หน้าแรก บทความ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘บันเทิงธิปไตย’ กับ ‘เทศกาลลงแขก’ เลือกตั้งประกันสังคม

13.10.26 | 13:40 น.
คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘บันเทิงธิปไตย’กับ‘เทศกาลลงแขก’

คงไม่ต้องสงสัยว่า ข้อติติงเรื่อง “บันเทิงธิปไตย” ของ อาจารย์ป๊อก ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล หนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่อันเป็นต้นกำเนิด “พรรคส้ม” ในปัจจุบันนั้นสร้างความกระอักกระอ่วนให้ทั้งคนในพรรคและกองหนุนและผู้เอาใจช่วยอย่างไร


ความกระอักกระอ่วนนั้นเพราะข้อติติงนี้ประกอบด้วยปัจจัยหลักสำคัญสองประการ ประการแรกคือ ผู้วิพากษ์วิจารณ์นั้นแตกต่างจากคนอื่นที่เคยออกมาติติงแล้วก็ถูกตั้งคำถามถึงเจตนาแอบแฝงว่า เป็นการติติงเพื่อหวังทำลาย แม้จะออกตัวว่าเคยเป็นผู้สนับสนุนก็ถูกทวงถามผลงานหรือถูกตั้งแง่ว่าเป็น “ส้มปลอม” เป็นแดงแฝงมาด่า(เชื่อเถอะ ผมเคยโดนมาแล้ว)

แต่ข้อกีดกันนี้นำมาใช้ปัดความเห็นของ อ.ป๊อก ที่เป็น “ส้มแท้” มาแต่ดั้งเดิม (หรือถ้าอย่างภาษาเจนซีตอนนี้ต้องเรียก “ส้มเนทีฟ”) ไปด้วยวิธีดังกล่าวได้

ยิ่งกว่านั้น ในฐานะของผู้ร่วมก่อตั้ง ข้อติติงนี้จึงมีน้ำหนักมากขึ้นในฐานะของผู้บุกเบิกรุ่นแรก ผู้ตั้งหางเสือใบเรือของนาวาสีส้มลำแรก แต่กำลังเห็นว่าพรรคที่ตัวเองช่วยกันบุกเบิกไว้กำลังจะเดินผิดทิศหลงทางไป

Advertisement

ส่งผลให้เมื่อโยนข้อวิพากษ์ดังกล่าวมาแล้ว นับว่าระดับบุคคลสำคัญในพรรคหรือผู้สนับสนุนเบอร์ใหญ่ต่างก็ต้อง “แกล้งตาย” หรืออ้อมแอ้มภาคเสธไปก่อน ยังไม่มีใครโต้แย้งหรือโจมตีด้วยท่าทีอะไรรุนแรง

แม้แต่ตัวผู้ที่รู้ว่าเป็น “เป้าหมาย” ที่ถูกยกขึ้นกล่าวโดยไม่เอ่ยนาม ซึ่งปกติจะมีปฏิกิริยาตอบสนองความเห็นที่กระทบต่ออัตตาของตัวเองอย่างรวดเร็ว ก็บำเพ็ญสุญญตาธรรมในเรื่องนี้ (แต่ไม่นับเรื่องที่ผู้ช่วยของเธอออกมาระบายอารมณ์ต่อว่าผู้พูดอย่างหยาบคายรุนแรง)

จนกระทั่งเมื่อมีการหยิบเอาคำ “บันเทิงธิปไตย” ไปใช้ทิ่มแทงพรรคส้มโดยฝ่ายตรงข้ามนั่นแหละ จึงจะเริ่มมีการออกมาชี้โทษอาจารย์ป๊อกในทำนองที่ว่า เจตนาอาจจะดี แต่วิธีการแย่ เป็นการยื่นดาบให้ฝ่ายตรงข้ามนำมาใช้ฟาดฟันใส่ทางพรรคตัวเองโดยไม่ระมัดระวัง

เหตุชวนกระอักกระอ่วนประการที่สอง คือ สิ่งที่ผู้พูดได้กล่าวไว้นั้นมันมีส่วนถูกอย่างที่เถียงได้ยาก สังเกตจากที่คนที่ออกมา “โต้” นั้น แทบไม่มีใครที่ออกมาโต้แย้งในประเด็นเลยว่า ที่อาจารย์ปิยบุตรกล่าวมานั้นไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อน แต่การโต้แย้งนั้นดังได้กล่าวไป คือออกแนว “ภาคเสธ” คือการยอมรับว่า ที่ผ่านมา แม้จะมีคำชี้แจงว่าเรื่องที่ถูกมองเป็นดราม่ามีสาระของการตรวจสอบอยู่เบื้องหลัง แต่ข้อกังวลเรื่องกระแสรายวันกลบงานเชิงโครงสร้าง และความนิยมส่วนบุคคลครอบงำทิศทางพรรค แต่คนทำงานก็ทำด้วยความจริงจัง มีสาระอยู่เบื้องหลัง และต้องเสี่ยงทั้งคดีความและอนาคตทางการเมือง จะกล่าวว่าเป็นเพียงการแสดงเพื่อความบันเทิงก็คงไม่เป็นธรรม กับอีกข้อหา คือการกระทำของอาจารย์ปิยบุตรนั้นไม่ต่างจากเป็นการ “ยื่นดาบ” ให้ฝ่ายตรงข้าม เมื่อฝ่ายรัฐบาลหยิบคำนี้ไปแขวนป้ายการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจารย์ป๊อกประดิษฐ์วาทกรรมมาเชือดเฉือนฝ่ายเดียวกันโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา

แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้เต็มปากเต็มคำว่า พรรคส้มกำลังเน้นหนักไปในเกมการเมืองแบบกระแสรายวันแบบจุกจิกล้นเกิน ส.ส.เน้นบทบาทจอมแฉจนขาดข้อเสนอเปลี่ยนโครงสร้าง ซึ่งเป็นหัวใจของข้อวิพากษ์ว่าพรรคส้มกำลังหลงอยู่ในแนวทาง “บันเทิงธิปไตย”

ประกอบกับบุคคล “ผู้สนับสนุน” พรรค ที่มีชื่อเสียงเองก็ออกมาเปิดเผยประสบการณ์ที่ทำให้เข้าใจประเด็นของ อ.ป๊อก ว่ามีบางกรณีเหมือนกันที่ ส.ส.ของพรรคนั้นหยิบจับเอาหลักฐานที่ยังไม่ชัดเจนไปด่วนสรุปกล่าวหา หรือไม่มั่นคงในหลักการ และเมื่อไปวิพากษ์วิจารณ์ก็โดนทัวร์มาลงโดยไม่ให้ราคาว่าก่อนหน้านี้เคย “ร่วมรบ” มาด้วยกันหรือเคยให้การสนับสนุนพรรคมาแค่ไหน

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนแต่เป็นการแสดงสัญญาณทางสุขภาพที่ไม่ค่อยสวยนักของการเป็น “พรรคการเมือง” อันควรเป็นสถาบันทางการเมืองที่จะเป็น “อนาคตใหม่” อัน “ก้าวไกล” แต่สุดท้ายกลายเป็นพรรคที่เล่นบทบาทอะไรก็ได้ที่ “ประชาชน” อยากจะเห็นแบบซ้ายทีขวาทีเพื่อสร้างกระแสและคะแนนนิยมอย่างฉาบฉวยโดยไม่มีทิศทาง

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า “บันเทิงธิปไตย” จะเป็นเรื่องอันไม่ถูกไม่ควรไปเสียทีเดียว เพราะ “บันเทิงธิปไตย” ก็อาจสร้างอารมณ์ร่วมที่นำพาผู้คนไปลงมือทำบางอย่างเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันได้

เคยอ่านมาจากมังงะเรื่องหนึ่งว่า คำว่า “การเมือง” กับ “งานวัด” นั้นออกเสียงเหมือนกัน

เมื่อลองค้นคว้าดูก็ได้คำตอบว่า เรื่องนี้มีเค้าอยู่ตรงที่คำเก่าซึ่งหมายถึง “การปกครอง” ของญี่ปุ่นนั้นอ่านว่า matsurigoto (มัตสึริโกโตะ) ซึ่งออกเสียงตรงกับคำที่หมายถึง “กิจแห่งการบูชา” และมีรากสัมพันธ์กับคำว่า matsuri (มัตสึริ) หรือ “งานเทศกาล” ที่ถ้าใครชอบดูการ์ตูนแอนิเมะ หรืออ่านมังงะไลต์โนเวล คงจะรู้จักฉากบังคับที่ตัวเอกจะต้องไปเที่ยวงานแบบนี้ด้วยกัน ที่มีการออกร้านขายของกินจำพวกผลไม้เคลือบน้ำตาล ทาโกะยากิเล่นช้อนปลาทองคล้องลูกโป่งน้ำ ปิดท้ายด้วยการชมดอกไม้ไฟ ซึ่งงานเทศกาลนี้มักจัดในศาลเจ้า มังงะและหนังสือไทยบางเรื่องเลยชอบแปลลำลองว่า “งานวัด”

ที่มังงะเรื่องนั้นนำเอา “การเมือง” ไปเทียบกับ “งานวัด” หรือ “งานเทศกาล” นั้นเป็นเพราะว่า การเมืองต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจกันของประชาชน และทุกคนควรจะ “สนุก” หรือมีส่วนร่วม มี “อารมณ์ร่วม” ด้วยกัน

