หน้าแรก บทความ วิเคราะห์มูลค...

วิเคราะห์มูลค่าทางเศรษฐกิจตลอดวงจรชีวิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์: บทเรียนจากญี่ปุ่นสู่ยุทธศาสตร์ของไทย

10.10.26 | 19:18 น.

วิเคราะห์มูลค่าทางเศรษฐกิจตลอดวงจรชีวิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์: บทเรียนจากญี่ปุ่นสู่ยุทธศาสตร์ของไทย


การประเมินความคุ้มค่าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติด้านต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย (บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง) หรือเม็ดเงินลงทุนตั้งต้นในการก่อสร้าง ทว่ายังครอบคลุมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับมหภาคที่เกิดขึ้นตลอดวงจรชีวิตของโครงการ

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ขอนำเสนอข้อมูลวิเคราะห์จากสมาคมอุตสาหกรรมนิวเคลียร์แห่งญี่ปุ่น (Japan Atomic Industrial Forum: JAIF) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 1,200 เมกะวัตต์ (MWe) จำนวน 1 โรง สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมได้สูงถึง 4.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 2.72 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.12 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่ระยะการก่อสร้าง การเดินเครื่อง ไปจนถึงกระบวนการปลดระวางเมื่อหมดอายุการใช้งาน

มูลค่าระดับแสนล้านบาทนี้เป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจสะสมและผลต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น มิใช่เพียงมูลค่าการก่อสร้าง โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่

Advertisement

• การจ้างงาน: ในช่วงของการก่อสร้างโครงการ สามารถก่อให้เกิดการสร้างงานใหม่และหมุนเวียนแรงงานได้ประมาณ 14,000 อัตราต่อปี

• การยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ: ญี่ปุ่นมีสัดส่วนการจัดซื้ออุปกรณ์และชิ้นส่วนสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากผู้ผลิตภายในประเทศมากกว่าร้อยละ 90 ซึ่งช่วยเชื่อมโยงโครงการขนาดใหญ่เข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

• ความมั่นคงด้านพลังงาน: ปริมาณเชื้อเพลิงนิวเคลียร์สำรองที่ญี่ปุ่นบริหารจัดการอยู่ สามารถรองรับการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องเทียบเท่าระยะเวลา 2.9 ปี

• ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: กระบวนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) โดยตรง สอดรับกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก

ทั้งนี้ ข้อมูลผลประเมินมูลค่า 9.12 แสนล้านบาทดังกล่าวเป็นบริบทของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงเป็นตัวเลขตรงสำหรับประเทศไทยได้ เนื่องจากผลประโยชน์ที่แท้จริงจะแปรผันตามโครงสร้างอุตสาหกรรม สัดส่วนการจัดซื้อในประเทศ ต้นทุนการดำเนินงานโครงการ และทิศทางนโยบายพลังงานของแต่ละประเทศ

สำหรับประเทศไทย หากในอนาคตมีความตกลงเชิงนโยบายในการเดินหน้าพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือการนำเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) มาใช้ การเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมถือเป็นวาระสำคัญสูงสุด เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย แทนการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากต่างประเทศทั้งหมด โดยไทยจำเป็นต้องยกระดับขีดความสามารถในมิติต่างๆ ดังนี้

1. การพัฒนาศักยภาพการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง
2. การเตรียมความพร้อมด้านงานก่อสร้างและวิศวกรรมเฉพาะทาง
3. การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการบำรุงรักษาและการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า
4. การสร้างและสนับสนุนผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระดับประเทศ
5. การเร่งผลิตและพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์และรังสี

โจทย์สำคัญของประเทศไทยในการพิจารณาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ จึงมิได้หยุดอยู่เพียงคำถามที่ว่า พลังงานชนิดนี้จะผลิตไฟฟ้าได้ในราคาเท่าไร

แต่คือการวางแผนยุทธศาสตร์ว่า ประเทศไทยจะสามารถใช้โอกาสจากเทคโนโลยีนี้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมขั้นสูงในประเทศ ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลความปลอดภัยระดับสากลได้อย่างไร