บทเรียนรู้และข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์หลังน้ำท่วมใหญ่: จากวิกฤตสู่นโยบายการจัดการที่ยั่งยืน
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เดือนกันยายนต่อตุลาคม 2569 เป็นบทเรียนครั้งสำคัญของสังคมไทย ซึ่งไม่เพียงสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนในระบบจัดการภัยภิบัติที่ดำเนินการอยู่ การถอดบทเรียนหลังน้ำลดจึงไม่ใช่เพียงการทำความสะอาดพื้นที่แล้วจบไป แต่คือการทบทวน สรุปปัญหา และวางแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ความสูญเสียต้องซ้ำรอยเดิม
จากการถอดบทเรียนของผู้เขียน(ซึ่งคงไม่ครบถ้วนและควรนำมาใช้ถกเถียงกันต่อไป) สามารถสรุปประเด็นสำคัญและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายได้ ดังนี้
สังคมมัวมุ่งแต่เอาความสะใจและหาคนผิดเพื่อประณาม
เชื่อว่าทุกคนคงได้ติดตามข่าวน้ำท่วมผ่านจากทั้งสื่อทางการและสื่อสังคมออนไลน์ แล้วเห็นแต่คำบริภาษ คำด่าทอ คำตำหนิ คำประณาม รวมทั้งใช้อคติส่วนตนทั้งชอบและไม่ชอบ ในการที่จะบอกว่าใครผิดใครถูก ซึ่งทั้งหมดนี้ให้ได้แต่ความสะใจ แต่ไม่ได้ช่วยให้เหตุการณ์ดีขึ้น

สังคมรู้แล้วว่ามีน้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่มีแค่กรุงเทพมหานครแต่มีในอีกหลายจังหวัด แต่ไม่รู้ว่าสาเหตุจริงแบบลงลึกเกิดจากอะไร และจะแก้ได้อย่างไร เราไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเพื่อที่จะใช้ความรู้นั้นมาแก้ปัญหาในอนาคต เราจึงไม่ควรมัวแต่เน้นหาคนผิดอย่างเดียว แต่ต้องเน้นหาเหตุผลและทางออกมากกว่า รวมทั้งต้องช่วยกันสร้างสังคมที่มีเหตุผลและใช้ข้อมูลขัอเท็จจริงในการวิเคราะห์มากกว่านี้ และนั่นเป็นสิ่งที่จะพูดต่อไปในบทความนี้

ความเข้าใจพื้นฐานเรื่องแก้มลิง
ขอยกประเด็นแก้มลิงเป็นตัวอย่างของปัญหาความเข้าใจ เพราะหากความเข้าใจนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงหรือหลักการทางวิทยาศาสตร์ ทางออกที่คิดได้ก็อาจจะไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง
เรื่องแรกคือความเข้าใจที่ถูกต้องของประโยชน์ของแก้มลิง แก้มลิงนั้นมีประโยชน์แน่เพราะเป็นที่กักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาและหน่วงน้ำนั้นไว้ก่อน ไม่ให้ไหลไปท่วมบ้านเรือน ถนน คูคลอง และในช่วงเวลานั้นหน่วยงานราชการรวมทั้งเอกชนและชุมชนก็สามารถใช้ระบบระบายน้ำซึ่งรวมทั้งท่อรวบรวมและเครื่องสูบ สูบน้ำออกไปจากพื้นที่ ทำให้ไม่เกิดภาวะน้ำท่วม
ประโยชน์ที่ว่านั้นจะมีได้ก็ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย ข้อแรก : แก้มลิงนั้นต้องอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้น้ำฝนที่ไหล่บ่าหรือนองอยู่บนพื้นดินหรือถนน สามารถไหลมาที่แก้มลิงได้ และต้องมีทางให้ไหลหรือสูบออกต่อไปสู่ระบบระบายน้ำของเมืองได้ มิฉะนั้นแก้มลิงนี้ก็ไม่สามารถใช้การได้ตามประสงค์ นี่เป็นข้อจำกัดทางกายภาพที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น
