คนไร้บ้าน…ตีแผ่ความจริงจากริมถนน
ไม่มีประเทศใดในโลกที่มีจำนวนคนไร้บ้านเป็น “ศูนย์” อย่างเด็ดขาดทางสถิติ แต่มีบางประเทศที่สามารถขจัดปัญหาคนไร้บ้านบนท้องถนน (Sleeping Rough) จนเกือบหมดสิ้น และได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในฐานะประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในการควบคุมปัญหานี้…
สาเหตุของการกลายเป็น “คนไร้บ้าน” ในประเทศไทยและต่างประเทศ (โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันตก) มีทั้งความคล้ายคลึงกันในเชิงเศรษฐกิจ แต่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในมิติด้านสถาบันครอบครัว นโยบายรัฐ และปัญหาสุขภาพจิต
สำหรับประเทศไทย ผลวิจัยพบว่าคนไร้บ้านในไทยกว่าร้อยละ 52 มีชนวนเหตุมาจาก “ปัญหาความรุนแรงหรือความขัดแย้งในครอบครัว”
สังคมไทยดั้งเดิม…มีครอบครัวเป็น “ข่ายรองรับทางสังคม” (Social Safety Net) เมื่อระบบนี้ล่มสลายหรือตัดขาดกัน คนกลุ่มนี้จึงเลือกหันหลังให้บ้านและก้าวสู่พื้นที่สาธารณะทันที
มองดูในต่างประเทศ ในเมืองใหญ่ เช่น นิวยอร์ก ลอนดอน หรือซานฟรานซิสโก สาเหตุหลักคือ “การเปลี่ยนแปลงของเมืองที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น” จนค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงเกินกว่าที่แรงงานระดับล่างจะจ่ายไหว แม้ครอบครัวอยากช่วยเหลือก็อาจไม่มีกำลังเงินพอที่จะแบกรับค่าเช่าที่แพงมหาศาลได้
เมืองใหญ่ทั่วโลกต่างเผชิญปัญหาเดียวกันจากค่าครองชีพสูงและบ้านราคาแพง แนวทางแก้ปัญหาที่ได้ผลจริง ต้องเริ่มจากนโยบาย “ที่อยู่อาศัยมาก่อน” (Housing First) ควบคู่กับการดูแลสวัสดิการ โครงสร้างสังคม ลักษณะนิสัยของประชากร และสุขภาพจิต
เมืองใหญ่ประชากรหนาแน่นและค่าครองชีพสูงทำให้เกิดคนไร้บ้าน
ไม่น่าเชื่อว่า มหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ราคาบ้านพุ่งสูงจนแรงงานบางส่วนกลายเป็นคนไร้บ้านจำนวนมหาศาล
ข้อมูลที่น่าตกใจ คือ ทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการมาแล้ว เป็นกลุ่มใหญ่ของคนไร้บ้านในอเมริกาที่ทรัมป์กำลังระดมพลังแก้ไข
ความจริงที่เจ็บปวดประการ 1 คือ ความสมัครใจที่จะใช้ชีวิตอย่างเสรีชน ไม่ต้องการอยู่ในกรอบ กติกา สถานที่ใดๆ ที่ซ้ำซาก
ในประเด็นของสถานะการทำงานและรายได้ในไทย คนไร้บ้านมักพึ่งพาอาชีพนอกระบบที่รายได้ไม่แน่นอนสูง เช่น เก็บขยะขาย รับจ้างรายวัน หรือขายของกระจุกกระจิก ค้าของเก่า เมื่ออายุมากขึ้น (ช่วงอายุ 41-60 ปี) จะเริ่มหางานยากขึ้นจนขาดรายได้ถาวร
ในต่างประเทศ… เกิดปรากฏการณ์ “คนทำงานแต่ไร้บ้าน” (Working Homeless) คือ มีงานทำประจำ มีเงินเดือน แต่รายได้สุทธิหลังหักภาษีไม่เพียงพอต่อการมีบ้านหรือเช่าอพาร์ตเมนต์ ทำให้ต้องอาศัยนอนในรถยนต์ส่วนตัวหรือศูนย์พักพิงชั่วคราวแทน
ประเด็นสุขภาพจิตและสารเสพติด ประเทศไทยก็มองข้ามไม่ได้
อาการป่วยจิตเวชมักเป็น “ผลกระทบปลายทาง” ของการใช้ชีวิตบนท้องถนนที่ต้องเผชิญความกดดัน ความหวาดกลัว และสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเป็นเวลานาน
ในต่างประเทศ ปัญหาสุขภาพจิตมักเป็น “สาเหตุต้นทาง” ในสหรัฐมีนโยบาย “การลดจำนวนผู้ป่วย” ในสถานพยาบาลจิตเวชภาครัฐตั้งแต่ทศวรรษ 1980
ประกอบกับวิกฤตยาเสพติดกลุ่มระงับปวด (Opioid Crisis) ที่ทำให้ผู้ป่วยหลุดออกจากระบบการรักษาและกลายเป็นคนไร้บ้านอย่างรวดเร็ว
ขอโฟกัสมาที่ประเทศไทย…ในช่วงที่ผ่านมา
