เมื่อคุณครูท่านหนึ่งแพ้เสียงในหัวโพสต์ระบายความในใจว่าสอนเด็กมาตั้งแต่ปลายยุค พ.ศ.2530 จนถึงปัจจุบัน ไม่มีลูกศิษย์รุ่นไหนอุบาทว์ได้เท่าเด็กเจนเห้นี่อีกแล้ว ก็กลายเป็นกระแสไวรัลไปในเครือข่ายสังคมออนไลน์ไปราววันพุธที่ผ่านมานั้น
จากนั้นโพสต์ดังกล่าวก็ถูกแชร์ออกไปพร้อมประสบการณ์ผู้คนมากมายทั้งที่เป็นครูและไม่ใช่ ความเห็นนั้นมีที่ก่นบ่นทั้งเด็กรุ่นเดียวกับที่เป็นปัญหาของคุณครู ซึ่งจริงๆ น่าจะเป็นรุ่นอัลฟา ที่เกิดหลังปี 2010 เสียมากกว่า แต่ก็ตามคาดว่าต้องลามไปถึงมนุษย์เจนซีตัวร้ายประจำยุคสมัย
ในตอนแรกเสียงก็แตกอยู่ ฝ่ายหนึ่งก็เห็นด้วยว่าเด็กสมัยนี้นั้นแย่จริงๆ และก็มีอยู่มากที่ยักไหล่ถามว่าแล้วไงล่ะ… ก็เพราะการบ่นก่น “เด็กสมัยนี้…ฯลฯ…” นั้นมีบันทึกมาแต่บรรพกาลแล้วว่าเป็นปกติธรรมดาของมนุษยชาติ ดังตัวอย่างที่ยกขึ้นมากันแบบน่าจะเห็นจนเบื่อแล้วว่าตั้งแต่สมัยอริสโตเติลเมื่อ 4 ร้อยปีก่อนคริสตกาลก็บ่นว่า “เด็กสมัยนี้คิดว่าตัวเองรู้ทุกเรื่อง มั่นใจในตัวเองมากเกินไปเสมอ ทำตามอารมณ์มากกว่าเหตุผล รักความท้าทายจนขาดความรอบคอบ…”
หรือเอาใกล้เข้ามาหน่อยที่ปัจจุบันยังคงเหลือดิจิทัลฟุตพรินต์อยู่ คือถ้าใครลองไปค้นหาบทความว่าด้วยการรับมือกับคนทำงานหน้าใหม่เจนวาย (ซึ่งส่วนหนึ่งกำลังบ่น ‘เด็กเจนเห้’ อยู่ในทุกวันนี้) ก็จะพบบทความหรือโพสต์ที่ก่นบ่นว่าคนเจนวายที่จบมหาวิทยาลัยเข้าสู่สังคมคนทำงานในช่วงปี 2014-2016 ว่าเป็นพวก “ไม่อดทน ไม่มีความจงรักภักดีต่อองค์กร ขาดความอดทน มั่นใจในตัวเอง ไม่ชอบการบังคับ และชอบงานอิสระ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ยอมรับผิด สนใจคนอื่นน้อยกว่าตัวเอง ติดโซเชียลจนแชร์ทุกอย่างในชีวิตไม่สนใจเรื่องความควรไม่ควร เรื่องส่วนตัวหรือเรื่องการงาน ใช้เงินสร้างหนี้เพื่อซื้อประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ ฯลฯ”
เอาเข้าจริงโพสต์คุณครูข้างต้นก็กำลังจะดับลงไปอย่างดราม่าอายุสั้นที่เราเคยรู้จักก่อนหน้านี้ ถ้าไม่ได้เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่มีเด็กนักเรียนนำอาวุธเข้าไปก่อเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ในช่วงสายวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2569 โดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม อายุเพียง 14 ปีเท่านั้น
เชื่อว่าหลายวาบคิดของผู้คนที่รับรู้ข่าวสะเทือนขวัญนี้คงจะคิดถึงสเตตัสแพ้เสียงในหัวของคุณครูที่เล่าไปในตอนต้นแล้วคิดว่าหรือจะมีส่วนจริงกันนะ
เรื่องนี้ถ้าเราจะมองว่า เหตุการณ์ซึ่งน่าจะถือเป็นเหตุการณ์กราดยิงหมู่ไม่เลือกเป้าหมายในโรงเรียนครั้งแรกของประเทศไทยเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่เป็นตัวชี้วัดถึงความเสื่อมทรามของ ‘เด็กเจนเห้’ ที่ไม่สมควรปรานีพวกมันนอกจากสาปส่งแล้วก็มีข้อน่าสงสัยสองประการ
