ

Advertisement

ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยกำหนดให้ประชาชนเลือกตั้งตัวแทนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจากแต่ละจังหวัดเป็นจำนวนรวมทั้งประเทศ 300 คน จากนั้นจะนำรายชื่อบุคคลที่ผ่านการเลือกตั้งของประชาชนนั้นไปให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน และนำไปรวมกับ ส.ส.ร.ที่มาจากการเสนอชื่อของ ส.ส. ส.ว. คณะรัฐมนตรี และองค์กรต่างๆ อีก 52 คน แล้วจากนั้น ส.ส.ร.ก็จะไปตั้งกรรมาธิการยกร่างและกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นขึ้นมาเพื่อร่างรัฐธรรมนูญและนำมาให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติต่อไป

ซึ่งถ้าใครแม่นประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญก็จะนึกออกทันทีว่า นี่คือวิธีการที่ใกล้เคียงกับการจัดตั้ง ส.ส.ร.ในปี พ.ศ.2539 ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นั่นเอง

ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว ไม่ว่าจะตีลังกาอ่านท่าไหนก็ไม่มีทางเข้าใจไปได้ว่ามีลักษณะเป็นการให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.โดยตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าทำไม่ได้ไปได้เลย เพราะไม่ว่าจะอย่างไรเสียผู้ที่ประชาชนเลือกมานั้นอาจจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็น ส.ส.ร.หรือไม่ ก็ขึ้นกับการเลือกของรัฐสภาเป็นสำคัญในท้ายที่สุดอยู่ดี และในที่สุดร่างรัฐธรรมนูญที่ ส.ส.ร.ดังกล่าวร่างขึ้นนั้นก็ต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ

ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเหลืออยู่ร่างเดียวแล้วในตอนนี้กำหนดโครงสร้างให้มี ส.ส.ร. จำนวน 100 คน ที่มาจากการเปิดรับสมัครบุคคลผู้สนใจผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แบ่งเป็น ส.ส.ร. ตัวแทนจังหวัด 77 คน และ ส.ส.ร. สัดส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เช่น กฎหมายมหาชน รัฐศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองอีก 23 คน จากนั้น กกต.จะส่งบัญชีรายชื่อทั้งหมดพร้อมรายชื่อสำรองให้รัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่ลงมติคัดเลือกในขั้นตอนสุดท้าย

ราวกับว่าในมุมมองของพรรคภูมิใจไทยแล้วแม้เพียงประชาชนจะได้ใช้สิทธิ “เลือกตั้ง” บุคคลที่สมควรเสนอรายชื่อมาให้รัฐสภา “เลือก” ก็ยังมิบังควร เพราะแค่มี “การเลือกตั้ง” โผล่เข้ามาในกระบวนการแม้แต่น้อยก็ขวัญผวากลัวว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เสียแล้ว ส่วนข้อหวั่นเกรงวิตกนั้นจะสมเหตุสมผลหรือไม่ วิญญูชนก็ชอบที่จะชั่งน้ำหนักและสรรเสริญกันในใจหรือในที่ปลอดภัยกับญาติมิตรกันได้ตามสมควร

นอกจากนี้ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคภูมิใจไทยยังมีเงื่อนไขในการพิจารณาของรัฐสภาที่เข้มข้นขั้นสุด โดยกำหนดให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เขียนเสร็จแล้วจะต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากรัฐสภามากกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งในจำนวนนี้ต้องมีเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.ฝ่ายค้านไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว.อีกไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 จึงจะสามารถนำร่างรัฐธรรมนูญนั้นไปทำประชามติในขั้นตอนสุดท้ายได้

เอาเป็นว่าดูจากเงื่อนไขสารพัดแล้วก็นึกไม่ออกเลยว่าเมื่อไรที่จะมีร่างรัฐธรรมนูญสักฉบับผ่านกระบวนการมหาโหดหินข้างต้นนี้มาให้เราได้ออกเสียงประชามติรับรองและใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2560 ได้ แต่ถ้าเกิดจะมีขึ้นมาได้จริง ก็ออกจะชัดเจนอยู่เหมือนกันว่ารัฐธรรมนูญที่ว่านั้นจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร

ในระหว่างที่อะไรๆ ก็ดูไม่มีความหวังเช่นนี้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการอ่านหนังสือสะสมความรู้ไปพลางๆ เพื่อรอสักวันที่มีโอกาส ความรู้ที่เราได้ศึกษาสั่งสมไว้แต่วันนี้จะได้เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะในฐานะของการเข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นหรือยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม หรืออย่างน้อยก็เอาไว้เพื่อให้ชั่งน้ำหนักทำความเข้าใจได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่เขาเอามาให้ลงประชามติกันในครั้งนั้นหากจะมี ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีมีความชอบธรรมหรือไม่เพียงใด หากจะวัดกันด้วยหลักเกณฑ์ในทางวิชาการตามแนวคิดแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันเป็นสากล

ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีเรื่องที่น่าตื่นเต้นและชวนยินดีเกิดขึ้นในวงการกฎหมายมหาชนและกฎหมายรัฐธรรมนูญไทย ด้วยการปรากฏขึ้นของตำราวิชารัฐธรรมนูญที่นักกฎหมายรัฐธรรมนูญชาวไทยรอคอยกันมากที่สุดมาเป็นเวลาหลายปี คือหนังสือ “หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยรัฐและรัฐธรรมนูญ” ของ ท่านศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ วรัญญู

เนื่องจากเป็นที่ทราบกันว่านอกจากตำแหน่งหน้าที่ในทางราชการระดับสูงอันเป็นที่ยอมรับแล้ว ท่านอาจารย์ผู้เขียนยังเป็นนักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในวิกฤตรัฐธรรมนูญของประเทศไทยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ได้แก่ปัญหาว่าด้วย “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ซึ่งเรื่องนี้รวมถึงการกำเนิดขึ้นและสิ้นสุดลงของรัฐธรรมนูญด้วย

ก่อนหน้านี้ในแวดวงวิชาการกฎหมายมหาชนและรัฐธรรมนูญรู้กันดีว่าท่านอาจารย์กำลังเขียนหนังสือเล่มนี้อยู่ แต่ก็ด้วยเข้าใจในข้อจำกัดเกี่ยวกับภาระหน้าที่โดยเฉพาะบทบาททางราชการในตำแหน่งระดับสูงของท่านทำให้เราทำได้เพียงรอให้หนังสือเล่มนี้สำเร็จลงเป็นรูปร่าง และในที่สุดหนังสือเล่มนี้ก็ได้เห็นปรากฏเป็นรูปเล่มแล้ว ซึ่งคุณความดีของเรื่องนี้อีกประการหนึ่งคือ การที่อาจารย์ได้มีสำนักพิมพ์ที่ไว้วางใจเป็นลูกศิษย์เก่าของท่านดูแลจัดพิมพ์ให้ และท่านสามารถตรวจแก้ให้คำแนะนำได้อย่างใกล้ชิด แม้แต่เรื่องการจัดรูปเล่มหรือแม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นการออกแบบปก (ที่มั่นใจว่าเพียงแจ๊กเก็ตหรือแผ่นปกนอกหนังสือก็เตะตาดึงดูดให้ใครก็ต้องหยิบขึ้นมาชมเป็นแน่) ยิ่งทำให้หนังสือเล่มนี้ออกมาได้สมบูรณ์แบบตรงตามเจตนาของท่านอาจารย์ผู้เขียนมากยิ่งขึ้น

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้คือการกล่าวถึงความสัมพันธ์ของรัฐและรัฐธรรมนูญอย่างสมบูรณ์และทันสมัย ทั้งในเรื่องแนวคิดเกี่ยวกับรัฐ ความสัมพันธ์ของรัฐชาติ เชื้อชาติ และศาสนา รวมถึงประวัติศาสตร์ทางรัฐธรรมนูญทั้งในไทยและในต่างประเทศ โดยมีการอัพเดตทั้งในทางวิชาการและในเชิงข้อเท็จจริงทางกฎหมายจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญของไทยที่เป็นการชี้ถึงหลักการทางรัฐธรรมนูญบางอย่างของไทยอย่างเป็นปัจจุบัน

