วันหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้คุยเรื่องดราม่าบริษัทร้านอาหารขายเนื้อวัวของอดีตนักร้องชื่อดังท่านหนึ่งกับคู่สนทนาซึ่งเป็นศาสนจารย์คริสเตียนและเคยทำธุรกิจร้านอาหารก็ออกจะเห็นใจนักร้องท่านนั้นในแง่ของความพยายามรักษาความเคร่งครัดทางศาสนาที่เขานับถือกับการเลี้ยงตัวของธุรกิจที่การบริหารการเงินบางวิธีนั้นอาจจะขัดต่อหลักในทางศาสนาของเขาได้ถ้าเลือกแก้ปัญหาโดยวิธีการนั้น ราวกับนี่เป็นบททดสอบศรัทธาจากพระเจ้าเลยทีเดียว
บทสนทนายาวไกลต่อยอดไปถึงหัวข้อที่ว่าด้วยพระบัญญัติสิบประการ ข้อที่สองที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “อย่าออกนามพระผู้เป็นเจ้าโดยไม่สมควร”
นั่นก็เพราะเราตั้งข้อสังเกตกันว่าสาเหตุหนึ่งของดราม่านั้น เพราะแม้เหตุสะดุดทางธุรกิจของอดีตนักร้องผู้นั้นอาจจะพอเข้าใจได้โดยเฉพาะคนเคยทำธุรกิจและเคยเจอภาวะขาดกระแสเงินสดแม้จะมีกำไรและยอดขาย หากแต่กระแสของผู้คนในโลกโซเชียลส่วนใหญ่ก็เต็มไปด้วยการเยาะเย้ยถากถางอดีตนักร้องผู้นั้น หรือด่าทอราวกับเขาเป็นอาชญากรคดโกงเอารัดเอาเปรียบแรงงานลูกจ้างแบบไม่เหลือส่วนดี
เหตุผลนั้นก็เนื่องมาจากบทบาทอีกด้านหนึ่งของอดีตนักร้องท่านนี้ซึ่งเป็นผู้ผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก พอดแคสต์และยูทูบด้วย และความที่ท่านมีความศรัทธาอย่างแรงกล้า การเผยแผ่คำสอนจึงมักเป็นไปในลักษณะที่ตรงไปตรงมาและยึดมั่นในอุดมการณ์ทางศาสนาที่ท่านนับถืออย่างเคร่งครัด หลายครั้งที่การแสดงทรรศนะดังกล่าวได้พาดพิงและวิพากษ์วิจารณ์วิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากหลักศาสนา เช่นประเด็นความหลากหลายทางเพศ ตลอดจนการยืนยันความเชื่อของตนอย่างหนักแน่นในลักษณะที่อาจกระทบความรู้สึกของผู้ที่นับถือศาสนาหรือความเชื่ออื่น ท่าทีการสื่อสารที่เด็ดเดี่ยวและไร้การประนีประนอมนี้ แม้จะเกิดจากความบริสุทธิ์ใจในศรัทธา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดและสร้างความไม่พอใจในหมู่ผู้คนจำนวนไม่น้อย เมื่อเห็นโอกาสที่เขาเผชิญกับวิกฤตทางธุรกิจ แรงสะท้อนกลับจากความไม่พอใจที่สั่งสมมาโดยตลอดจึงปะทุขึ้นกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และซ้ำเติมอย่างที่เห็น
ไม่เพียงเท่านั้น การวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลนั้นยังลามไปสู่การล้อเลียนถึงตัวศาสนาที่อดีตนักร้องนับถือไปจนถึงพระนามของพระผู้เป็นเจ้าของท่านผู้นั้นด้วย