ประการแรก คือ แม้เหตุการณ์ในลักษณะนี้จะเพิ่งเคยเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ถ้าในระดับโลกแล้ว นี่เป็นโศกนาฏกรรมที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้า ย้อนค้นไปได้ถึงปี 1974 และเกิดขึ้นถี่ในช่วงปี 1997-1998ซึ่งผู้ก่อเหตุในแต่ละครั้งนั้นเป็นคนเจนไหน ก็อย่าไปสืบกันเสียให้ยาก
ดังนั้น ถ้าเราจะมองว่าเด็กไทยรุ่นนี้เห้ขึ้นเพราะทำในสิ่งที่คนรุ่นก่อนในต่างประเทศเมื่อ 30-50 ปีเคยทำไว้ก็ออกจะแหม่งๆ กว่าการมองแบบทำใจให้ร่มๆ หน่อยว่า นี่คือโศกนาฏกรรมแบบนี้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ มาบรรจบกัน ‘พอดี’ เอาที่เด็กคนนี้ ที่โรงเรียนนี้ ในสถานการณ์ ในวันเดือนปีดังกล่าวนี้ เป็นเพียงเรื่องโชคร้ายเหมือนรูบนเนยแข็ง
ประการที่สอง ถ้าเราจะมองว่า เด็กสมัยนี้หรือเจนนี้ใจคอโหดร้ายสามารถสังหารคนได้โดยไม่รู้จักชื่อรู้จักหน้า ยิงคนได้โดยไม่มีเหตุโกรธเคือง ผมก็จำได้ว่า สมัยที่ผมเป็นวัยรุ่น (ช่วงราวๆ ปีที่เกิดเหตุสังหารหมู่โคลัมไบน์นั่นแหละครับ) ในตอนนั้นก็มีปัญหาเรื้อรังคือเด็กนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนช่างกลตีกันถึงตาย และฆ่ากันง่ายๆ บางทีก็กราดยิงกันขึ้นไปบนรถเมล์ ที่ก็มีทั้งที่ถูกนักเรียนโรงเรียนคู่อริ บ้างก็ถูกผู้โดยสารอื่นบาดเจ็บล้มตาย ปีหนึ่งถ้ารวมกันก็อาจจะมากกว่าคดีที่เกิดขึ้นนี้เสียอีก หรือที่ไม่ถึงกับฆ่าแกงกัน มีคดีสลดกว่าที่จำได้ คือนักเรียนช่างกลกลุ่มหนึ่งล้อมกรอบเด็กนักเรียนหญิงที่ไม่เคยรู้จักกันแต่โชคร้ายโดยสารรถเมล์มาในวันนั้น พาไปล่วงละเมิดที่บ้านหลายวันกว่าจะยอมปล่อยกลับบ้าน ทั้งหมดข้างต้นนี้ก็ชวนให้ลังเลที่จะพูดว่า ‘เด็กเจนนี้ หรือผู้ก่อเหตุใจคอโหดร้ายกว่าเด็กเจนก่อน’
หรือถ้าใครจะโต้ว่า เรื่องที่ผมเล่ามาข้างต้นทั้งหมดนั่นผู้ก่อเหตุล้วนเป็นเด็กช่าง (เอาจริงถ้าหาข่าวจริงๆ ก็จะพบว่ามีเด็กนักเรียนมัธยมสามัญก็มีประปราย) กรณีที่เกิดนี้เป็นเด็กนักเรียนสามัญ นี่ผมคงรบกวนว่าต้องทบทวนตรรกะให้หนักเลยว่า ตกลงปัญหาอยู่ที่อะไรกันแน่ การที่นักเรียนลงมือใช้อาวุธปืนยิงผู้คนให้เสียชีวิตโดยไม่เลือกหน้าเพราะเหตุอะไรก็ตามแต่ โดยไม่สนใจว่าจะมีใครโดนลูกหลงบ้างนี้เป็นเรื่องเลวร้ายในตัวหรือเลวร้ายเพราะสถานะของผู้กระทำผิด หรือถ้าผู้กระทำผิดมีสถานะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แปลว่าสังคมเลวทรามลงหรือเรื่องนั้นเลวร้ายมากกว่าอย่างนั้นหรือ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อโต้เถียงว่า เด็กหรือผู้คนในเจนปัจจุบันแย่กว่าคนในรุ่นก่อนจริงหรือไม่ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะไม่เป็นปัญหาเอาเสียเลย นั่นเพราะปัจจัยต่างๆ ที่หล่อหลอมผู้คนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน
เช่นที่เด็กในแต่ละยุคสมัยจะมีผู้ร้ายประจำรุ่นที่ผู้ใหญ่เกรงกว่าการเสพจะทำให้เสียผู้เสียคน ตั้งแต่การ์ตูนญี่ปุ่น (ทั้งมังงะและแอนิเมชั่น) โทรทัศน์และหนังวิดีโอ ไปจนถึงวิดีโอเกมซึ่งเป็นผู้ต้องหารุ่นปัจจุบัน แต่ทั้งหมดก็เหมือนจะพิสูจน์มาแล้วว่าผู้ใหญ่อย่างเราก็เติบโตผ่านมาได้ ไม่ปรากฏว่าระดับศีลธรรมของเราจะเสื่อมลงกว่าคนรุ่นก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญขนาดนั้น
เมื่อเหตุเกิดใหม่ๆ มีการเข้าไปค้นบ้านผู้ก่อเหตุ พบเครื่องเกม PlayStation 5 และเครื่องคอมพิวเตอร์เกรดเล่นเกมครบชุด จึงมีสื่อบางสำนักตีข่าวไปตามสูตรว่าสาเหตุมาจากพิษภัยของการเล่นเกมหรือเป็นเด็กติดเกม ซึ่งการเสนอข่าวอันไม่รอบคอบเพราะเป็นสมมติฐานที่ไม่รู้ว่าผู้ก่อเหตุเล่นเกมหรือมีเกมอะไรในเครื่องด้วยซ้ำ ที่ก็เรียกเสียงก่นด่าเยาะเย้ยมาจากรอบทิศทางว่า ถ้าการเล่นเกมส่งผลให้คนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ป่านนี้คนเล่นเกมปลูกผักคงไปปลูกผักกันหมดแล้วกระมัง
แต่ถึงเราจะวิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอข่าวที่นำเสนอแบบเหมารวมไม่รอบคอบอย่างนั้นได้ แต่ก็อาจจะเร็วเกินไปถ้าจะสรุปว่า การเล่นวิดีโอเกมไม่ส่งผลใดๆ ต่อความนึกคิดหรือสภาพจิตใจของผู้เล่นเลย เพราะในปัจจุบัน เพราะเกมในสมัยนี้ไม่ต่างจากภาพยนตร์ที่เราควบคุมและตัดสินใจได้ ไม่ใช่ตัวพิกเซลหรือโพลิกอนแตกๆ เหมือนเกมยุคแฟมิคอมถึง PS2 ที่เราเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว ความรู้สึกของการเห็นศพโพลิกอนตำรวจในเกม Resident Evil 2 ต้นฉบับในปี 1998 นั้น เทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกในตอนที่เราพยายาม ‘ช่วย’ ตำรวจท่านหนึ่งออกมาในสภาพไม่เต็มตัวในตอนต้นเกมของเกมเดียวกันฉบับปี 2019 รวมถึงรูปแบบการหารายได้ของเกมคอมพิวเตอร์ในสมัยนี้ก็แตกต่างไปจากยุคก่อนหน้าที่เป็นการซื้อเกมมาเล่นแบบจ่ายเงินครั้งเดียว แต่เกมที่นิยมและมีผู้เล่นเกินครึ่งในโลกเป็นแบบเกมที่ให้เล่นฟรีแต่ถ้าอยากเข้าถึงตัวละครหรืออุปกรณ์สำคัญในเกมต้องจ่ายเงินซื้อสิทธิในการสุ่มหา หรือกาชา (Gacha)
ทั้งหมดนี้คือ “ความแตกต่าง” ของเกมในยุคปัจจุบัน ที่แม้จะไม่ส่งผลต่อการสร้างหรือบ่มเพาะความรุนแรงโดยตรง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเกมจะไม่ส่งผลอันใดต่อผู้เล่นหรือสังคมเสียเลยขนาดนั้น เราอาจจะไม่ต้องโทษว่าวิดีโอเกมเป็นผู้ร้ายไปเสียทุกคดี แต่ก็ไม่จำเป็นต้องวางใจจนละเลยหลงลืมพิจารณาถึงส่วนที่ยังไม่ค่อยน่าไว้วางใจและพิจารณาแนวโน้มของมันต่อความเป็นไปได้ในการสร้างปัญหาในรูปแบบอื่นด้วยเช่นกัน
