ก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่สองของน้ำท่วมกรุงเทพฯซึ่งเปรียบเหมือนเป็นศูนย์กลางจักรวาลของพี่น้องชาวไทย ดังนั้นทุกข์ของคนกรุงเทพฯก็ดูจะหนักหน่วงและชิงหน้าข่าวมากกว่าทุกข์ของพื้นที่อื่นในประเทศไทย
ที่มา “ก่อน” “หลัง” หรือ “คู่ขนาน” กับน้ำท่วมกรุงเทพฯ
ข่าวฝนตกน้ำท่วมทางเหนือไม่ค่อยได้รับความสนใจจากศูนย์กลางของประเทศจนกว่าประเด็นจะมาถึงปริมาณน้ำเหนือที่สะสมที่เขื่อนจนเขื่อนเริ่มรับไม่ได้แล้วปล่อยน้ำลงมาภาคกลางและ กทม.อย่างรวดเร็ว
ส่วนการระบายน้ำไปที่ขอบกรุงเทพฯและข้ามกรุงเทพฯก็เป็นที่สนใจน้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงตามตัวเลขฐานประชากรแล้ว กรุงเทพฯมีจำนวนประชากรน้อยลงมาหลายปี และการตั้งถิ่นฐานของประชากรในแบบเมืองขยายตัวไปจังหวัดโดยรอบที่เชื่อมต่อกับกรุงเทพฯมานานแล้ว จนจังหวัดอย่างนนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรปราการ กลายเป็นพื้นที่ (น้ำท่วม) เมืองไปเรียบร้อยแล้ว
ข่าวและประเด็นในปลายสัปดาห์แรกเหมือนกับเรื่องราวจะเริ่มเปลี่ยนประเด็นจากเรื่องของการกล่าวโทษและมองหาผู้ผิดว่าใครควรจะต้องเตือนภัยมาสู่คำถามเรื่องของการประสานงานกันในการช่วยเหลือ ระดมเครื่องสูบน้ำ
และมาจนถึงกระแสที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเรื่องของการตื่นตัวเรื่องผังเมืองของกรุงเทพมหานคร ทั้งที่ผ่านมาในอดีต และร่างใหม่ที่กำลังจะประกาศใช้ในเดือนสองเดือนนี้
ที่เข้าใจว่าจะมีการขยายเวลาในการร้องเรียนและปรับปรุงกันอีกต่อไปอีก
เหมือนเป็นการซื้อเวลาไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ได้เปลี่ยนอะไรในผังเมืองอย่างจริงจัง
การถกเถียงเรื่องผังเมืองในรอบนี้ในเบื้องต้นอาจจะดูเป็นเรื่องน่ายินดี สำหรับหลายคนที่พยายามเรียกร้องให้ผู้คนหันมาสนใจเรื่องผังเมือง เพราะมันเป็นเรื่องใกล้ตัวของเรา แต่เราไม่ค่อยสนใจกับมันสักเท่าไหร่
แต่อีกด้านหนึ่งการสนใจผังเมืองโดยอาศัยการเมืองแบบทำลายล้างกันมาเป็นจุดสนใจมันก็จะกลายเป็นเรื่องราวที่ไม่ได้พาไปไหนสักเท่าไหร่
เรื่องเตือนภัยน่าจะจบไปแล้ว ใครผิดใครถูกก็ว่ากันไป
ใครจะตรวจสอบ หรือเข้าสู่กระบวนการถอดถอนก็ให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายว่าใครมีอำนาจปลดใคร ใครควรถูกฟ้องในการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
หรือจะเป็นไปตามกระบวนการทางการเมือง หมายถึงว่าความนิยมและความชอบธรรมหมดลงไปเท่าไหร่ เข้าสู่กระบวนการอภิปรายในสภาเล็กสภาใหญ่ก็ว่าไป และหมายถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป ในแง่ลาออกก็ว่าไปตามแรงกดดัน
ส่วนเรื่องผังเมืองนั้น เอาแบบง่ายๆ นะครับ ผังเมืองมันไม่ได้ลอยจากอากาศ มันมีการจัดทำมาอย่างเป็นกระบวนการ
ซึ่งไม่ได้บอกว่าจะแก้ไม่ได้ แต่มันล่าช้าไปมากแล้วตอนนี้
เดี๋ยวพูดเรื่องกระบวนการก่อน ค่อยมาพูดเรื่องเนื้อหา
กระบวนการจัดทำผังเมืองรวมนั้นมีด้วยกันหลายขั้นตอน อธิบายแบบง่ายๆ คือ กฎหมายว่าด้วยผังเมืองมันมีสองส่วน เป็นกฎหมายว่าด้วยการจัดทำผังเมืองที่เป็น พ.ร.บ.ฉบับประเทศ ซึ่งฉบับล่าสุดก็คือ 2562
ส่วนนี้ว่าด้วยกรอบและขั้นตอนการจัดทำผังเมือง
