ข่าวเรื่องไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ทำให้เกิดความสนใจและข้อถกเถียงอยู่หลายประการในบ้านเมืองเรา ในสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้
ผมว่ามีสองมิติทางความคิด ที่ต้องคิดคู่ขนานกันไป
ในส่วนแรกคือ เรื่องของลำดับเวลา/ขั้นตอนของเรื่อง
ในส่วนที่สองคือ มิติของระดับขนาดของเรื่อง (scale)
ในส่วนแรกคือ การพูดเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ คือมาตรฐานของการก่อสร้าง ขออนุญาต และการตรวจสอบเป็นลำดับแรก
ต่อมาคือ เมื่อเกิดเหตุ ระบบความช่วยเหลือเป็นอย่างไร การบัญชาการเหตุการณ์เป็นอย่างไร
แล้วก็มาสู่เรื่องของหลังเกิดเหตุคือ การตรวจสอบสาเหตุ การเยียวยา การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย แล้วหากันให้ได้ว่าใครผิด ผิดอย่างไร แล้วจึงมาพูดถึงว่าใครควรจะได้รับค่าชดเชยเท่าไหร่
รัฐควรจ่ายค่าชดเชยได้ครับ ในสามส่วน ส่วนแรกกรณีเป็นภัยพิบัติตามธรรมชาติ
สองคือ ออกไปก่อน แล้วไปไล่บี้เอากับเอกชนในส่วนที่เขาผิด หากกระบวนการล่าช้า
ส่วนที่สามคือ ส่วนที่รัฐเองมีส่วนผิด เช่น ละเว้น ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนนี้ก็ต้องเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐให้ได้เช่นกัน
ทีนี้ก็มาไล่ดูสัดส่วนความเหมาะสมกันไป
ประเด็นนี้ทำให้เราต้องตรวจสอบกลับไปว่า ในส่วนกระบวนการก่อสร้างทำถูกไหม วัสดุกันไฟไหม หรือขออนุญาตถูกประเภท หรือใช้อาคาร ใช้ที่ดินผิดประเภทไหม และเจ้าหน้าที่รัฐเองเข้าไปมีเอี่ยวในส่วนไหนบ้างหรือเปล่า
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายต้องร่วมกันพิจารณา ไม่ใช่ กทม.จะดำเนินการได้ฝ่ายเดียว เพราะ กทม.ก็ต้องถูกกำกับตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นด้วย และประชาชน/ภาคประชาชนก็ต้องติดตามขั้นตอนต่างๆ ได้
ในอีกมิติที่ควบคู่กันคือ การทำความเข้าใจลำดับขนาดของเรื่อง ในแง่นี้อาจจะเริ่มตั้งแต่เรื่องของวัสดุก่อสร้าง เรื่องของการก่อสร้างว่าถูกต้องไหม และเรื่องของพัฒนาที่ดินถูกต้องตามกฎกติกาไหม ซึ่งอย่างน้อยก็มีในหลายมิติ
ในกรณีนี้เราทราบกันอยู่แล้วว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุนั้นใช้งานผิดประเภท คือไม่สามารถสร้างเป็นสถานบันเทิงได้ เพราะสถานบริการมีกฎหมายเฉพาะที่ระบุว่าจัดตั้งตรงไหนได้บ้าง
และที่สำคัญผังเมืองในพื้นที่ตรงนั้นก็ไม่อนุญาตให้มีสถานบันเทิง/สถานบริการได้
ถ้าจำได้เรื่องแบบนี้เคยมีข้อถกเถียงกันมาแล้วในยุคโควิด ว่าบริเวณที่มีการแพร่ระบาดนั้นอยู่ในพื้นที่สถานบริการไหม (ปรากฏว่าบางที่ก็หนักกว่าที่คิด คือพื้นที่บางส่วนกลายเป็นตั้งได้ เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยจากผังเมืองรวมเข้าไปอีก เพราะได้รับการยกเว้น)
แต่โดยส่วนมากกลายเป็นว่าสิ่งที่เป็นจริงก็คือการเลี่ยงบาลีกัน โดยก่อสร้างในแบบร้านอาหารที่มีดนตรีแสดง แต่ในความเป็นจริงก็ใช้เป็นสถานบันเทิง/สถานบริการนั่นแหละครับ