เช่นเดียวกับการที่เราอาจจะยอมรับว่าแม้วัยรุ่นสมัยไหนก็อาจจะมีพฤติกรรมแผลงๆ ทำอะไรเพี้ยนๆ เรียกร้องความสนใจในสังคมได้ แต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยมียุคสมัยใดมาก่อนที่การทำตัวเช่นนั้นจะมีประโยชน์หรือได้รับการยอมรับจากสังคม แตกต่างจากในปัจจุบันนี้ที่มีทั้งผู้สนับสนุนทั้งการให้กำลังใจและยินดีจ่ายเงินสนับสนุนการกระทำการกลั่นแกล้งคนอื่นหรือรบกวนสังคม อย่างที่หลายรายมีรายได้ดีกว่าการประกอบอาชีพสุจริตเสียอีก ซึ่งเริ่มเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมดังที่คอลัมน์นี้เคยเขียนเล่าไว้หลายรอบแล้ว นี่ก็คือสิ่งที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ไม่ควรดูเบา
หากเรามองว่ามนุษย์นั้นเหมือนฮาร์ดแวร์เปล่าๆ ปัจจัยนั้นก็เหมือนซอฟต์แวร์ที่ใส่ลงไป และมีคนรุ่นก่อนหน้าทำหน้าที่เป็นผู้สร้างหรือ “เจน” (Generate) เนื้อหาลงไปหรือไม่ เช่นนี้ถ้ามนุษย์เป็น AI ที่สร้างภาพ เสียง หรือเนื้อหาอันอุบาทว์เลวร้ายออกมา เราควรจะด่าอะไรดี ระหว่างระบบของมันหรือคนที่สั่งเจนภาพนั้นขึ้น?
และเช่นเดียวกัน การติฉินนินทา ประจานให้อับอายหรือปล่อยข่าวปลอมใส่ร้ายป้ายสี หรืออ้างนามแห่งความยุติธรรมเพื่อปรักปรำผู้อื่นนั้นจะมีมาตั้งแต่สมัยไหนต่อไหน แต่โลกในสมัยก่อนการทำอย่างนั้นก็มีข้อจำกัดในหลายด้าน
แต่ในโลกที่มีเครือข่ายโซเชียลที่ข้อมูลไม่ว่าจะจริงหรือปลอมก็สามารถส่งต่อกันไปได้โดยแทบไม่มีอำนาจใดจะมาปิดกั้นหรือกลั่นกรองได้ รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถทำลายขอบเขตระหว่างความจริงกับความลวงได้ และเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่สามารถชี้ตัวคนที่เป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยสังคมได้อย่างถูกเป้าถูกตัว ทำให้การกล่าวหาไม่ว่าจะจริงหรือเป็นเพียงการใส่ร้ายปรักปรำก็สามารถปักลงไปส่งมวลความเกลียดชังอันมหาศาลต่อผู้รับได้อย่างน่าขนลุก
เช่นเรื่องน่าเศร้าที่ซ้ำเติมแม่ผู้หัวใจแตกสลายของเด็กชายผู้ก่อเหตุที่ถูกใครสักคนสร้างแชตปลอมขึ้นด้วย AI และส่งไปให้ผู้คนรุมแช่งด่าในสิ่งที่เธอไม่ได้ทำ ในทางร้ายผู้กระทำอาจจะทำเพื่อบรรลุหลั่งทางศีลธรรมเฉพาะตัว แต่ในทางเลวร้ายยิ่งกว่าคือ ผู้กระทำนั้นเพียงเพื่อต้องการประโยชน์ในการสร้างยอดการเข้าถึงและการแชร์ไปก่นด่ามาเป็นประโยชน์ต่อตัวเองโดยไม่ได้สนใจว่ามันคือการทำร้ายคนที่ไม่เคยรู้จักกันอย่างเลือดเย็น
ก็ไม่รู้ว่าผู้ที่ “เจน” Generate อะไรแบบนั้นออกมาเป็นคน “เจน” Generation ไหนเหมือนกัน