เรื่องนี้ทำให้เราตั้งสมมุติฐานกันว่า หรือนี่อาจเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเล็งเห็นและจารึกลงในศิลามอบให้แก่โมเสสที่บนภูเขาซีนายตั้งแต่เมื่อราวสามพันกว่าปีก่อนที่บันทึกไว้ในพระธรรมอพยพ บทที่ 20 ข้อ 7 ว่า “ห้ามใช้พระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าไปในทางที่ผิด เพราะผู้ที่ใช้พระนามของพระองค์ไปในทางที่ผิดนั้น พระยาห์เวห์จะทรงเอาโทษ” หรือที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่าเป็นข้อ 2 ของพระบัญญัติสิบประการที่นับถือร่วมกันทั้งในศาสนายูดายและศาสนาคริสต์นั่นเอง
เพราะการออกหรืออ้างใช้พระนามของพระเจ้าในทางที่ผิดหรือไม่สมควร นอกจากผลร้ายจะเกิดแก่เจ้าตัวผู้กระทำผิดเพราะพระเจ้าจะทรงเอาโทษแล้ว ยังทำให้ผู้คนว่ากล่าวติฉินให้เสื่อมพระสิริแก่องค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย ไม่ว่าจะเรียกขานในนามใด รวมถึงแม้แต่จะไม่ใช่ “พระเจ้า” เลยก็ยังเป็นไปได้
จากโศกนาฏกรรมไฟไหม้ร้านอาหารโรงเบียร์ย่านลาดพร้าวที่มีชื่อว่า “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันถึง 34 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าหลังเหตุการณ์อะไรในลักษณะนี้ ก็จะมีการถอดบทเรียนกันมากมายน่าเบื่อจากผู้คนสารพัดวงการ
แล้วเมื่อไมค์ของนักข่าวสื่อหนึ่งไปจี้ปาก นายกรกฎ เสถียรนาม ฆราวาสผู้ช่ำชองเจนจัดด้านพระพุทธศาสนาเถรวาทที่เชื่อว่าต้องสอนธรรมะด้วยความรุนแรงดุดันไม่ต้องรักษาน้ำใจใคร ในนามของ “อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม” ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นสรุปได้ว่าไม่เห็นด้วยกับการนำเงินภาษีของประชาชนไปเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ เพราะบุคคลเหล่านี้เลือกที่จะเดินทางไปเที่ยวหาความมึนเมาในสถานที่อโคจรด้วยตนเอง รัฐจึงไม่ควรรับผิดชอบด้วยเงินภาษีที่ควรจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคมส่วนรวมมากกว่านำมาช่วยคนกลุ่มนี้ ซึ่งถ้าใครจะรับผิดชอบก็ได้แก่ผู้ประกอบการ
อันที่จริงถ้าขูดเอาเฉพาะในแง่เหตุผลนั้นออกมาตรองมันก็พอรับฟังได้ แต่ความที่ท่าทีและการวางตัวของเขาที่พยายามตั้งตัวให้เป็นนักสอนธรรมะสาย “ธรรมะแท้ไม่มีคำปลอบใจ” นั่นแหละ ที่มันทำให้ประโยคที่มีคำเกลื่อนกลืมฟังได้ว่า “…ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ… เลือกที่จะเดินทางไปเที่ยวหาความมึนเมา… ในสถานที่อโคจรด้วยตนเอง…” จึงถูกทั้งนำไปเติมคำในช่องว่างและต่อหัวต่อท้ายจนราวกับว่าอาจารย์
ผู้ตื่นธรรมนี้เห็นว่าคนเลือกไปเมาในที่อโคจรนั้นไม่สมควรได้รับการเยียวยา หรือหนักข้อไปกว่านั้นว่าเขามองหรือคิดไปในเชิงว่าคนกลุ่มนี้สมควรตายแล้ว
แต่ถึงอ่านประโยคต้นเรื่องอย่างเคร่งครัดไม่ตัดทอนต่อเติม ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังเห็นว่าเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากที่สะท้อนหัวใจอันขาดเมตตาธรรมขัดกับภาพของคนที่พยายามอวดแสดงว่าเป็นผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมะ จนถึงกับตั้งคำถามกันว่า ทำไมผู้ที่ชอบแสดงตนเป็นผู้ถือศีลมีธรรมนุ่งขาวห่มขาว หลายครั้งจึงมีการแสดงออกที่ใจร้ายใจดำขาดเมตตาต่อผู้อื่นได้ถึงขนาดนี้ นี่หรือคือผลของธรรมะที่พร่ำเรียนเพียรปฏิบัติ
เรื่องของคนตื่นธรรมนี้ถ้าให้ปรับก็คงจะได้ว่า “อย่าใช้พระนามพระผู้มีพระภาคเจ้าของท่านไปในทางที่ผิด” หรือ “อย่าอ้างธรรมะไปในทางอันไม่สมควร” ก็อาจจะพอได้
เรื่องการอ้างพระเจ้า ศาสดา หรือหลักธรรมในศาสนาในประเด็นสังคมอันไม่สมควรจนตัวเองโดนด่าไม่พอยังเสื่อมมาถึงศาสนานี้ เอาเข้าจริงก็มีให้เห็นทุกศาสนาหรือความเชื่อ เพราะศาสนาทุกศาสนานั้นต่างนำเสนอวิธีทางพ้นทุกข์หรือความรอด ดังนั้น แต่ละศาสนาก็ต้องยืนยันว่า โดยทางของตนนั้นความรอดหรือหนทางพ้นทุกข์ของตนคือสัจจะนิรันดร์และความถูกต้องหนึ่งเดียว ดังนั้น ความเชื่อถึงความรอดหรือหนทางพ้นทุกข์อื่นที่แตกต่างไปจึงผิดหมดและนำไปสู่ความไม่รอดหรือไม่พ้นทุกข์อย่างแท้จริง บางลัทธินิกายเคร่งครัดถึงขนาดที่แม้ศาสนาเดียวกันแต่เป็นนิกายอื่นนั้นก็อาจจะไม่รอดหรือไม่พ้นทุกข์จริงเลยด้วยซ้ำ นี่คือแกนหลักข้อเชื่อของทุกศาสนา (ยังนึกไม่ออกว่ามีศาสนาใดสอนว่า เราคือทางรอดและทางพ้นทุกข์อันแท้จริง แต่ไม่ใช่หนึ่งเดียว เพราะศาสนาอื่นก็พาไปในทางนั้นมาพบกันที่เส้นชัยได้เหมือนกัน)
หากธรรมชาติอีกเช่นกัน ศาสนานั้นคือความเชื่อของปัจเจก และก็เป็นปัจเจกนั่นเองที่ประกอบรวมเข้าเป็นสังคมที่แตกต่างหลากหลายในเชิงศาสนาและความเชื่อ ดังนั้นจึงเป็นธรรมดานั่นเองที่หากศาสนาใด … หรือกล่าวให้ถูก คือบุคคลผู้ประกาศตนหรือแสดงธรรมแทนศาสนานั้นๆ ที่พยายามจะนำเอาหลักของศาสนาของตนมาใช้อธิบายสังคม เป็นธรรมดาที่ผู้นั้นย่อมต้องชี้ว่า สิ่งที่สอดคล้องกับแนวคิดความเชื่อในศาสนาของเขานั้นคือแนวทางอันถูกต้องในสังคม สิ่งใดที่ต่างไปจากนั้นก็จะ “ผิด” แบบไม่อาจประนีประนอมได้
เมื่อสังคมประกอบด้วยปัจเจกที่แตกต่างกันในทางความเชื่อ หากมีความเชื่อหนึ่งประกาศความถูกต้องว่าสังคมที่ถูกต้องจะต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้เท่านั้นก็ย่อมต้องเท่ากับไปต่อต้านโต้แย้งความเชื่ออื่น หรือแม้แต่เป็นการประณามหรือด้อยค่าเลยก็ได้ นอกจากนี้สังคมยุคใหม่ก็ประกอบไปด้วยผู้ที่ไม่นับถือศาสนาใดเลย หรือแม้แต่อยู่ในร่มของศาสนาแต่ก็อิสระพอที่จะแยกพลวัตรของสังคมออกจากศาสนาที่ตนนับถือนั้น คนกลุ่มนี้คิดว่าการอยู่ร่วมกันในสังคมควรจะตัดสินวินิจฉัยกันไปตามกติกาและหลักเกณฑ์เฉพาะที่เป็นภววิสัยอย่างกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือแม้แต่ธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติแบบปลอดศาสนาเท่านั้น การอ้างศาสนาใดก็ตามมาปรับอธิบายในปัญหาประเด็นสังคมก็เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