หากท่านเคยมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องรัฐและรัฐธรรมนูญประมาณนี้ว่า “รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมาได้อย่างไร” “ในรัฐธรรมนูญเขียนอะไรลงไปได้บ้าง” “รัฐอันมีอธิปไตยโดยสมบูรณ์ชอบที่จะเขียนอะไรก็ได้ลงไปในรัฐธรรมนูญก็ได้จริงหรือ?” “รัฐธรรมนูญควรจะสั้นหรือจะยาว” “ประเพณีทางรัฐธรรมนูญหรือที่เรียกกันว่ามาตรา 7 บ้าง มาตรา 5 บ้าง คืออะไร แล้วของประเทศไทยคืออะไร แล้วหลักฐานว่ามีคืออะไร” “การมีศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญจะมีผลอย่างไร และมีประเทศไหนบ้างที่มี” หรือคำถามที่ว่า “รัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงได้อย่างไรนอกจากการทำรัฐประหาร และในประเทศไทยเคยมีกรณีการเปลี่ยนผ่านทางรัฐธรรมนูญโดยสันติให้เป็นกรณีศึกษาบ้างหรือไม่” แม้กระทั่งคำถามกำปั้นทุบดินที่ว่า “เราสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทุกเรื่องแม้แต่วิธีการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเองได้ด้วยหรือไม่”

นี่คือหนังสือที่ท่านสมควรหามาอ่านเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ยังขอแนะนำอย่างยิ่งให้รับชมรายการ เอ็กซ์อ๊อก talk ในตอนที่พูดคุยกับ ท่านอาจารย์วิษณุ วรัญญู และ อาจารย์อภินพ อติพิบูลย์สิน ในหัวข้อว่า “ทำไมรัฐธรรมนูญไทยแก้ยาก” ทาง Matichon TV ด้วย ซึ่งสำหรับคลิปรายการตอนนี้ยังไม่ต้องอ่านหนังสือหรือมีความรู้พื้นฐานด้านรัฐธรรมนูญก็ฟังได้

เพราะในคลิปนี้ท่านอาจารย์จะได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสภาวะติดหล่มของการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาจากฉันทมติที่ยังไม่ชัดเจน แม้ว่าเราจะพอมีฉันทมติตรงกันแล้วอย่างน้อยก็ข้อหนึ่ง คือการ “ไม่พอใจรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มาจาก คสช. และต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” แล้วก็ตาม ซึ่งผลของประชามติก็สะท้อนออกมาเช่นนั้น แต่ปัญหาคือ เราอาจจะยังขาดฉันทมติในเรื่อง “เป้าหมาย” ว่าหน้าตาของการเมืองที่อยากเห็นเป็นอย่างไร และจะใช้กระบวนการใดในการร่างใหม่

โดยจุดที่น่าสนใจในเรื่องนี้คือท่านอาจารย์ได้โยนข้อเสนอที่น่าสนใจที่อาจจะเป็นการแก้ปัญหาจากปัญหาขึ้นไปหาต้นตอ คือแทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับในเวลาอันจำกัด ซึ่งในที่สุดก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันจุกจิกแก้ไขยาก สังคมอาจลองมาทำประชามติและถกเถียงในประเด็นโครงสร้างหลักกันไปทีละเรื่อง เช่น ระบบพรรคการเมืองควรเป็นแบบใด ให้ตั้งได้ง่ายหรือยากระบบการเลือกตั้งจะเป็นแบบใด เมื่อสังคมตกลงรายละเอียดได้แล้วก็สามารถนำไปจัดทำ “กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นกฎหมายลูกขึ้นมาได้ก่อน จากนั้นจึงค่อยนำหลักการสำคัญดังกล่าวนี้ ไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นการค้ำประกันหลักการแต่เพียงสั้นๆ ไม่กี่มาตรา ซึ่งวิธีนี้จะทำให้รัฐธรรมนูญมีความกระชับ มีสถานะเป็น “กฎหมายแม่บท” อย่างแท้จริงและหากมีปัญหาอะไร การแก้ไขเพิ่มเติมก็ทำได้ง่ายขึ้นผ่านกฎหมายลูกซึ่งอยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญนั้น

ถ้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับดูไม่เห็นความเป็นไปได้ การทบทวนใหม่ว่าเราต้องการอะไรกันแน่และทำอย่างไรเพื่อที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายนั้นก็เป็นสิ่งที่พึงทบทวน รวมถึงการศึกษาหาความรู้สั่งสมไว้เพื่อใช้ในยามที่มีโอกาสโดยไม่คาดฝันด้วยเช่นกัน

หนังสือ “หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยรัฐและรัฐธรรมนูญ” โดยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ วรัญญู สามารถสั่งซื้อโดยตรงได้ที่สำนักพิมพ์ “เข้าใจ” ในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ และร้านหนังสือคิโนะคุนิยะ