ส่วนในความเป็นจริงจะเปิดเกินเวลาไหมก็ต้องว่ากันไปอีก และเป็นเรื่องของตำรวจและฝ่ายปกครอง ซึ่งในรายละเอียดก็ไม่แน่ใจว่าในพื้นที่กรุงเทพฯมีกี่ฝ่ายที่ตรวจสิ่งเหล่านี้ได้ มันไม่ใช่แค่ตำรวจ เพราะในต่างจังหวัดมีเจ้าหน้าที่ปกครองของส่วนภูมิภาค (อำเภอ) ในสังกัดมหาดไทย เราไม่พบรายละเอียดในการนำเสนอข่าวว่า ในพื้นที่ กทม.ใครตรวจได้บ้าง แต่ในบางกรณีเคยมีกองกำลังของกรมการปกครองในส่วนกลางตรวจหรือบุกสถานบริการมาก่อน แต่ต้องถามว่า เมื่อ กทม.เป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คนที่เข้าตรวจในกรณีนี้คือเขตเท่านั้น หรือทางกระทรวงมหาดไทยสามารถตรวจได้ หรือเพราะว่าไม่เป็นสถานบริการจึงไม่ได้ไปตรวจกัน (อีกส่วนที่อาจจะรายงานได้แม้ไม่ตรงคือฝ่ายสิ่งแวดล้อมของ กทม. ที่รับผิดชอบการตรวจร้านอาหารแต่น่าจะไปสนใจส่วนของมาตรฐานความสะอาดมากกว่าในส่วนอาคาร)
เรื่องราวทั้งหมดนี้ทำให้เราต้องคิดกันในระดับขนาดและบางสิ่งที่มากกว่าระดับขนาดเข้าไปด้วย
นอกเหนือจากการกวดขันให้เจ้าหน้าที่เขต และเจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว
สิ่งที่ต้องพิจารณาก็คือ ส่วนกลางของ กทม.เองจะกำกับดูแลสำนักงานเขตอย่างไร เพราะที่ผ่านมาเราไม่มีตัวแทนของประชาชนในระดับเขตมานานแล้ว นับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 ที่ คสช.ยกเลิกสภาเขตที่เป็นตัวแทนประชาชน
ใช่ว่าเดิมพวกเขาจะทำหน้าที่ได้ดี แต่ข้อกล่าวหาแค่ว่าพวกเขาเป็นเครื่องมือของนักการเมืองก็ไม่ควรเพียงพอที่จะไม่ให้มีการปฏิรูปสภาเขตให้มันดีขึ้นกว่าเดิม
การมีแค่ ส.ส.และ ส.ก.อาจทำหน้าที่ในระดับเขตได้ไม่พอ
ความท้าทายคือ การเปิดบริการใหม่ของทราฟฟี่ฟองดูว์ในส่วนแจ้งเรื่องสถานบริการต่างๆ จะมาทดแทนระบบตัวแทนของประชาชนในการตรวจสอบอย่างเป็นระบบได้ไหม จะเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนได้ทั้งหมดหรือไม่
คำตอบก็คือ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่กระบวนการตรวจสอบต้องมาจากหลายทางมากกว่าที่เป็นอยู่
ประการต่อมาคือ เรื่องของผังเมืองที่เราไม่เคยสนใจกันจริงๆ จังๆ ว่ามันกระทบอะไรกับเราบ้าง
ทำให้ผังเมืองเป็นเรื่องที่คนสนใจคือนักพัฒนาที่ดิน และผู้ประกอบการต่างๆ ที่คอยดูช่องที่จะพัฒนาให้เกิดมูลค่าสูงที่สุด ทั้งผลักดันให้ตัวเองเข้าเกณฑ์ คอยหาพื้นที่ที่เข้าเกณฑ์
หรือในกรณีที่พื้นที่ไม่เข้าเกณฑ์ก็พยายามเลี่ยงกฎหมายด้วยกฎใกล้เคียง ด้วยการใช้งานผิดประเภท หรือติดสินบนเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ก็หาช่องในการช่วยให้เกิดขึ้น หรือไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะกำกับดูแล
เป็นคนอย่างเราๆ ก็แค่ซื้อที่อยู่อาศัยที่คิดว่าใช่ ไม่ได้สนใจเรื่องว่ารอบบ้านเรามีกิจกรรมที่ถูกประเภทหรือผิดประเภทไหม บางทียังถูกหลอกจากผู้ขายว่า นี่คือความสะดวกสบายทั้งที่มันผิดระเบียบ
ส่วนคนที่เดือดร้อนจากการก่อสร้างและพัฒนาที่ดินใหม่บางทีก็ไม่ได้ทราบว่าสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นถูกระเบียบไหม หรือจะไปร้องเรียนกับใคร
และจริงไหมที่สิ่งเหล่านั้นมันควรจะเกิดขึ้น เพียงเพราะมีคณะกรรมการมากำหนดด้วยข้ออ้างว่าถูกต้องตามหลักการทางผังเมือง