การยกศาสนาขึ้นมากล่าวกราดสั่งสอนผู้คนในสังคมโดยเขาไม่ได้อาราธนา จึงอาจจะเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้หรืออ้างพระนามพระเจ้าไปในทางที่ผิด โดยคำว่า “พระเจ้า” นี้ อาจจะแทนที่โดยอะไรก็ได้ที่ตั้งอยู่บนฐานแห่งความเชื่อแบบอัตวิสัยหรือภววิสัยจำกัดเฉพาะกรณีในลักษณะเดียวกัน
ครั้งหนึ่ง เคยมีคนร้ายใช้มีดก่อเหตุไล่ฟันทำร้ายประชาชนในรถไฟใต้ดินที่ไต้หวัน โชคดีที่ทางเจ้าหน้าที่และพลเมืองดีได้ช่วยกันจนสามารถควบคุมตัวมือมีดไว้ได้ โดยพลเมืองดีคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บ มีนามว่า Xu Ruixian ซึ่งเข้าไปต่อสู้กับคนร้ายจนบาดเจ็บถูกฟันเป็นแผล โดยเขาให้สัมภาษณ์ว่า แรงบันดาลที่ทำให้เขาเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยจับคนร้าย ก็เพราะเขาคิดว่า หากเป็นผู้กล้าฮิมเมลจากการ์ตูนเรื่อง “คำอธิษฐานในวันที่จากลา”
(Frieren: Beyond Journey’s End) ผู้กล้าคนนั้นก็คงจะทำแบบเดียวกัน
ที่เล่าเรื่องนี้เพราะนึกได้ว่า หลายคนใช้หลักคิดแบบนี้ว่า เมื่อเกิดความคิดและจะพูดหรือทำอะไรออกไป เขาจะไตร่ตรองว่าถ้าเป็นคนที่เขาเคารพรักหรือยึดถือเป็นแบบอย่างชีวิตแล้ว ในสถานการณ์นี้ บุคคล (หรือตัวตน) นั้นจะตอบสนองต่อสถานการณ์นี้อย่างไร
เรื่องนี้บรรดาผู้รู้ธรรมหรือนักประกาศข่าวประเสริฐอาจจะนำไปปรับใช้บางก็ได้ ว่าก่อนที่เราจะโพสต์เนื้อหา ก่อนที่จะพูดโน้มน้าว ให้สัมภาษณ์ หรือชี้ถูกชี้ผิดสังคม ลองคิดดูว่า ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระเยซูได้มาอยู่ตรงนี้ ได้เห็นข้อเท็จจริงเดียวกันแล้ว พระองค์ท่านศาสดานั้นจะมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร หรือจะตรัสอย่างไร และวิธีทางที่ตัวท่านเลือกนั้น จะทำให้เกิดเกียรติสิริกับความศรัทธาต่อประชาชนที่ได้รับรู้มากขึ้นหรือน้อยลงต่อศาสดาและพระเจ้า หรือหลักธรรมคำสั่งสอนของท่าน
หรือถ้าการคิดเอาตัวเองไปแทนใจพระศาสดาอาจจะยากไป สำหรับชาวพุทธอาจจะลองเทียบว่า สิ่งที่ท่านกำลังจะพูด เขียน หรือแสดงความคิดเห็นนี้ มันยังอยู่ในมาตรฐานของพรหมวิหารสี่หรือไม่ หรือสำหรับคริสเตียน อาจจะลองสอบทานว่าสิ่งที่กำลังจะกระทำต่อไปในลักษณะเดียวกันนั้น มันจะสอดคล้องต่อผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือพระจิตเจ้าประการหนึ่งประการใดหรือหลายประการได้อย่างไรบ้าง
หากลองไตร่ตรองก่อนแสดงออกบ้างตามหลักศาสนาก็น่าจะสามารถนำเสนอความเห็นเชิงศาสนาในสังคมได้โดยลดโอกาสที่จะเป็นการใช้พระนามของพระผู้เป็นเจ้าหรือพระผู้มีพระภาคเจ้าของท่านไปในทางที่ผิดหรือไม่สมควรไปได้มากทีเดียว
กล้า สมุทวณิช