ข้อสอง : เป็นเรื่องของขนาดแก้มลิง แก้มลิงนั้นจะมีประโยชน์ถ้าปริมาณฝนที่ตกลงมาแล้วรวมกันเป็นปริมาณน้ำมากขนาดหนึ่ง ก่อนไหลลงไปกักเก็บหรือถูกหน่วงไว้ในแก้มลิง ก่อนที่จะถูกสูบออกไป แต่ถ้าฝนตกในปริมาณที่มากเกิน ซึ่งเป็นไปได้อย่างมากทางธรรมชาติที่จะเกิดกรณีเช่นนี้ การสูบออกก็จะไม่ทันกับปริมาณน้ำมากขนาดนั้น น้ำก็จะล้นเท้อออกจากแก้มลิงและพื้นที่บริเวณนั้นก็ยังต้องท่วมเป็นธรรมดา

และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในภาวะน้ำท่วมที่เพิ่งผ่านมาครั้งนีั
ทำไมไม่ทำแก้มลิงใหญ่ๆ และท่อกับเครื่องสูบใหญ่ๆ น้ำจะได้ไม่ท่วม
ถามว่า สมมุติถ้าเดิมออกแบบก่อสร้างระบบระบายน้ำไว้ที่ฝนขนาด 100 มม. แล้วระบบสู้ไม่ได้ เกิดน้ำท่วม เกิดความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม แล้วทำไมไม่ทำให้ใหญ่ๆ มากไปเลย จนสู้ฝนขนาดมหึมาในอนาคตให้ได้ เช่น 500 มม.- 750 มม.
คำตอบคือทำได้ทางวิศวกรรม แต่ทำไม่ได้ด้วยเหตุผลทางการเงินที่จะแพงมาก และการไม่ยินยอมของประชาชนที่จะถูกเวนคืนเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ขนาดนั้น
กล่าวคือ แก้มลิงช่วยบรรเทาได้ แต่ไม่ใช่คำตอบเบ็ดเสร็จที่เมื่อมีแล้ว ปัญหาจะหมดไปอย่างสิันเชิง

บทเรียนและยุทธศาสตร์แก้มลิงคู้บอน กับ ประสิทธิภาพหน่วยงานรัฐ
ขอยกแก้มลิงเป็นตัวอย่างอีกครั้งหนึ่ง ถ้าทุกคนที่ติดตามข่าวอย่างไม่มีอคติ จะเห็นได้ว่าโครงการแก้มลิงคู้บอนมีปัญหาที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ก็เกิดขึ้น กล่าวคือ เริ่มตั้งแต่ปี….
2554 มหาอุทกภัย น้ำท่วมใหญ่ที่กทม.
2556 ปรับปรุงผังเมืองรวม ของ กทม. มีแก้มลิงทางตะวันออก 3 แห่ง คู้บอนเป็นหนึ่งในนั้น
2560 – ต้น 2565 มีประชาพิจารณ์ และจัดทำ”ร่าง”พระราชกฤษฎีกา เวนคืนที่ดิน ราคาประเมินการเวนคืนและจัดการที่ดิน ประมาณ 324 ล้านบาท
หมายเหตุ : ระหว่าง 6 ปีนั้น มีการพัฒนาที่ดินโดยชาวบ้านและธุรกิจเอกชน ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น
2566 กทม.ได้มีการทบทวนโครงการ ปรากฏว่า กทม.แจ้งว่างบโครงการเพิ่มขึ้นไปถึง 11,000 ล้านบาท
2567 กทม.ยกเลิกโครงการ เพราะไม่คุ้มทุน ขณะที่มีทางเลือกอื่นที่ถูกกว่า
2569 กทม.นำ”ร่าง”ผังเมืองรวม ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ออกรับฟังความคิดเห็นประชาชน ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 ในร่างนั้น ได้ตัดแก้มลิงคู้บอนออก ขณะนี้ มีกลุ่มคนที่รณรงค์ให้ไม่รับร่างฯนี้และขอทวงคืนแก้มลิง จึงยังไม่รู้ว่าจะลงเอยออกมาในรูปแบบใด

