หน้าแรก บทความ ทรัมป์แจก 5,0...

ทรัมป์แจก 5,000 ดอลลาร์ แจกเงินหรือซื้อเสียง ต่างกันตรงไหน

29.09.26 | 17:26 น.
ทรัมป์แจก 5,000 ดอลลาร์ แจกเงินหรือซื้อเสียง ต่างกันตรงไหน

การเลือกตั้งตามตำรารัฐศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของอุดมการณ์ นโยบาย หลักการ และการตัดสินใจของประชาชนว่าจะมอบอำนาจให้ใครไปบริหารประเทศ แต่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ดูจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นนามธรรมเกินไปหน่อย จึงเสนอสิ่งที่ประชาชนจับต้องได้ง่ายกว่า นั่นคือ เงินสดคนละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยก็แสนกว่าบาท เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวปลอม เพราะเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2569 ในการประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันที่นครดัลลัส รัฐเท็กซัส ทรัมป์ประกาศว่า หากพรรครีพับลิกันรักษาเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาไว้ได้ในการเลือกตั้งกึ่งเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน เขาจะให้เงินพลเมืองอเมริกันวัยผู้ใหญ่คนละ 5,000 ดอลลาร์ พร้อมตั้งชื่ออย่างสวยหรูว่า “Trump Dividend” หรือ “เงินปันผลทรัมป์” คำว่า “เงินปันผล” นี่วิเศษจริงๆ เพราะถ้าเรียกว่า “แจกเงิน” คนอาจถามว่าเอาเงินที่ไหนมาแจก แต่พอเปลี่ยนชื่อเป็น “เงินปันผล” ฟังแล้วเหมือนชาวอเมริกัน 240 ล้านคนเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทชื่อ United States of America มี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานบริษัท และปีนี้กิจการกำไรงามจึงประกาศจ่ายปันผล ทั้งที่บริษัทแห่งนี้มีหนี้สาธารณะราว 40 ล้านล้านดอลลาร์อยู่แล้ว จะเรียกว่าการตลาดทางการเมืองก็คงไม่ผิดนัก เพราะบางครั้งเปลี่ยนคำเพียงสองสามคำ ของอย่างเดียวกันก็ฟังดูดีขึ้นทันตาเห็น


แต่พอเลิกฟังเสียงปราศรัยแล้วหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมา เรื่องก็เริ่มสนุกน้อยลง ถ้าพลเมืองวัยผู้ใหญ่ประมาณ 240 ล้านคน ได้รับคนละ 5,000 ดอลลาร์ รัฐบาลต้องใช้เงินประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่การประเมินอีกแบบหนึ่งอยู่ถึงราว 1.35 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าเงินที่รัฐบาลกลางสหรัฐใช้จ่ายกับกิจการสำคัญหลายรายการเสียอีก และที่สำคัญคือยังไม่มีรายละเอียดแน่นอนว่าเงินก้อนมหึมานี้จะมาจากไหน ทรัมป์บอกว่าเรื่องนี้ทำได้ “ง่าย” เพราะรัฐบาลมีรายได้เข้ามามากมาย แต่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไมก์ จอห์นสันซึ่งก็เป็นรีพับลิกันด้วยกันกลับต้องออกมาเตือนว่า การจ่ายเงินเช่นนี้จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเสียก่อน เพราะประธานาธิบดีอเมริกันอาจสั่งกองทัพได้ แต่จะเปิดตู้เซฟกระทรวงการคลังหยิบเงินล้านล้านดอลลาร์ออกมาแจกเองนั้นไม่ได้

นี่แหละครับข้อดีของหลักแบ่งแยกอำนาจ เขาตั้งระบบไว้เผื่อวันที่ผู้บริหารประเทศนึกอยากเป็นซานตาคลอสขึ้นมา จะได้มีคนถามก่อนว่า “ของขวัญที่ท่านจะแจกนั้น ใครเป็นคนจ่าย?”

ปัญหาที่น่าสนใจยิ่งกว่าเรื่องเงินคือ มีผู้ถามกันทันทีว่า นี่คือการแจกเงินหรือการซื้อเสียง? Public Citizen ซึ่งเป็นองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคและเฝ้าระวังรัฐบาลของสหรัฐ วิจารณ์ข้อเสนอนี้ว่าเป็นความพยายามซื้อคะแนนเสียงอย่างโจ่งแจ้ง ฟังเผินๆ ก็เข้าใจได้ เพราะประโยคของทรัมป์นั้นตรงเสียจนไม่ต้องตีความมากว่า “ถ้ารีพับลิกันชนะ คุณได้ 5,000 ดอลลาร์” ถ้าเอาประโยคนี้ไปพูดหน้าหน่วยเลือกตั้งในหลายประเทศ รับรองว่ามีเรื่องถูกจับแน่ แต่กฎหมายเลือกตั้งอเมริกันซับซ้อนกว่านั้น เพราะนักกฎหมายที่ให้ความเห็นต่อสื่ออเมริกันชี้ว่า การซื้อเสียงตามกฎหมายต้องเชื่อมโยงการให้เงินกับการลงคะแนน หรือการกระทำทางเลือกตั้งของบุคคลโดยตรง ขณะที่เงิน 5,000 ดอลลาร์ ที่ทรัมป์เสนอจะให้แก่ผู้มีคุณสมบัติทั่วไป มิได้ตรวจว่าคนรับเป็นพวกรีพับลิกันหรือเดโมแครต ดังนั้น แม้จะมีกลิ่นการเมืองแรงจนไม่ต้องใช้จมูกดีก็ได้กลิ่น แต่จะเอาคำว่า “ซื้อเสียง” ในความหมายทางอาญาไปแปะลงตรงๆ ก็ยังไม่ง่าย

Advertisement

ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องน่าสนใจในทางรัฐศาสตร์ เพราะ “ซื้อเสียง” กับ “นโยบายที่ทำให้ผู้เลือกตั้งได้ประโยชน์” มีเส้นแบ่งบางยิ่งกว่ากระดาษห่อของขวัญ นักการเมืองบอกว่าจะลดภาษีให้ประชาชน ก็เท่ากับคนมีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น บอกว่าจะเพิ่มบำนาญ ก็มีเงินเข้ากระเป๋ามากขึ้น บอกว่าจะให้รักษาพยาบาลฟรี ก็ช่วยให้ประชาชนไม่ต้องควักเงินออกจากกระเป๋า แล้วเหตุใดการบอกว่าจะให้เงินสด 5,000 ดอลลาร์จึงถูกตั้งคำถามมากกว่า? คำตอบประการหนึ่งอยู่ที่ถ้อยคำและเงื่อนไข เพราะคราวนี้มิได้พูดเพียงว่า “ถ้าเราเป็นรัฐบาล เราจะเสนอนโยบายช่วยประชาชน” แต่ผูกประโยคเข้ากับผลการเลือกตั้งอย่างง่ายและตรงมากว่า ถ้าพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งแล้ว คุณจะได้เงิน 5,000 ดอลลาร์ มันจึงฟังไม่เหมือนนโยบายเศรษฐกิจธรรมดา แต่ฟังคล้ายโปรโมชั่นเปิดห้างว่า “ซื้อครบตามเงื่อนไข รับของแถมทันที” ต่างกันเพียงห้างสรรพสินค้าใช้เงินของเจ้าของห้าง ส่วนรัฐบาลใช้เงินของประชาชนเอง

อย่างไรก็ดี หากจะตำหนิว่าการเมืองอเมริกันเพิ่งคิดค้นเรื่องนี้ขึ้นมาในสมัยทรัมป์ก็คงไม่เป็นธรรม เพราะพรรคเดโมแครตก็เคยใช้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นประเด็นหาเสียงเช่นกัน ก่อนการเลือกตั้งวุฒิสภารัฐจอร์เจียเมื่อต้น พ.ศ.2564 โจ ไบเดน เคยชูเรื่องเงินช่วยเหลือประชาชนรวม 2,000 ดอลลาร์ ในการรณรงค์ให้ผู้สมัครเดโมแครต และภายหลังก็มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านสภาคองเกรสจริง เพราะฉะนั้นปัญหาจึงไม่ควรจบง่ายๆ ด้วยการชี้นิ้วว่าใคร “ซื้อเสียง” แต่ควรถามต่อว่า นโยบายที่เสนอมีรายละเอียดจริงหรือไม่ มีแหล่งเงินหรือไม่ ผ่านกระบวนการงบประมาณหรือไม่ และประเทศรับภาระไหวหรือไม่ มิฉะนั้นประชาธิปไตยก็อาจกลายเป็นการแข่งขันว่าใครเขียนตัวเลขบนเช็คหาเสียงได้มากกว่ากัน โดยคนรับเช็คดีใจวันนี้ ส่วนลูกหลานค่อยไปใช้หนี้วันหน้า

ยิ่งกว่านั้น เงิน 1.2 ล้านล้านดอลลาร์มิใช่เงินที่จะโปรยลงจากเฮลิคอปเตอร์แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น นักวิเคราะห์ด้านงบประมาณเตือนว่า เงินมหาศาลที่ถูกอัดเข้าสู่เศรษฐกิจในช่วงที่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางอาจเพิ่มแรงกดดันต่อราคา และองค์กร Committee for a Responsible Federal Budget ประเมินว่ามาตรการนี้อาจเพิ่มอัตราเงินเฟ้อได้อย่างมีนัยสำคัญ หลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานจึงยังคงเป็นหลักเดิม คือรัฐบาลไม่มีต้นเงินดอลลาร์ปลูกอยู่หลังทำเนียบขาว เงินของรัฐบาลมาจากภาษี การกู้ หรือการลดรายจ่ายด้านอื่น พูดอีกอย่างหนึ่งคือของฟรีของรัฐบาลนั้นมักมีคนจ่าย เพียงแต่บางครั้งคนรับของกับคนจ่ายไม่ใช่คนเดียวกัน หรือคนจ่ายยังไม่เกิดเท่านั้นเอง

น่าสังเกตด้วยว่าคำมั่น 5,000 ดอลลาร์มิได้ทำให้สมาชิกรีพับลิกันทุกคนกระโดดขึ้นรถขบวนอย่างพร้อมเพรียง ผู้สมัครของพรรคจำนวนไม่น้อยหลีกเลี่ยงที่จะนำเรื่องนี้ไปใช้ในการหาเสียง ขณะที่สมาชิกรีพับลิกันบางคนตั้งคำถามถึงหนี้สาธารณะและแหล่งเงินโดยตรง ผลสำรวจ Reuters/Ipsos ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 กันยายน พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 63 ไม่เห็นด้วยกับคำมั่นแจกเงิน 5,000 ดอลลาร์ รวมทั้งผู้ตอบที่ระบุว่าเป็นรีพับลิกันร้อยละ 40 ด้วย ตัวเลขนี้บอกเราว่า คนอเมริกันไม่ได้เห็นธนบัตร 5,000 ดอลลาร์แล้ววิ่งเข้าคูหาโดยไม่คิดอะไรทั้งหมด หลายคนยังถามคำถามโบราณที่สุดของวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่ดีว่า “เงินมาจากไหน?”

ดังนั้น “Trump Dividend” จึงเป็นกรณีศึกษาชั้นดีเรื่องการเมืองประชาธิปไตยในยุคที่นโยบายต้องขายได้ภายในประโยคเดียว ทรัมป์นั้นเก่งเรื่องนี้เป็นพิเศษ คนอื่นอาจต้องพูดถึงการปฏิรูประบบภาษี การเพิ่มผลิตภาพ หรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอยู่ครึ่งชั่วโมง ทรัมป์ใช้เวลาไม่กี่วินาทีว่า “ถ้ารีพับลิกันชนะ คุณได้ 5,000 ดอลลาร์” จบ เข้าใจง่าย จำง่าย และเอาไปพาดหัวข่าวง่ายมาก ส่วนรายละเอียดว่าเงินล้านล้านดอลลาร์มาจากไหน สภาคองเกรสจะยอมหรือไม่ หนี้จะเพิ่มเท่าไร และเงินเฟ้อจะเป็นอย่างไรนั้น ค่อยเอาไปเขียนตัวเล็กๆ ข้างล่าง เหมือนสัญญาบัตรเครดิตที่ตัวเลขโปรโมชั่นเขียนเสียโต ส่วนเงื่อนไขอีกสามหน้าต้องหาแว่นมาอ่าน

การเลือกตั้งกึ่งเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน ปีนี้ จึงมีเรื่องให้ชาวอเมริกันคิดมากกว่าคำถามว่าจะเอาหรือไม่เอาเงิน 5,000 ดอลลาร์ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเงินก้อนนั้นอยู่ในมือประชาชน ยังไม่มีร่างกฎหมายที่ผ่านสภาคองเกรส และยังไม่มีแหล่งเงินที่ได้รับอนุมัติ สิ่งที่มีอยู่จริงคือคำมั่นหาเสียงของประธานาธิบดีเท่านั้น จะเรียกว่า “เงินปันผล” ก็ได้ จะเรียกว่า “นโยบายแจกเงิน” ก็ได้ ส่วนจะเรียกว่า “ซื้อเสียง” หรือไม่นั้น ในทางกฎหมายต้องระมัดระวัง เพราะองค์ประกอบไม่ได้ตรงไปตรงมา แต่ในทางการเมืองประชาชนย่อมมีสิทธิถามว่า เมื่อผู้สมัครหรือผู้นำประเทศพูดว่า “ถ้าพรรคผมชนะ คุณได้เงิน” เรากำลังฟังนโยบายสาธารณะ หรือกำลังดูการตลาดเลือกตั้งที่เอาเงินของรัฐมาวางไว้ข้างหีบบัตรกันแน่เพราะนักการเมืองทุกประเทศมีสิทธิสัญญาว่าจะให้ประชาชนกินดีอยู่ดี แต่ในระบอบประชาธิปไตยที่ดี ประชาชนไม่ควรหยุดคิดเพียงว่า “ฉันจะได้เท่าไร” ควรถามอีกประโยคหนึ่งว่า “แล้วใครเป็นคนจ่าย?”

ถ้าคำตอบสุดท้ายคือรัฐบาลจ่าย ก็อย่าเพิ่งดีใจจนเกินไปเพราะเงินของรัฐบาลนั้น ที่แท้ก็คือเงินของประชาชนนั่นเอง