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยพบสถิติชาวต่างชาติจากตะวันตกกลายเป็นคนไร้บ้าน เข้ามาเพิ่มขึ้นตามเมืองท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา เนื่องจากเชื่อว่าค่าครองชีพถูกบนโซเชียลมีเดีย
แต่เมื่อเผชิญเหตุไม่คาดคิด เช่น ถูกโกง เจ็บป่วยเฉียบพลัน หรือเงินหมด จนวีซ่าหมดอายุ ก็จะติดกับดักทางกฎหมาย ไม่สามารถทำงาน เช่าบ้าน หรือเดินทางกลับประเทศตนเองได้
กิน นอน ใช้ชีวิต ในพื้นที่สาธาณะ อาศัยน้ำใจของคนไทยที่ช่วยดูแล แทบทุกรายได้รับการสงเคราะห์เดินทางกลับประเทศตัวเองได้
ญี่ปุ่น…ก็มีปัญหานะครับ…หนักใช่ย่อย
ปัญหาคนไร้บ้านในประเทศญี่ปุ่นเป็นประเด็นที่มีลักษณะเฉพาะตัวสูงมาก โดยในเชิงสถิติทางการ กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น รายงานว่ามีคนไร้บ้านบนท้องถนน 2,591 คนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราคนไร้บ้านต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
หากแต่… ตัวเลขนี้ไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด เนื่องจากมีกลุ่ม “คนไร้บ้านที่มองไม่เห็น” (Invisible Homeless) ซ่อนตัวอยู่อีกนับแสนคน
คนไร้บ้านในญี่ปุ่น เกือบทั้งหมดเป็นผู้ชายและผู้สูงอายุสถิติชี้ว่าคนไร้บ้านในญี่ปุ่นเป็นผู้ชายสูงถึง 90-98% และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ โดยมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 63-70 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเหยื่อจากการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่เป็นอดีตแรงงานยุค “เศรษฐกิจฟองสบู่แตก” ในทศวรรษ 1990 หรือกลุ่มแรงงานก่อสร้างและอุตสาหกรรม
สังคมญี่ปุ่น…ที่เน้นการจ้างงานตลอดชีพทำให้พวกเขาแทบไม่มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ในระบบบริษัทได้อีกเลย
สำหรับลูกหลานซามูไร ลัทธิคุณค่าและ “ความอับอาย” (Cultural Stigma) เป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่หล่อหลอมให้ผู้ชายต้องเป็นผู้นำและพึ่งพาตนเอง การกลายเป็นคนยากจน การขอความช่วยเหลือจากรัฐ (เช่น เงินสวัสดิการ) ถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวส่วนบุคคลขั้นรุนแรงและน่าอับอาย หลายคนจึงเลือกที่จะตัดขาดจากครอบครัว หายตัวไปเงียบๆ เพื่อไม่ให้เป็นภาระหรือสร้างความเสื่อมเสียให้ตระกูล
คนไร้บ้านญี่ปุ่นแทบไม่มีปัญหาเรื่องยาเสพติดรุนแรง (เนื่องจากกฎหมายและการควบคุมที่เข้มงวดมาก) ปัญหาหลักมักเป็นอาการติดสุรา หรือการเสพติดตู้เกมพนัน (ปาจิงโกะ) เพื่อหนีความเครียดแทน
ฟินแลนด์ คือ ต้นแบบโมเดล “Housing First”
ฟินแลนด์เป็นประเทศเดียวในยุโรปที่จำนวนคนไร้บ้าน “ลดลง” อย่างก้าวกระโดดกว่า 75% ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยการพลิกวิธีคิดในการช่วยเหลือผ่านนโยบายแนวคิด “ให้บ้านก่อนเป็นอันดับแรก”
เปลี่ยนจากระบบเดิม…ที่ผู้ไร้บ้านต้องบำบัดสารเสพติดหรือหางานให้ได้ก่อนจึงจะมีสิทธิได้บ้าน รัฐบาลฟินแลนด์เปลี่ยนมาเป็น “แจกที่อยู่อาศัยที่มั่นคงถาวรทันที” เพราะเชื่อว่า “บ้าน” คือรากฐานที่ปลอดภัยที่จะช่วยให้คนเริ่มต้นแก้ปัญหาอื่นๆ ในชีวิตได้ง่ายขึ้น
ถนนราชดำเนินใน กทม. คือ ประเด็นที่น่าสนใจ
ถนนราชดำเนิน มีกายภาพที่กว้างขวาง มีร่มไม้ชายคา มีสายลม แสงแดด มีนักท่องเที่ยวไทย-เทศ ที่มีสีสัน มีชีวิตชีวา
ในช่วงโควิด-19 ถนนราชดำเนิน คือ โลเกชั่นยอดนิยมของ กทม.ที่คนไทยใจดี นำอาหารกล่องใส่รถส่วนตัว มาจอดแจกข้าวกล่อง น้ำดื่ม
กลุ่มเปราะบางของจริง ตัวจริง อนุโมทนาสาธุ สังคมไทยมีน้ำใจเสมอ โดยเฉพาะแจกข้าวกล่องใน “วันเกิด” …บ้างก็แถม “เงินสด” ติดบนข้าวกล่องให้ไปอีกเพื่อผลบุญอันยิ่งใหญ่
หากแต่…สภาวะไร้ระเบียบ เกิดมีกลุ่มแอบแฝงฉวยโอกาสเข้ามาในระบบ เมื่อมีข้าวปลาอาหารมาแจกเกือบทั้งวัน ก็ตามมาด้วย “ข้าขอนอนรอตรงนี้” ที่ถือว่าเป็น “ปัจจัยดูด” โดยธรรมชาติ
ผู้ว่าฯชัชชาติในสมัยแรก (พ.ศ.2565-2569) สั่งการให้จัดระเบียบพื้นที่ ให้ไปตั้งจุดแจกอาหาร สุดถนนตรงโรงแรมรัตนโกสินทร์และบริเวณใต้สะพานพระราม 8 แถมด้วยหน่วยแพทย์ พยาบาล ไปตรวจโรค สำรวจบัตรประชาชน บริการตัดผม ถือว่า…ได้ผลน่าพอใจ
เมื่อผู้ว่าฯได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาในสมัยที่ 2 (ประกาศรับรองผลเมื่อ 7 กรกฎาคม 2569)
3 สิงหาคม 2569 ช่วงค่ำ…บริเวณริมถนนราชดำเนินกลาง ย่านแยกคอกวัว กลุ่มคนไร้บ้านที่ปักหลักหลับนอน ตั้งวงดื่มสุราจนมึนเมา มีปากเสียงแย่งพื้นที่กัน และเปิดฉากชกต่อยทำร้ายร่างกายกัน ส่งผลให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านไปมาเกิดความหวาดผวาและกังวลในเรื่องความปลอดภัยอย่างมาก
การแก้ปัญหาจาก “รากเหง้า” คือ “การห้ามจอดรถ” เพื่อแจกอาหาร เพื่อ “ตัดวงจร” การรวมตัวของบุคคลเพื่อมารอรับอาหาร ซึ่งเทศกิจเขตพระนคร และตำรวจจาก สน.ชนะสงคราม มาตั้งจุดตรวจ
มาตรการแก้ไขที่ชัดเจน คือ ผู้ว่าฯชัชชาติสั่งการให้หยุดการแจกอาหารกล่องและน้ำดื่มจำนวนมาก ที่เป็นปัจจัยดึงดูดให้เกิดการรวมตัว กทม.จึงประกาศงดให้ประชาชนจอดรถแจกอาหารบนถนนราชดำเนินตั้งแต่ วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2569 เป็นต้นไป เพื่อตัดวงจรการตั้งกลุ่มก้อนในพื้นที่สาธารณะ
ตั้งเต็นท์จุดตรวจของเทศกิจ บนถนนราชดำเนิน พร้อมเจ้าหน้าที่ 24 ชม. ทำหน้าที่อย่างได้ผล ได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน ไม่มาจอดรถแจกอาหาร …หากแต่ กทม.แนะนำว่า ขอให้นำอาหารกล่อง น้ำดื่ม ไปมอบให้ที่ทำการเขตต่างๆ 50 เขต เพื่อ จนท.เขตจะนำไปแจกจ่ายให้กลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึงในพื้นที่เขตต่อไป…
ทุกที่ทำการเขตจะมีแผนก Food Bank ที่ทำหน้าที่เสมือน “คลังเสบียง” ที่ได้รับอาหาร น้ำดื่มมา เพื่อนำไปแจกจ่ายตามวงรอบ
คนไร้บ้าน คนไร้ที่พึ่ง ตัวจริง …กทม.จัดที่พัก “บ้านอิ่มใจ” (พื้นที่การประปาแม้นศรีเดิม) ไว้รองรับ…
แม้รัฐจะมี “บ้านอิ่มใจ” ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ที่พัก และบริการฝึกอาชีพรองรับ แต่กฎหมายไม่สามารถจับกุมหรือบังคับนำส่งคนไร้บ้านเข้าสถานสงเคราะห์ได้หากเจ้าตัวไม่ยินยอม
“บ้านอิ่มใจ” รับบริจาคอาหาร น้ำดื่ม อย่างเป็นระบบด้วยครับ
สังคมโลก…มิได้สวยงามเสมอไป
การ “ไม่ยินยอม” เข้าระบบสถานสงเคราะห์ของคนไร้บ้านเป็นเรื่องจริงที่มีอยู่ทั่วโลก …ใครบางคน “รักสบาย” ไม่ขออยู่ใต้กรอบ ระเบียบหรือการควบคุมใดๆ และเป็นสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของมนุษย์
หากแต่…การใช้ชีวิต กิน นอน บนพื้นที่สาธารณะ ระราน เป็นภัยคุกคามต่อสาธารณชนทั่วไป คือ การทำผิดกฎหมาย
ที่น่าเกลียดที่สุด คือ การขับถ่ายสิงปฏิกูลส่วนตน ตามซอก มุม ของถนนราชดำเนิน ที่เป็น “ห้องรับแขก” ของประเทศไทย
ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ครับ…