ส่วนที่สองก็คือตัวผังเมืองเอง ซึ่งทำในนามประกาศในระดับท้องถิ่น เช่นของ กทม. เรียกว่าผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายแรก (หลักๆ มีผังเมืองรวม และผังเมืองเฉพาะ เฉพาะคือบางส่วนของพื้นที่ ผังเมืองรวมก็คือผังในเขตเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทั้งจังหวัด เว้นแต่ กทม. ที่เรามองว่าเป็นพื้นที่เมืองทั้งหมด ผังเมืองรวมเลยครอบคลุมทั้งจังหวัด)
ในส่วนกระบวนการก็มีสิบแปดขั้นคร่าวๆ
1) กรุงเทพมหานครได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการผังเมืองให้ดำเนินการวางและจัดทำผังเมืองรวม
2) จัดเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
3) วางและจัดทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร
4) คณะกรรมการที่ปรึกษาผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครให้ความเห็นต่อร่างผังเมืองรวม
5) ประชุมรับฟังความคิดเห็น การปรึกษาหารือ และการมีส่วนร่วมของประชาชน
6) ประมวลผลความคิดเห็นของประชาชนและนำมาปรับปรุงร่างผังเมืองรวม
7) คณะกรรมการที่ปรึกษาผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครให้ความเห็นต่อร่างผังเมืองรวม สถานะปัจจุบัน-ปิดประกาศ
8) กรมโยธาธิการและผังเมืองให้ความเห็นต่อร่างผังเมืองรวม
9) คณะกรรมการผังเมืองจังหวัดให้ความเห็นชอบต่อร่างผังเมืองรวม
10) ปิดประกาศ 90 วัน และให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องขอให้แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือ ยกเลิกข้อกำหนดของผังเมืองรวม
11) รวบรวมคำร้อง และจัดทำความเห็นประกอบคำร้องของผู้มีส่วนได้เสีย
12) คณะกรรมการที่ปรึกษาผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครพิจารณาคำร้องของผู้มีส่วนได้เสีย
13) คณะกรรมการผังเมืองจังหวัดพิจารณาคำร้องของผู้มีส่วนได้เสีย
14) กรมโยธาธิการและผังเมืองให้ความเห็นต่อการพิจารณาคำร้องของผู้มีส่วนได้เสีย
15) คณะกรรมการผังเมืองจังหวัดแจ้งผลการพิจารณาคำร้องให้ผู้ยื่นคำร้องทราบ
16) แก้ไขปรับปรุงร่างผังเมืองรวมตามมติคณะกรรมการผังเมืองจังหวัด
17) ออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้บังคับผังเมืองรวม
18) ประกาศข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้ใช้บังคับผังเมืองรวมในราชกิจจานุเบกษา
(อิงกับคู่มือการปฏิบัติงานสำนักงานวางผังเมือง (ฉบับปรับปรุง) 2568 (เล่มที่ 4) ในเว็บไซต์สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร (หน้า 204-230))
ในขั้นตอนต่างๆ นั้น จะมีเรื่องที่ซ่อนไว้อีกสองเรื่องนอกจากเรื่องของตัวเจ้าภาพใหญ่ คือ กทม. โดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมืองแล้ว
ยังมี “คณะกรรมการที่ปรึกษาผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร” ที่มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นประธาน และ “คณะกรรมการผังเมืองจังหวัด” ที่มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน (ส่วนจะมอบใครมาก็ว่ากันไป ล่าสุดเมื่อการประชุมเดือนเมษา ก็มอบผู้ว่าฯอุดรฯคนปัจจุบัน เมื่อสมัยท่านยังเป็นรองปลัดกระทรวงฯ ส่วนของ กทม. เพิ่งประชุมกันไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อ 1 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา)