ทั้งที่เรื่องผังเมืองมันมีหลายสำนัก
และสิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งที่อ้างกันว่าเป็นหลักการทางผังเมืองรวม คือเป้าหมายของประชาชนว่าการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจะเป็นอย่างไร
ไม่ใช่มีกลุ่มเดียวที่มองว่าสิ่งนี้ดีที่สุด
จนถึงวันนี้ข่าวคราวผังเมืองกรุงเทพฯก็เงียบไป ไม่รู้ว่าอยู่ในขั้นตอนใด ของเก่าก็ยังต่ออายุไปเรื่อยๆ ของใหม่ก็ไม่มีคนสนใจว่าจะออกมาเมื่อไหร่ และที่ออกมาดีพอไหม ถูกต้องทั้งเนื้อหาและกระบวนการไหม
สิ่งหนึ่งที่เราต้องคิดคือ ผังเมืองมันปรับเปลี่ยนได้ทุก 4 ปีตามกฎหมาย และไม่ได้แปลว่าต้องพัฒนาไปแบบที่คนอยู่ลำบาก ธุรกิจอยู่สบายขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น
ส่วนที่เกิดขึ้นจริงคือ ผังเมืองคนไม่ได้สนใจ แต่ได้รับผลกระทบ แล้วกฎหมายอนุญาตให้มีสถานบริการก็แยกออกไปอีกว่าจะกำหนดตรงไหน
ประชาชนไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องเท่าที่ควร อาจจะเข้าไปร้องเมื่อได้รับผลกระทบมากกว่าเป็นจุดตั้งต้น
แถมยังไม่แน่ใจว่า นโยบายและโครงการของ กทม.ไม่ใช่ส่วนเดียวกับผังเมือง กทม. เพราะผังเมือง กทม.มันถูกกำหนดโดยผู้เชี่ยวชาญ และเรามีส่วนร่วมน้อยมาก ขณะที่นโยบายและโครงการของ กทม.คือสิ่งที่เราสนใจ เพราะเชื่อว่าเราจะได้อะไรที่จับต้องได้จากรัฐบาลท้องถิ่น
แต่ส่วนผังเมืองมันคือส่วนกำหนด “บรรยากาศ” และ “โอกาส” ของเรานั่นแหละครับว่าเราจะอยู่อย่างไร มีสิทธิอะไรในเมืองบ้าง และสิทธิมีทั้งสิ่งที่ได้จากนโยบาย และโครงการ
และสิ่งที่จะต้องไม่ถูกละเมิดด้วย เช่น คุณภาพการใช้ชีวิตเดิมที่มีอยู่ และความปลอดภัยในการมีชีวิตในเมือง
ในส่วนสุดท้าย ที่ผมทิ้งประเด็นเรื่องบางสิ่งที่มากกว่าผังเมือง ก็คือเรื่องของการทำความเข้าใจเรื่องพื้นที่ด้วย
อย่างกรณีของลาดพร้าวนั้น มันมีความเปลี่ยนแปลงมากมาย และเอาเข้าจริงมันก็เปลี่ยนมานานแล้ว จากยุคอดีตคือพื้นที่พักอาศัยหนาแน่นน้อย หรือเรียกว่าชานเมือง
จนถึงวันนี้พื้นที่แถบห้าแยกลาดพร้าว อาจจะต้องเรียกว่ามันเป็นพื้นที่ย่านเศรษฐกิจที่สำคัญ รูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปมาก เป็นศูนย์กลางธุรกิจและที่พักอาศัยหนาแน่นมาก
แต่สิ่งนี้ไม่ใช่เงื่อนไขโดยอัตโนมัติที่จะสามารถมีสถานบันเทิงหรือสถานบริการได้ เราคงต้องคิดกันต่อว่านอกเหนือจากมาตรฐานวัสดุและการก่อสร้าง ประเภทการใช้ที่ดินในการขอใบอนุญาต การเพิ่มหรือลดพื้นที่สถานบริการ หรือการกำกับดูแลทุกอย่างในผังเมืองรวมที่มักจะล่าช้า แถมเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนกลับได้ยาก เรายังขาดอะไรระหว่างสิ่งเหล่านั้น
เช่น ประชาคมย่านลาดพร้าวเขามีเสียงมากกว่านักพัฒนาพื้นที่ไหม และใครคือคนที่จะถูกนับเป็นประชาคมย่านลาดพร้าวบ้าง และพวกเขามีความใฝ่ฝันอะไรบ้าง และความท้าทายคือ ถ้าความต้องการในการใช้ชีวิตในพื้นที่มันต่างกัน จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร
และใครคือผู้กำหนดโอกาสของการมีชีวิตที่จะอยู่ในเมืองนี้ และในเขตรอบๆ บ้านของเรา