สิ่งที่ต้องถกกันต่อคือถ้ายังคงแก้มลิงไว้ดังเดิม แล้วค่าใช้จ่ายในการเวนคืนที่ต้องสูงขึ้นจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปแล้วนั้นใครจะรับผิดชอบ ซึ่งผู้เขียนจะเสนอข้อคิดเห็นเป็นเรื่องภาษีน้ำท่วม ในลำดับต่อไป
ผู้เขียนไม่ต้องการชี้นิ้วว่าความผิดอยู่ที่ใคร แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า จากปี 2556 ถึงปี 2569 ซึ่งนานมาก ถึง 14 ปีนั้น ไม่มีความพยายามมากพอจากหลายหน่วยงาน ที่จะปิดโครงการแก้มลิงนี้ให้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ อาจจะเนื่องมาจากขั้นตอนและกระบวนการทำงานที่ไม่ทันเหตุกาลของระบบราชการเป็นหลัก
✓ เวลาที่หายไปนั้นถ้าคิดเป็นมูลค่าทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจะเป็นตัวเลขมหาศาลทีเดียว
✓ นี่จึงเป็นบทเรียนใหญ่ที่หน่วยราชการต้องเรียนรู้ และต้องทำนโยบายรวมทั้งยุทธศาสตร์ ที่จะไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก
✓ สิ่งที่ภาครัฐทำได้ก่อนที่จะเกิดน้ำท่วมครั้งต่อไป คือต้องปรับปรุงกฎหมายและนโยบายการเวนคืนที่ดิน ตลอดจนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในภาวะวิกฤต ให้มีความยืดหยุ่น รวดเร็ว และเป็นธรรม เพื่อให้การจัดการพื้นที่รับน้ำเกิดขึ้นได้จริงและทันการณ์ตามแผน
การจัดการน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภคในภาวะวิกฤตน้ำท่วม
ปัญหาใหญ่ในช่วงน้ำท่วม คือ ชาวบ้านขาดไฟฟ้ายังพอถูไถไปได้ แต่หากขาดน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาดชาวบ้านอยู่ไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมของตนเองในช่วงที่ยังไม่มีน้ำท่วมครั้งใหม่ จัดให้มีระบบประปาเคลื่อนที่ (mobile water treatment units) ไปจอดใกล้บริเวณน้ำท่วมที่ชาวบ้านสามารถมาถึงได้ และใช้น้ำท่วมที่มีอยู่รอบตัวนั้นมาเป็นแหล่งน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาที่ได้มาตรฐาน เพื่อแจกจ่ายให้แก่ชุมชนที่เอาภาชนะมารองรับ ได้อย่างทันท่วงที
เทคโนโลยีการผลิตนัำสะอาดแบบทันทีนี้มีอยู่แล้ว ตั้งแต่การใส่สารเคมีให้ตกตะกอนเป็นน้ำใส การกรองทรายปกติ การกรองขั้นสูงโดยใช้เยื่อเม็มเบรน แม้กระทั่งการกรองเอาแร่ธาตุและเชื้อโรคออก ไปจนถึงการใช้คลอรีนหรือโอโซนหรือแสงยูวีฆ่าเชื้อโรคอีกชั้นหนึ่ง
รัฐอาจขอความร่วมมือจากเอกชนผู้ผลิตเครื่องกรองน้ำ และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ มาเป็นเครือข่ายในการแก้ปัญหานี้ร่วมกันก็ยิ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดี
อนึ่ง วิธีนี้นอกจากสามารถช่วยชาวบ้านได้จริงและตรงความต้องการแล้ว ยังสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกที่เกิดจากการเอาน้ำขวดไปแจกได้ด้วย
การเตือนภัยแบบ IBF ที่เน้นพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ
การแจ้งเตือนภัยแบบเดิมที่บอกเพียงโอกาสฝนตกในพื้นที่ในสามวันข้างหน้า(เป็นกี่เปอร์เซ็นต์)และปริมาณน้ำฝน(กี่มิลลิเมตร)หรือระดับน้ำ(กี่เซนติเมตร)ในพื้นที่หลายตารางกิโลเมตร ไม่เพียงพอต่อการเตรียมพร้อมของประชาชน เพราะบางพื้นที่อาจไม่มีปัญหาอะไรเลยหากมีระบบป้องกันไว้ดี ในขณะที่บางพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่มต่ำอาจจะเสี่ยงต่อการท่วมมากก็ได้
หน่วยราชการต้องเปลี่ยนระบบจากการให้ข้อมูลดิบแบบเดิม มาเป็นระบบที่เรียกว่า Impact Based Forecasting, IBF หรือการพยากรณ์แบบอิงผลกระทบ (เครดิต : วัฒนา บัวแก้ว) ที่นอกจากข้อมูลพื้นฐานข้างต้นแล้ว ยังต้องรวมถึงข้อมูล ก) พื้นที่ที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบแน่ๆ เช่น มีคนอยู่เท่าไหร่ มีโรงพยาบาล โรงเรียน พื้นที่เกษตรกรรม และถนนสายหลักหรือไม่ รวมทั้ง ข) ความเปราะบางของพื้นที่นั้น เช่น มีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงมากน้อยเพียงใด อยู่ที่ใดบ้าง ระบบระบายน้ำที่มีอยู่นั้นรับมือได้มากน้อยแค่ไหน และเสี่ยงต่อภาวะดินถล่มหรือน้ำท่วมซ้ำซากหรือไม่ เป็นต้น
IBF มุ่งเน้นที่การแจ้งผลกระทบต่อชีวิตและการเดินทางของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ฝนตกหนักระดับ 150 มม.ในพื้นที่เขตพระโขนงนี้จะทำให้น้ำล้นตลิ่งสูงถึงระดับหัวเข่า และท่วมถนนสายหลักในพื้นที่เขต รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ในช่วงเวลาบ่ายสามโมงวันนีัถึงตีห้าของวันมะรืน การเตือนภัยแบบ IBF นี้จะทำให้ประชาชนรู้ทันทีว่าต้องย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงหรือหลีกเลี่ยงเส้นทางใด หรือไม่
IBF จึงไม่ใช่เพียงเทคนิคทางวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรม แต่ต้องประสานรวมกับศาสตร์ทางสังคมและพฤติกรรม ตลอดจนการสื่อสารหรือนิเทศศาสตร์
กำแพงที่สูงที่สุดที่ขวางการนำ IBF มาใช้ (แต่ต้องก้าวข้ามให้ได้) คือ ความร่วมมือข้ามสายงานของต่างหน่วยราชการ ทว่า เมื่อมาถึงชั่วโมงนี้ เชื่อได้ว่าหน่วยราชการได้เรียนรู้บทเรียนที่ผิดพลาดไปและน่าจะมีความตั้งใจที่จะบูรณาการกันเพื่อทำ IBF ให้เกิดขึ้นให้ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อประโยชน์ทั้งของประชาชนและของหน่วยงานเอง
การพยากรณ์แบบ IBF มีประโยชน์อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ สามารถนำข้อมูลการแจ้งเตือนจาก IBF นี้ไปใช้ในการวางแผนกู้ภัยแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และมูลนิธิกู้ภัยต่างๆ ได้อย่างถูกต้องตรงจุด ซึ่งจะพูดถึงในหัวข้อถัดไป

การจัดการกู้ภัย ระบบการสื่อสาร และอปท.
ในช่วงวิกฤตน้ำท่วม การกู้ภัยและกระจายอาหาร น้ำ ยารักษาโรค และสิ่งจำเป็นอื่นๆ จำเป็นต้องทำอย่างมีระบบ ผู้เขียนขอเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เข้าถึงและเข้าใจบริบทของพื้นที่รวมทั้งชาวบ้านดีที่สุด ทำหน้าที่เป็นแม่งานหลักในการปฏิบัติการลงพื้นที่ แบบ single command โดยมีรัฐบาลส่วนกลางเป็นผู้สนับสนุนทั้งด้านข้อมูล งบประมาณ และกำลังคนในส่วนที่จำเป็น
โดยมีมาตรการการปฏิบัติมาตรฐานที่มหาดไทยต้องรับผิดชอบเป็นผู้จัดทำขึ้นไว้ล่วงหน้า ยกตัวอย่าง เช่น อปท. ต้องจัดเตรียมช่องทางการติดต่อที่ชัดเจน เช่น สายด่วน โทรศัพท์ และบัญชี LINE Official พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ช่องทางเหล่านี้ให้เด่นชัด ทันที และเข้าถึงง่าย เพื่อให้ประชาชนใช้แจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมถึงอาสาสมัครจากภายนอกที่ประสงค์จะเข้ามาช่วยเหลือ จะได้ใช้เป็นจุดประสานงาน เพื่อความสอดคล้องและราบรื่นของการทำงานร่วมกัน เช่น ใคร ผู้ใด หน่วยงานไหน ลงพื้นที่ใด ด้วยภารกิจอะไร
การปฏิรูประบบสื่อสารภาครัฐในภาวะวิกฤต (Crisis Communication)
การสื่อสารที่ผ่านมามีความเป็นทางการและใช้ภาษาวิชาการมากเกินไป จนประชาชนไม่เข้าใจ ทำให้ประชาชนต้องหันไปพึ่งพาข้อมูลจากอินฟลูเอ็นเซอร์หรือสื่อโซเชียลที่อาจขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง นำไปสู่ความสับสนและความยากลำบากในการจัดการ รวมทั้งความหมดหวังที่ทำให้หดหู่และโกรธแค้น
ภาครัฐจึงต้องเรียนรู้และใช้ช่วงเวลาหลังน้ำท่วมนี้ จัดทำเกณฑ์แนะนำ (guideline ) ขึ้นมา รวมทั้งจัดอบรมและพัฒนาทักษะการสื่อสารในภาวะวิกฤตให้กับบุคลากร ตลอดจนสร้างช่องทางสื่อสารที่เข้าใจง่าย กระชับ ตรงประเด็น และเข้าถึงประชาชนทุกระดับอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาข้อมูลบิดเบือนในอนาคต
การจัดการขยะแบบครบวงจร ก่อน ระหว่าง และหลังน้ำท่วม
กระทรวงมหาดไทยอีกเช่นกันที่ต้องขอความอนุเคราะห์จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาร่วมกันจัดทำแผนการจัดการขยะ ตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังภาวะน้ำท่วม
- ก่อนน้ำท่วม:ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก และในห้วงเวลาที่มีการเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)ว่าอุทุกภัยกำลังจะมาเยือน อปท.ต้องเร่งขนย้ายและกำจัดขยะออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ขยะอุดตันทางน้ำหรือลอยกระจาย รวมทั้งไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพเมื่อเกิดน้ำท่วมขังและน้ำเน่าเหม็นขึ้น
- ระหว่างนี้ ก่อนน้ำท่วม ให้จัดหารถบรรทุก เรือ และอุปกรณ์อื่นในการเก็บกวาดขยะจากน้ำให้ได้มากพอ
- หากต้องใช้งบพิเศษเพื่อจ้างเหมาเอกชนเป็นการเฉพาะกิจ ก็ต้องทำ
- ระหว่างน้ำท่วม: ระดมกำลังทุกภาคส่วน รวมทั้งจิตอาสา ใช้รถ เรือ และอุปกรณ์เหล่านั้น ออกเก็บรวบรวมขยะที่เกิดอยู่เดิมและหลงเหลืออยู่ในชุมชนรวมทั้งขยะจากการนำส่งสิ่งของเข้าไปช่วยเหลือ และขยะอุปโภคบริโภค ในจุดรับส่งสิ่งของนั้นๆ
- หลังน้ำท่วม:เตรียมแผนรองรับการจัดเก็บและกำจัดขยะชิ้นใหญ่ ขยะอินทรีย์ และขยะติดเชื้ออย่างเป็นระบบ และออกปฏิบัติการจริง โดยมุ่งหวังให้เกิดการเอาขยะเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์แบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ดังที่จะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป
จาก Big Cleaning Day สู่ Big Recycle Day & Big Reuse Day
ในอดีตที่ผ่านมา การจัดการขยะหลังน้ำท่วม ทั้งอปท.และเขตปกครองพิเศษอื่นมักมุ่งเน้นเพียง Big Cleaning Day ซึ่งเน้นเพียงการกวาดและเก็บขยะออกไปทิ้งภายนอกชุมชน และการล้างถนน
ภาครัฐควรใช้โอกาสนึัปรับเปลี่ยนความคิดให้ทันโลก และยกระดับจาก Big Cleaning Day เป็น Big Recycle Day หรือ Big Reuse Day โดยสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนและกลุ่มรีไซเคิลที่มีความเชี่ยวชาญ ตั้งแต่เนิ่นๆเพื่อคัดแยกสิ่งของ เฟอร์นิเจอร์ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือวัสดุก่อสร้างที่ยังสามารถนำกลับมาซ่อมแซม รีไซเคิล หรือใช้ใหม่ได้ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งลดภาระงบประมาณในการกำจัดได้อย่างมหาศาล
แต่เหนืออื่นใด อปท.ต้องคิดและวางแผนตั้งแต่บัดนีั ว่า เมื่อมีเหตุการณ์น้ำท่วมขึ้นอีก จะรวบรวมขยะมากองรวมกันไว้ที่ใด มิให้รบกวนชุมชน มิใช่ทำแบบที่ทำกันอยู่ขณะนี้ คือ หาที่ใดก็ได้ ให้ใช้ไปก่อน
นอกจากนี้ ต้องคิดล่วงหน้าไปถึงแม้กระทั่งจะแบ่งโซนการกองขยะของขยะแต่ละประเภทอย่างไร เพื่อความสะดวกในการคัดแยกขยะที่จะนำไปใช้ใหม่หรือใช้ซ้ำได้ ทั้งนี้ ต้องพยายามแยกขยะสด ขยะอินทรีย์ที่เน่าเหม็นได้ ออกไปต่างหาก ยิ่งถ้าสามารถเก็บรวบรวมโดยแยกออกตั้งแต่ต้นทาง และนำไปทิ้งนอกเมืองก่อน ก็จะยิ่งจัดการได้ง่ายขึ้น เพราะจะไม่มีเสียงบ่นหรือร้องเรียนจากชุมชนใกล้เคียง
การจัดการระบบสุขาภิบาลฉุกเฉินในพื้นที่ถูกตัดขาด
ระบบขับถ่ายเป็นปัญหาใหญ่มากอีกปัญหาหนึ่งในพื้นที่น้ำท่วมสูงและประชาชนออกจากพื้นที่ไม่ได้ แม้ประชาชนอาจจะสามารถค้นหาและเรียนรู้วิธีการจัดหาอุปกรณ์ฉุกเฉิน (เช่น ถัง ถุงดำ เชือกมัด น้ำยาฆ่าเชื้อ) จากอินเตอร์เน็ต แต่เมื่อเกิดน้ำท่วมจริงกลับไม่สามารถออกไปหาซื้ออุปกรณ์เหล่านั้นได้
ทางออกคือ รัฐต้องจัดหาและเตรียมการใช้ โดรน (drone) หรือเฮลิคอปเตอร์ทหาร นำชุดอุปกรณ์สุขาภิบาลฉุกเฉิน (emergency sanitation kits) ใส่ถุงกันน้ำ แล้วบินไปโปรยหรือหย่อนลงในชุมชนที่ถูกตัดขาด พร้อมแนบคู่มือการใช้งานที่มีภาพประกอบที่อ่านง่าย เข้าใจได้ทันที และนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง
การจัดทำแผนที่ทุนชุมชนและเครือข่ายภาคประชาชน (Community Capital & Network)
ผู้เขียนขอเสนอด้วยว่า นอกจากระบบของภาครัฐแล้ว ชุมชนคือผู้ที่เผชิญเหตุเป็นกลุ่มแรก รัฐควรส่งเสริมให้มีการทำแผนที่ทรัพยากรชุมชน (เช่น เรือในชุมชน เครื่องสูบน้ำที่มีอยู่ จุดประกอบอาหารกลางวันที่เป็นได้) และจัดตั้งศูนย์ประสานงานภาคประชาชนประจำชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถยีดหยุ่นและฟื้นตัวรวมทั้งช่วยเหลือตนเองได้ในระดับแรก (community resilience) ก่อนที่ความช่วยเหลือจากภายนอกจะเข้าไปถึง
การจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูอาชีพและเยียวยาเชิงรุก (Proactive Economic Rehabilitation Fund)
การจ่ายเงินชดเชยน้ำท่วมแบบเหมาจ่ายมักไม่เพียงพอต่อการตั้งหลักใหม่ รัฐควรออกแบบนโยบายฟื้นฟูหลังน้ำลดที่มุ่งเน้นการสร้างอาชีพ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (soft loan) สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย และการพักชำระหนี้ชั่วคราว เพื่อให้เศรษฐกิจในระดับฐานรากสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและไม่เกิดปัญหาหนี้สินเรื้อรัง
ภาษีน้ำท่วม ไม่ใช่เรื่องใหม่
ประเด็นนี้ได้มีการถกเถียงกันมาแล้วหลายสิบปี มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราเอาความจริงมาวางไว้ตรงหน้าบนโต๊ะเราจะเห็นได้เลยว่าค่าใช้จ่าย ค่าดำเนินการ ค่าซ่อมแซมบำรุงอุปกรณ์ต่างๆ เป็นจำนวนเงินมหาศาล หากเราใช้งบประมาณที่ได้มาจากภาษีส่วนใหญ่มาลงที่การป้องกันน้ำท่วม เราก็จะไม่เหลือเม็ดเงินไปพัฒนาในส่วนอื่นๆ
เราจึงต้องมาคุยกันและตกลงกันให้ได้ว่าเราจะจ่ายภาษีน้ำท่วมนีัหรือไม่ ส่วนอัตราการจ่ายภาษีนั้นจะขึ้นอยู่กับมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ ขนาดที่ดิน ที่ดินนั้นๆอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ ◌ืความสามารถในการจ่าย ขอขอ ความยินดีในการจ่าย หรือประเด็นอื่นๆ นั่นก็ต้องมาคุยกันให้ตกผลึก เพื่อเดินหน้ากันต่อไป
ปัญหาหรืออุปสรรคที่เห็นได้ง่ายและชัดเจน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คือนักการเมืองไม่กล้าทำ ไม่ยอมทำ เพราะกลัวเสียคะแนนเสียง
แต่ถ้าเรายังยอมให้เป็นอย่างนั้นต่อไป ภาวะน้ำท่วมก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งและอีกครั้ง ตลอดไป
เทคนิคพิจารณ์ (Technical Hearing) และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เพื่อผลักดันสู่ระดับนโยบาย
หลังจากเหตุการณ์สงบลง ผู้เขียนขอเสนอให้ภาครัฐและรัฐบาลจัดเวทีเทคนิคพิจารณ์ (technical hearing) โดยระดมผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องโดยตรง มาร่วมรับฟังและวิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขจริงที่ได้เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตนั้น

วิธีที่ดีที่สุด คือ ใช้การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) และหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ที่ครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เป็นฐานในการคิดวิเคราะห์และหาข้อสรุป
เป้าหมายของยุทศาสตร์นี้ คือ การย่อยข้อมูลและผลการวิเคราะห์ให้อยู่ในรูปสารสนเทศ (information) ที่เข้าใจง่าย นำมาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ (action plan) ที่ระบุชัดเจนว่า ต้องทำอะไร อย่างไร และเมื่อไร จากนั้นเสนอต่อผู้บริหารนโยบายระดับสูงเพื่อกำหนดเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างถาวรต่อไป
บทสรุป
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่เป็นทั้งบททดสอบและความท้าทาย การแปรเปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นบทเรียนรู้ และนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเชิงนโยบายอย่างจริงจังผ่านการบูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี การสื่อสาร และกระบวนการการมีส่วนร่วม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถสร้างภูมิคุ้มกันและพร้อมรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