ดังนั้นถ้าจะเอากันให้ครบแบบการเมืองสาดกันไปครับพี่น้อง ก็ต้องไปไล่ถามหรือส่งเรื่องกันใหม่หมดล่ะครับ ว่าใครอยู่ตรงไหนกันบ้างในกระบวนการเหล่านี้
เข้าใจว่าตอนนี้เราอยู่ในขั้นที่สิบ อันเป็นขั้นที่สิบที่ไม่มีที่สิ้นสุด (ขยายมาหลายรอบแล้ว) และทำท่าจะขยายไปอีก
ความท้าทายในขั้นต่อไปก็คือการพิจารณาคำร้องของประชาชนจะทำให้การแก้ไขนั้นเป็นไปได้มากเพียงใด
นี่คือกระบวนการ
ส่วนในเรื่องเนื้อหานั้น ความท้าทายมันอยู่ที่ว่าในกระบวนการจัดทำร่างผังเมืองฉบับปัจจุบันของ กทม. และของประเทศนั้นชอบมีคำว่า “หลักวิชาผังเมือง” เสมอ แต่ไม่ค่อยได้มีคำอธิบายที่ตรงกันว่าเจ้า “หลักวิชาผังเมือง” นั้นมันคืออะไร
และเอาเข้าจริงหลักวิชาผังเมืองมันมีกี่สำนักกันแน่
และเราสามารถกล่าวหาใครว่า “ผิดหลักวิชาผังเมือง” ได้หรือไม่
หรือว่าสิ่งที่มันสำคัญอีกด้านหนึ่งก็คือเราไม่ค่อยได้ยอมรับกันว่าผังเมืองนั้นมีหลายสำนัก ในแต่ละครั้งเรายอมรับว่าเราต้องการสร้างเมืองภายใต้หลักวิชาแบบไหนกันแน่
เช่นเราต้องการวางเมืองแบบผสมผสานเมืองและชนบท เราต้องการทำเมืองแบบย้อนเอาความยิ่งใหญ่แบบอารยธรรมในอดีต เราต้องการวางเมืองแบบระบบ เราต้องการวางเมืองแบบก้าวหน้า
แล้วเราจึงมาพูดเรื่องของ “เทคนิค วิธีการ” ในการวางผังเมืองกัน เช่นเราจะทำเมืองเดินได้ ทำเมืองน่าอยู่ ทำเมืองฟองน้ำ ทำเมืองอัจฉริยะ ทำเมืองกระชับ
หรือจะลงไปอีกระดับก็คือเรื่องของระดับพื้นที่ย่อยว่าความสัมพันธ์ระหว่างความกว้างของถนนกับตึกสูง หรือการเว้นพื้นที่สีเขียว และระยะร่นต่างๆ
นี่คือส่วนที่เราลงในระดับเนื้อหา
จะสังเกตว่า เอกสารส่วนใหญ่ของสำนักผังเมืองจะเน้นไปที่รายละเอียด และการตอกย้ำว่าประชาชนมีส่วนร่วม
ที่สำคัญคือระบบการออกแบบการมีส่วนร่วมในการร่างและจัดทำแผนนั้นไม่ได้เป็นระบบที่ชัดเจนว่าจะเลือกใครเข้ามาให้ความเห็นบ้าง
ถ้าเทียบกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ
ทั้งที่ผังเมืองนั้นก็คือธรรมนูญระดับท้องถิ่น
และยิ่งในกรณีที่พื้นที่มีความเปลี่ยนแปลงในการใช้ที่ดิน ก็ไม่ได้มีการเน้นย้ำถึงกระบวนการมีส่วนร่วมในส่วนนั้นอย่างชัดเจน
ประชาชนจึงถูกจินตนาการจากนักผังเมืองว่าพวกเขามีหน้าที่ร้องทุกข์ว่าถ้ามีอะไรกระทบกับพวกเขา เขาจะต้องมาร้องเอา
แต่ในความจริงมีสิ่งที่เราคาดไม่ถึงหรือไม่ได้คิดเลยตั้งแต่แรกอย่างภัยพิบัติต่างๆ รวมทั้งอุทกภัยซึ่งเป็นแก่นสาระของความเสี่ยงในกรุงเทพฯมาตลอด เราก็จะไม่ได้เห็นข้อกังวลในส่วนนี้มาก่อนในการจัดทำแผนอย่างจริงจัง
ผังน้ำและผังการใช้ที่ดินก็ไม่ได้ถูกนำมาซ้อนกันในแบบที่เข้าใจง่าย และคำอธิบาย ถ้าดูในตัวร่าง (ส่วนนี้ต่างกับคำถามว่าบึงนั้นหายไปหรือเปล่า)
และเมื่อผังในปัจจุบันต้องการเพิ่มความหนาแน่นในที่อยู่อาศัยมากขึ้นจากการแปลงสีเหลืองเป็นสีส้มในหลายเขต ความท้าทายก็คือ โครงสร้างพื้นฐานที่เปลี่ยนจากบ้านจมน้ำส่วนใหญ่ในสีเหลือง มาเป็นถูกขังในน้ำในเขตสีส้มเพราะคนเริ่มอยู่ในตึกสูงแบบคอนโดมากขึ้น แต่เมื่อน้ำท่วมก็ออกไปไหนไม่ได้ เพราะระบบระบายน้ำไม่ได้เพิ่มตามมา
สุดท้าย ความล่าช้าในการประกาศใช้ผังเมืองทั้งที่ประกาศร่างมาหลายปีตั้งแต่หลังปี 2556 ก็ทำให้นายทุนเขาคาดการณ์และซื้อที่ดินรอมาตลอดอยู่แล้วครับผม เพราะเราไม่เคยเห็นการย้อนกลับของความหนาแน่นของเมืองมาก่อน