ดังนั้น การมี “อารมณ์ร่วม” ต่อการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือไม่ถูกต้อง เพราะต้องไม่ลืมว่า อารมณ์เองก็อาจจะถือว่าเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งเช่นกัน

การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (11 ตุลาคม 2569) อาจจะเป็นตัวอย่างที่ดีอันแสดงให้เห็นว่า “การเมือง” ของ “อารมณ์ร่วม” นั้นส่งผลอย่างไร

แต่เดิมนั้น การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมในครั้งนี้มีอุปสรรคสารพัดอย่างที่ไม่รู้จะเล่ายังไงหมด แต่เอาเป็นว่าจะได้เลือกกันไปเมื่อปลายเดือนที่แล้วแท้ๆ ก็บังเกิดเหตุ (มหา) อุทกภัย จนต้องเลื่อนมาจัดเอาเมื่อวันอาทิตย์ดังกล่าว ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ที่อยู่ในช่วงวันหยุดยาว ด้วยเหตุนี้จึงกริ่งเกรงกันว่า อาจจะมีผู้ไปเลือกตั้งน้อย ประกอบกับคำขู่ของ “อีกฝ่าย” หนึ่งที่ประกาศตัวว่าอยู่ตรงข้ามกับฝ่าย “ประกันสังคมก้าวหน้า” ว่าจะจัดตั้งคนในโรงงานไปเทคะแนนให้ทีมประกันสังคมฝ่ายตรงข้าม

ทำให้มีการเรียกร้องและทำสื่อออกไปในทุกทาง เพื่อให้ผู้คนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมกันให้มากที่สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกองทุนประกันสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ “ตัวแทนของอีกฝ่ายหนึ่ง”ได้แสดงทัศนคติที่เรียกได้ว่าย่ำแย่ต่อนโยบายและการจัดการสิทธิประโยชน์ของกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า

เพราะถ้าคนไปเลือกตั้งกันน้อย เสียงจัดตั้งซึ่งมาจากฝ่ายลูกจ้างในสหภาพและโรงงานที่ “ฝ่ายนั้น” สามารถจัดการคุมเสียงได้ก็จะเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสายของวันเลือกตั้ง ปรากฏว่า เมื่อ “ตัวแทน” เจ้าเก่าเจ้าเดิมของ “ฝ่ายนั้น” ได้ออกไปเลือกตั้ง สื่อก็เอาไมค์ไปจ่อปาก และก็อาจจะเป็นไปตามสัญชาตญาณ ทำให้เขาก็พ่นแสดงวิสัยทัศน์แย่ๆ และท่าทียโสโอหังอย่างมั่นใจว่า คราวนี้จะกวาดพวกประกันสังคมก้าวหน้าปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมให้สิ้น เพื่อเอาปฏิทินคืนมา อย่าให้คนพวกนี้เอาพรรคการเมืองเข้ามายุ่งกับเงินของพวกเรา ฯลฯ

เท่านั้นเอง ผู้ประกันตนฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างทั้งหลายก็รวมตัวกัน แต่งเนื้อแต่งตัวออกจากบ้าน เล่นเอาการจราจรติดขัดไปทั่วในเมืองใหญ่ ไปต่อคิวกันที่หน่วยเลือกตั้งกันอย่างแน่นขนัดเป็นปรากฏการณ์ จนกระทั่งถึงเวลาใกล้ปิดหีบยังมีคนวิ่ง 4 x 100 เพื่อขอเข้าไปหย่อนบัตร

ปลัดกระทรวงแรงงานแถลงข่าวหลังปิดหีบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เผยตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการว่า นายจ้างและผู้ประกันตนมาใช้สิทธิเพิ่มขึ้น 331% หรือกว่าสามเท่า

ซึ่งผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ แต่ก็น่าจะเป็นที่ยุติแล้วว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้าชนะการเลือกตั้งอย่างขาดลอยเหนือทีมคู่แข่งหลายสิบเท่า ซึ่งส่วนต่างของคะแนนนั้นปฏิเสธได้ยากว่า นอกจากจะมาจากการอยากเห็นความเปลี่ยนแล้ว ยังมีความโกรธเกรี้ยวจาก “นาฏกรรมการเมือง” เรื่องประกันสังคมที่ดำเนินต่อเนื่องมาด้วย

การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเมื่อวันอาทิตย์ จึงเหมือนการ “ลงแขก” ทางการเมืองขนานใหญ่ที่ชวนให้นึกถึงประโยคที่ว่า “การเมืองนั้นมีรากศัพท์สัมพันธ์” กับ“งานวัด” หรือ “งานเทศกาล” ในมังงะเรื่องนั้นขึ้นมา หรือถ้าจะเปรียบเทียบแบบไทยๆ หน่อยก็อาจกล่าวได้ว่า “การเมือง” ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมนี้ เหมือนการร่วมงาน “ลงแขก” ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง

ทั้งหมดที่กล่าวไปนี้ คือ “การเมืองเชิงอารมณ์” ล้วนๆ ที่ก่อให้เกิดสิ่งที่เป็นเหมือนปาฏิหาริย์ เมื่ออาวุธที่ยังเหลืออยู่คือบัตรเลือกตั้ง และระบบการเลือกตั้งที่อย่างน้อยก็เสรีและเป็นธรรมในระดับหนึ่ง

และเรื่องนี้ก็อาจจะต้องยกเครดิตให้กับการทำการเมืองแบบ “บันเทิงธิปไตย” ของพรรคส้มที่ใช้เรื่องประกันสังคมเป็นประเด็นหลักอยู่เป็นพักๆ ด้วย ที่ทำให้การเลือกตั้งประกันสังคมนี้ กลายเป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่ลูกจ้างผู้ประกันตนและนายจ้างซึ่งเป็นคนจำนวนมากในประเทศนี้มีส่วนได้เสียเกิดความตื่นตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม ขอเคลียร์ในหลักการก่อนว่า โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เห็นด้วยกับการที่พรรคการเมืองจะสนับสนุน ให้ท้ายหรือจัดตั้งกลุ่มผู้สมัครให้เข้าไปในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

แม้เรื่องนี้ส่วนตัวแล้วไม่เหมาะที่จะพูดไปด้วยสถานะที่เป็นข้าราชการ ซึ่งนอกจากจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดในเรื่องนี้แล้ว ยังมักจะเป็นจำเลยสังคมเวลานำสิทธิประโยชน์และรูปแบบการบริหารกองทุนเลี้ยงชีพมาเปรียบเทียบกันอีก แต่ส่วนหนึ่งเพราะได้ความรู้จากมิตรสหายท่านหนึ่งที่ร่ำเรียนมาด้านการจัดสวัสดิการสังคมเคยให้ความเห็นไว้น่าฟังว่า ระบบประกันสังคมโดยสากลนั้นเป็นกลไกเพื่อหลีกเลี่ยงหรือป้องกันความขัดแย้งระหว่างฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างซึ่งมีอำนาจต่อรองที่ต่างกันและผลประโยชน์อาจขัดกัน รวมทั้งประนีประนอมระหว่างลูกจ้างด้วยกันที่อาจมีข้อเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่ไม่ตรงกันด้วย ดังนั้น โดยหลักการแล้วจึงควรหลีกเลี่ยง “การเมือง” ที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองในเวทีใหญ่ หรือการเมืองแบบ “กีฬาสี” เข้ามาแทรกแซง เพราะมันอาจจะทำให้กลไกประกันสังคมกลายเป็นสนามขัดแย้งเกินกว่าจะหาทางลง

ถึงอย่างนั้น การที่นายจ้างกับลูกจ้างเป็นทีมเดียวกันไปเลยก็ไม่ดีไปอีกทางหนึ่ง เนื่องจากนั่นก็อาจจะไม่ได้เป็นช่องทางที่สะท้อนความต้องการของผลประโยชน์ที่แตกต่างหลากหลายพอ โดยเฉพาะเมื่อมันมีพื้นฐานมาจากพรรคการเมืองเดียวกัน

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากถอดเหตุผลแล้วใช้เพียง “อารมณ์” และ “ความรู้สึก” เวลาที่ได้ยินได้ฟัง “อีกฝ่ายหนึ่ง”ที่อยู่ตรงข้ามฝ่าย “ประกันสังคมก้าวหน้า” มาออกสื่อ ท่าทางสามหาว พูดจาโอ้อวดไม่เห็นหัวใครยิ่งใหญ่เต็มประดานั้น บอกตามตรงว่าถ้ามีอันต้องเลือก ก็อาจจะเลือก “ประกันสังคมก้าวหน้า” ไปกับเขาเหมือนกันนั่นน่ะแหละ

เช่นเดียวกับหาก “อารมณ์” ของประชาชนรู้สึกว่าทนต่อการเมืองแบบนี้ต่อไปไม่ไหว เราก็อาจจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น แม้ว่าหลายคนอาจจะหมดหวังและปลดปลงกับการเมืองไปแล้วก็ตาม

ดังนั้น ปัญหาของบันเทิงธิปไตย จึงอาจจะไม่ใช่ที่ “ความบันเทิง” ที่เกิดขึ้น แต่มันอาจจะอยู่ที่ว่า เมื่อบันเทิงแล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นมากกว่า จุดนี้เองต่างหาก ที่ “พรรคส้ม” จะต้องตอบให้ได้ว่า บันเทิงธิปไตยของตนนั้นจะนำไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร