หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘กรมอุตุฯ’ กับ ‘วุ้นแปลภาษา’ ที่หายไป

29.09.26 | 17:34 น.
คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘กรมอุตุฯ’ กับ ‘วุ้นแปลภาษา’

หากวัดจากข้อมูลเชิงประสบการณ์และความรู้สึกแล้ว น้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นผู้ประสบภัยหลายคนฟันธงว่า “หนักกว่า” มหาอุทกภัยปี พ.ศ.2554


โดยเฉพาะคนรอบข้างและมิตรสหายต่างก็ได้รับความเสียหายคนละมากน้อย สำหรับบางคนบางบ้านเคยรอดมาได้ในปี พ.ศ.2554 นั้น รอบนี้ก็ไม่รอด หรือที่เคยขนของหนีน้ำได้ทันในรอบนั้น แต่คราวนี้กลับเสียข้าวของสำคัญลอยไปต่อหน้าต่อตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนในแวดวงนักเขียนและคนทำหนังสือ นักเขียนหลายท่านและหลายสำนักพิมพ์เสียหนังสือไปเป็นจำนวนมากเพราะขนหนีน้ำกันไม่ทัน

ประเด็นสำคัญคือ สาเหตุที่ผู้คนจำนวนมากต้องประสบเหตุอุทกภัยจนเสียหายขนาดนี้เกือบทั้งหมดเป็นเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งนี่แหละคือปัจจัยที่แตกต่างเพราะในตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนมีการ “นับถอยหลัง” กันรายวันว่าน้ำเหนือกำลังจะมาถึง ฝ่าด่านมาจนถึงไหนๆตอนนี้ตรงไหนแตกแล้ว ใกล้บ้านเราแล้วหรือยัง มีเวลาเก็บของ ตุนอาหาร หรือหาที่ลี้ภัย เอารถยนต์ไปจอดในที่ปลอดภัย

หากในรอบนี้ผู้คนเกือบทั้งหมดไม่ได้รับรู้ล่วงหน้าเพราะอุทกภัยครั้งนี้เกิดจากฝน และมันเริ่มขึ้นในวันศุกร์ปกติที่คนทั่วไปก็ขับรถยนต์ไปทำงานกัน โดยบางคนไม่รู้ว่าขากลับนั้นจะเกิดน้ำท่วมบนถนนสายปกติที่สัญจรอยู่ระดับครึ่งคันจนต้องทิ้งรถไว้กลางถนน เช่นเดียวกับคนที่อยู่กับบ้าน แม้ในวันศุกร์จะรู้สึกว่าฝนตกยาวนานตั้งแต่ตีสองไม่หยุดสักที แต่เราก็ไม่นึกว่าในค่ำคืนนั้นน้ำจะมาเยือนถึงพื้นบ้านและเพิ่มระดับขึ้นตามฝนที่ยังตกต่อเนื่องต่อไปอีกนับสิบชั่วโมง

Advertisement

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ความเสียหายของอุทกภัยเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้อาจจะเรียกว่ารุนแรงกว่าครั้งนั้นแม้อาจจะเกิดในเวลาสั้นกว่า (หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะในตอนที่เขียนต้นฉบับอยู่นั้น สถานการณ์ในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและฝั่งตะวันออกยังไม่คลี่คลาย)

จำเลยอันดับหนึ่งในความรู้สึกของผู้คนก็หนีไม่พ้น “กรมอุตุนิยมวิทยา” ซึ่งเรื่องนี้เข้าใจได้ เพราะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงอันควรจะบอกล่วงหน้าได้ว่าฝนฟ้าอากาศจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อลมฟ้าอากาศนั้นมีทีท่าจะแปรปรวนรุนแรงก่อความเสียหาย ข้อมูลก็ควรจะแม่นยำเที่ยงตรงเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจ ตั้งแต่หน่วยงานที่มีหน้าที่บริหารจัดการน้ำอย่าง กทม. ซึ่งต้องวางแผนการรับปริมาณน้ำฝนมหาศาลที่จะตกลงมาต่อเนื่องหรือประชาชนทั่วไปที่จะได้เตรียมวางแผนว่าถ้าน้ำท่วม จะต้องย้ายรถยกของขึ้นที่สูงกันเมื่อไรที่ไหน

ดังนั้น เมื่อการเตือนนั้นล้มเหลว หรืออย่างน้อยประชาชนรู้สึกเช่นนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือความเสียหายร้ายแรงและต้องตกเป็นจำเลยต่อสังคมเป็นธรรมดา

เรื่องที่ทำให้กรมอุตุฯตกเป็นเป้าหนักขึ้นก็เพราะก่อนหน้านี้ทางกรมเพิ่งมีวิวาทะกับเพจพยากรณ์อากาศอิสระเพจหนึ่ง ซึ่งออกมาเตือนถึงฝนที่จะตกต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนและความเสี่ยงน้ำท่วมในภาคตะวันออก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้ถ้อยคำรุนแรงถึงขั้น “มหาอุทกภัย”

โดยฝ่ายกรมอุตุฯจึงออกมาชี้แจงว่าข้อมูลเช่นนั้นทำให้ประชาชนตื่นตระหนก และสถานการณ์ตามข้อมูลพยากรณ์ไม่ได้รุนแรงถึงระดับที่กล่าวอ้าง พร้อมอธิบายว่าฝนจะตกหนักสลับเบาหรือมีช่วงหยุด ไม่ใช่ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนจนไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน

แม้ในคำชี้แจงเดียวกันจะมีคำเตือนเรื่องฝนตกหนักและความเสี่ยงน้ำท่วมอยู่ด้วยก็ตาม แต่ท่าทีที่หนักแน่นในการปฏิเสธภาพอันน่ากลัวที่เพจนั้นนำเสนอก็ย่อมทำให้ผู้รับสารจำนวนหนึ่งจดจำได้ว่า กรมอุตุฯบอกแล้วว่าเรื่องที่เขาเตือนกันนั้นจะไม่เกิดขึ้น ครั้นฝนตกต่อเนื่องข้ามวันข้ามคืนเกินสามสิบชั่วโมง หลายพื้นที่มีน้ำเข้าบ้านถนนกลายเป็นคลอง และผู้คนส่วนใหญ่ก็ขนข้าวของหนีกันไม่ทัน ภาพที่ปรากฏต่อสายตาจึงดูใกล้เคียงกับคำเตือนของเพจนั้นมากกว่า

ในสายตาของประชาชนกลุ่มใหญ่เรื่องเลยออกมากลายเป็นว่า ฝ่ายที่เตือนให้ระวังถูกหาว่าสร้างความแตกตื่นแต่สุดท้ายสิ่งที่ควรต้องระวังก็เกิดขึ้นจริง ถึงขนาดมีเสียงประชดตามมาว่า ถ้าปล่อยให้ประชาชนเชื่อเพจนั้นเสียตั้งแต่แรก ความเสียหายอาจไม่มากขนาดนี้ก็ได้ อย่างน้อยคนที่มีรถก็คงหาทางเอาไปจอดบนอาคารหรือในพื้นที่ปลอดภัย ผู้คนคงเก็บของมีค่าขึ้นที่สูง หรือเตรียมตุนอาหาร ชาร์จแบต ไม่ก็อพยพไปหาที่ปลอดภัยได้ชั่วคราว

ข้อวิจารณ์สำคัญของเรื่องนี้คือ “ภาษา” และ “ท่าที” ที่กรมอุตุฯใช้สื่อสารนั้นออกจะเข้าใจยาก และแม้จะยอมรับว่าก่อนหน้านี้มีการประกาศเตือนล่วงหน้าอยู่จริงว่าอาจมีฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์วันที่ 23 ถึงปลายสัปดาห์วันที่ 27 แต่ประชาชนก็อาจอ่านหรือเห็นผ่านตาแล้วไม่เข้าใจอยู่ดีว่าข้อมูลนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตัวเองต้องทำอย่างไร เช่น “หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมด้านตะวันตกของภาคกลาง จะเคลื่อนตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคกลาง อาจทำให้เกิดฝนตก 80% ถึง 90% ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” ซึ่งอ่านแล้วก็ไม่ได้ให้ภาพถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านไปนี้เลย

ช่องว่างตรงนี้ทำให้การ “แจ้งแล้ว” ของหน่วยงานของรัฐจึงไม่เท่ากับการ “รู้แล้ว” ของประชาชน

แต่อย่างไรก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วยว่า ภาษาของหน่วยงานราชการที่ต้องอ้างอิงข้อมูลทางวิชาการวิทยาศาสตร์ก็มีข้อจำกัดอยู่เหมือนกัน เพราะจะให้กรมอุตุฯประกาศว่า “ฝนจะตกหนักมากจ้า น้ำท่วมใหญ่แน่ชาว กทม. ถ้าบ้านใครพื้นเสมอถนนขนของด่วน” ก็คงไม่ได้ หากข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอให้สรุปได้ถึงขนาดนั้น เช่นเดียวกับคำว่า “ฝนตกหนักต่อเนื่องจนไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน” ซึ่งฟังแล้วเห็นภาพทันทีแต่ก็มีความเป็นอัตวิสัยที่อาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจความรุนแรงหรือระยะเวลาต่างกันไปตามประสบการณ์ของตัวเอง อีกทั้งเอาเข้าจริงก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะพอใจกับการสื่อสารแบบนี้เสียด้วย อย่างข้อความว่า กทม.จะมีฝนร้อยละ 80 หรือ 90 ของพื้นที่ คนส่วนหนึ่งอาจถามว่าแล้วหมายความว่าอย่างไร บ้านฉันจะตกไหม และต้องเตรียมตัวขนาดไหน แต่ถ้าเปลี่ยนไปบอกว่า “ฝนจะตกหนักมากกระจายทั่วกรุงเทพฯ” ก็ย่อมมีอีกส่วนถามกลับมาเช่นกันว่า ไอ้ที่ว่าหนักมากนั้นหนักเท่าไร เทียบกับอะไร เอาตัวเลขมาบอกกันหน่อยได้ไหม ฯลฯ

ภาษาที่คนฟังเห็นภาพง่ายอาจต้องแลกด้วยการลดทอนสาระสำคัญของข้อมูลที่ถูกต้อง ขณะที่ภาษาราชการอันเป็นทางการซึ่งเก็บรายละเอียดและข้อมูลรวมถึงเงื่อนไขไว้ได้ครบก็อาจทำให้คนทั่วไปจับความสำคัญไม่ถูก การเรียกร้องให้กรมอุตุฯพูดให้เข้าใจง่ายนั้นเป็นข้อเรียกร้องที่มีเหตุผล แต่ความง่ายนั้นก็ยังต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องรักษาความหมาย ความแม่นยำ และขอบเขตสิ่งที่ข้อมูลยืนยันได้เอาไว้ได้ด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ หน่วยงานราชการมีความรับผิดชอบกำกับอยู่ทั้งในทางกฎหมายและจรรยาบรรณของผู้ปฏิบัติงาน การพยากรณ์ที่คลาดเคลื่อนโดยมีข้อมูลและเหตุผลทางวิชาการรองรับ กับการประกาศเตือนให้รุนแรงหวือหวาประเภท “ทายร้ายเผื่อไว้ก่อน ไม่เกิดตามนั้นก็ถือว่าดี” โดยไม่สนใจว่าข้อมูลสนับสนุนเพียงใดเป็นวิธีที่หน่วยงานซึ่งทำงานอย่างเป็นทางการยอมรับไม่ได้ เพราะทุกคำเตือนมีต้นทุนสำหรับผู้รับ หากเตือนรุนแรงเกินข้อมูลอยู่บ่อยครั้ง ก็อาจทำให้คนเลิกเชื่อคำเตือนเหมือนนิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะไปได้อีก

ซึ่งต่างจากเพจนิรนามที่เมื่อทายผิดก็ไม่มีใครจำได้แต่เมื่อทายถูกสักครั้งก็ดังขึ้นมาสักที โดยไม่มีใครมานั่งจำว่าที่ผ่านมานั้นทายผิดมาแล้วกี่ครั้งและไปก็อปปี้เนื้อหามาจากใครบ้าง

นี่จึงเป็นช่องว่างระหว่างข้อมูลราชการที่ยึดหลักวิชาการและมีความรับผิดชอบกำกับ แต่สื่อสารไปไม่ถึงความเข้าใจของประชาชน กับการสื่อสารที่คนฟังเข้าใจง่ายรู้เรื่องได้ทันที แต่ผิดถูกไม่รับประกัน ผู้พูดก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรด้วย

ในโลกยุคก่อนหน้านี้เราเคยมีตัวกลางที่ช่วยเชื่อมสองฝั่งนี้เข้าหากันอยู่ ผู้ที่ทำหน้าที่ “แปลง” ข้อมูลเข้าใจยากจากกรมอุตุฯเป็น “สาร” ให้ผู้คนเข้าใจได้ไม่ยากเกินไปสำหรับคนรุ่น Gen Y และรุ่นก่อนหน้าน่าจะทันช่วง “ข่าวพยากรณ์อากาศ” ทางโทรทัศน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายการข่าวที่ดูพร้อมกันทั้งบ้าน

“ข่าวพยากรณ์อากาศ” จะมีผู้ประกาศข่าวยืนอธิบายแผนที่ประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มฝนกำลังไปทางไหน พื้นที่ใดควรระวัง และบางครั้งก็ลงท้ายด้วยคำแนะนำง่ายๆ ว่าพรุ่งนี้ควรพกร่มหรือวางแผนเดินทางอย่างไร หน้าที่ของช่วงข่าวนี้จึงรวมถึงการนำข้อมูลทางวิชาการมาเรียบเรียงใหม่ เลือกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ชม และอาศัยทั้งภาพ น้ำเสียง กับคำอธิบายช่วยให้เห็นความหมายของสิ่งที่กรมอุตุฯกำลังบอก ซึ่งจะเรียกว่าเป็น “วุ้นแปลภาษา” ระหว่างนักวิชาการกับประชาชนก็คงได้

โดยการเป็น “วุ้นแปลภาษา” นั้นยังมีความรับผิดชอบของสื่อมวลชนกำกับภายใต้กฎหมายและมาตรฐานวิชาชีพ มีบรรณาธิการและผู้รับผิดชอบ การจะเติมความรุนแรงให้คำพยากรณ์ตามใจเพื่อเรียกเรตติ้งนั้นก็ทำไม่ได้ เราจึงเคยมีพื้นที่ตรงกลางซึ่งข้อมูลถูกทำให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยยังรักษาสายสัมพันธ์กลับไปถึงแหล่งข้อมูลและผู้รับผิดชอบต่อการสื่อสารนั้นเอาไว้

การที่โทรทัศน์ค่อยๆ หายไปจึงไม่ได้เพียงเปลี่ยนภูมิทัศน์สื่อยุคใหม่ให้กลายเป็น SNS และ Social Media ที่ไร้การควบคุมเท่านั้น แต่ยังทำให้ “วุ้นแปลภาษา” ที่เคยทำหน้าที่อยู่ระหว่าง “ภาษาแบบกรมอุตุฯ” กับ “ภาษาคน” นั้นหายไปด้วย สิ่งที่ปรากฏต่อผู้รับสื่อก็เลยกลายเป็นเพียงทางเลือกแค่สองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือช่องทางทางการที่มีข้อมูล มีหลักวิชาการ และมีผู้รับผิดชอบแต่เปิดอ่านแล้วต้องหาคนมาช่วยอธิบายหน่อย ส่วนอีกฝั่งคือเพจที่พูดจารู้เรื่อง เห็นภาพ และบอกได้ทันทีว่าต้องทำอะไร แต่บางเพจก็ตีฟูความเสี่ยงเพื่อเรียกยอดเข้าถึง โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ ก็ได้

ข่าวพยากรณ์อากาศจริงๆ นั้นก็ยังมี เช่นเดียวกับช่องโทรทัศน์ดิจิทัลก็ยังคงออกอากาศอยู่ แต่ลองทบทวนดูว่า แม้แต่ท่านผู้อ่านรุ่นที่พอจะจำได้ว่าคุณวิทวัจน์ สุนทรวิเนตร์ สร้างชื่อมาจากการเป็นผู้อ่านข่าวพยากรณ์อากาศนั้น ท่านได้ดูข่าวพยากรณ์อากาศครั้งล่าสุดเมื่อไร? ก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่นี้ได้เปิดดูบ้างหรือไม่?

ถึงอย่างนั้น โลกก็เปลี่ยนไปและมาไกลจากจุดนั้นแล้ว และข้อติติงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนำเสนอหรือการให้ข่าวของกรมอุตุฯนั้นก็มีมูล ดังนั้น หากเหตุอุทกภัยครั้งนี้ กรมอุตุฯจะยอมรับว่าความเสียหายของประชาชนมีส่วนจากความผิดของตนและเห็นว่าควรมีภารกิจไถ่บาปบ้างแล้ว

ก็ขอให้สร้างระบบ “วุ้นแปลภาษา” ที่นำข้อมูลทางวิชาการมาอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า “ข้อมูล” ทางวิทยาศาสตร์อันเป็นวิชาการและภาษาราชการนั้น มันแปลเป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาอย่างไร และมีเรื่องอะไรที่ควรรู้เพื่อเป็นโยชน์ในการใช้ชีวิตใต้ลมฟ้าห่าฝนในบรรยากาศของโลกที่กำลังแปรปรวนอยู่เช่นนี้บ้าง