สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการปรับปรุงระบบกฎหมายของไทยให้เป็นสากล เนื่องจากชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย เมื่อกระทำความผิดกฎหมายขึ้นแล้วไม่ยอมที่จะขึ้นศาลไทยจึงเกิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขตขึ้น เนื่องจากชาวต่างชาติอ้างว่ากฎหมายของประเทศไทยที่มีอยู่ในขณะนั้นไม่ทันสมัย มีความป่าเถื่อน ไม่เป็นสากล ซึ่งเรียกกันว่าจารีตนครบาล โดยมีการเอาตัวผู้ที่สงสัยว่ากระทำความผิดมาทรมานด้วยวิธีการต่างๆ เช่น บีบขมับ ตอกเล็บ เป็นต้น เพื่อให้รับสารภาพ
ขณะนั้นยังไม่มีการพิสูจน์ความผิดกันด้วยพยานหลักฐานดังเช่นในปัจจุบันทำให้ชาวต่างชาติเกรงกลัวต่อระบบกฎหมายไทยไม่ยอมขึ้นศาลไทย รัชกาลที่ 5 จึงจำต้องรีบปรับปรุงแก้ไขกฎหมายของไทยให้เป็นสากล เพื่อให้ชาวต่างชาติยอมรับในกระบวนการของกฎหมายตลอดจนการพิสูจน์ความผิดและการเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษของศาลไทยในสมัยนั้น โดยมีการปรับปรุงทั้งกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีบัญญัติจนกระทั่งแล้วเสร็จและประกาศใช้ในรัชกาลที่ 7 อันได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายแต่ละฉบับดังกล่าวบ้างเล็กน้อย และใช้มาจนถึงปัจจุบัน
ส่วนในทางยุโรป ราวประมาณศตวรรษที่ 18 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย เกิดยุคมืด บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแปนักปราชญ์ในประเทศต่างๆ จึงพยายามหาแนวคิดในการปรับปรุงกฎหมายให้ผู้ปกครองอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ซึ่งเป็นการจำกัดอำนาจของผู้ปกครองลง โดยมีสำนักความคิดที่ให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงกฎหมาย ได้แก่ สำนักอาชญาวิทยาดั้งเดิม (Classical School) สำนักนีโอคลาสสิก (Neo-Classical School) สำนักอาชญาวิทยาปฏิฐานนิยม (Positive School) และสำนักป้องกันสังคม (Social Defense School) ซึ่งแต่ละสำนักจะมีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรม สาเหตุของอาชญากรรม การป้องกันอาชญากรรม และการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดและการลงโทษ
นอกจากนี้ยังมีแนวความคิดเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายในการป้องกันอาชญากรรม รวมทั้งแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอีกด้วย
นับได้ว่าหลักการและแนวคิดของสำนักความคิดที่สำคัญดังกล่าวข้างต้นมีบทบาททำให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปยอมรับ รวมทั้งประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็นำเอาหลักการและแนวคิดของสำนักความคิดดังกล่าวไปใช้ในกฎหมายของตนอีกด้วย จึงถือได้ว่าสำนักความคิดทางอาชญาวิทยากลุ่มดังกล่าวนี้อิทธิพลต่อกฎหมายของประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประมวลกฎหมายอาญาของไทยก็ได้รับอิทธิพลแนวความคิดของกลุ่มสำนักความคิดเหล่านี้ด้วย
จึงถือได้ว่าประมวลกฎหมายอาญาของไทยเป็นสากล ซึ่งทำให้ชาวต่างชาติยอมรับระบบกฎหมายของไทยได้
1.หลักอาชญาวิทยากับกฎหมายอาญา
1.1 กฎหมายอาญา คือกฎหมายมหาชนที่รัฐออกมาบังคับใช้กับประชาชนเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง ผู้ใดฝ่าฝืนต้องได้รับโทษทางอาญา ได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ริบทรัพย์สิน โดยกฎหมายอาญาจะประกอบด้วย 2 ส่วน สำหรับส่วนแรกก็คือส่วนที่เป็นความผิด และส่วนที่สองคือส่วนที่เกี่ยวกับโทษ
ในส่วนที่เป็นความผิดนั้น จะเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมแต่ละประเภทไป โดยจะประกอบด้วยองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายใน เมื่อกระทำครบองค์ประกอบแล้ว และผู้กระทำไม่มีอำนาจในการกระทำก็ถือได้ว่ามีความผิดหรือก่อให้เกิดอาชญากรรมขึ้นแล้ว ดังนั้นกฎหมายอาญาในส่วนความผิดนั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคนในสังคม
สำหรับในส่วนที่เป็นโทษนั้นก็จะต้องลงโทษให้มีความเหมาะสมกับความผิดและตัวผู้กระทำความผิดเพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อผู้เสียหายและสังคม และเพื่อให้ผู้กระทำความผิดหลาบจำ เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่กล้าที่จะกระทำความผิดขึ้นอีก รวมทั้งเพื่อไม่ให้บุคคลอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างและยังมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ผู้กระทำความผิดเป็นคนดีอีกด้วย
1.2 ส่วนอาชญาวิทยาคือวิชาที่ว่าด้วยอาชญากรรม สาเหตุของการเกิดอาชญากรรม การป้องกันอาชญากรรม และการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิด รวมทั้งการลงโทษด้วย โดยอาชญาวิทยาจะอาศัยองค์ความรู้จากสาขาวิชาอื่นในลักษณะเป็นสหวิชามาผสมผสานในการอธิบายปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาชญากรรมเพื่อให้ได้ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุดังกล่าว จะเห็นได้ว่าอาชญาวิทยาและกฎหมายอาญา มีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือทั้งอาชญาวิทยาและกฎหมายอาญาต่างก็ศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องถึงอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเหมือนกัน แต่สำหรับกฎหมายอาญานั้นเป็นเรื่องข้อบังคับในสังคมโดยได้ตราขึ้นเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของบุคคลในสังคม ซึ่งลักษณะที่สำคัญของกฎหมายอาญานั้นมีลักษณะเป็นทั้งข้อห้ามและข้อบังคับพร้อมทั้งบัญญัติโทษไว้เพื่อสำหรับลงโทษแก่ผู้ละเมิดด้วย นักกฎหมายอาญาจึงเป็นผู้พิจารณาแต่เพียงว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิดและควรลงโทษผู้นั้นมาน้อยเพียงใด
ส่วนอาชญาวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาถึงอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของสังคม โดยศึกษาถึงสาเหตุลักษณะ ประเภทของอาชญากรรม อาชญากร และการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด ตลอดจนการป้องกันแก้ไข นักอาชญาวิทยา จะเป็นผู้ค้นคว้าหากฎเกณฑ์ว่ามีสาเหตุใดบ้างที่ผลักดันให้ผู้นั้นกระทำความผิด
ผลจากการศึกษาอาชญาวิทยาพบว่าการที่คนกระทำผิดเป็นผู้หย่อนความสามารถหรือบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ หรือเหตุสุดวิสัยหรือเหตุการณ์สถานการณ์เฉพาะหน้าบีบบังคับทำให้ทนไม่ได้ จนต้องกระทำผิดลงไป (Determinism)
เหตุต่างๆ เหล่านี้ผู้กระทำผิดสมควรได้รับการพิจารณาบรรเทาโทษ ซึ่งกฎหมายอาญาก็จะยกเอาเรื่องนี้มาพิจารณาเพื่อให้มีการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดเหล่านี้ไว้เป็นพิเศษ เช่น มีการบรรเทาโทษหรือลดหย่อนผ่อนโทษให้ผู้กระทำผิดเหล่านี้ เป็นต้น
ดังนั้น ในทางปฏิบัติการใช้บทกำหนดโทษตามกฎหมายอาญาจึงเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญก้าวหน้าของวิชาอาชญาวิทยา นับว่าอาชญาวิทยามีความสัมพันธ์และมีผลต่อการตรากฎหมายและการกำหนดอัตราโทษของกฎหมายอาญาโดยตรง
กล่าวโดยสรุปได้ว่า อาชญาวิทยาและกฎหมายอาญามีความสำคัญต่อกันและมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดซึ่งกันและกัน เพราะต่างก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญต่ออาชญากรรม สำหรับกฎหมายอาญาเป็นมาตรการสำคัญที่ใช้ควบคุมและปราบปรามอาชญากรรมและกฎหมายอาญาก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ส่วนอาชญาวิทยาเป็นการศึกษาถึงอาชญากรรมในแง่ต่างๆ ได้แก่ สาเหตุ ลักษณะประเภทอาชญากร วิธีปฏิบัติต่ออาชญากร และการป้องกันแก้ไข ซึ่งรวมทั้งการศึกษาขั้นตอนและวิธีการดำเนินการของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ปฏิบัติเกี่ยวกับอาชญากรรมด้วย

2.หลักการแนวคิดของสำนักความคิดในกลุ่มอาชญาวิทยาที่สำคัญ และมีอิทธิพลต่อประมวลกฎหมายอาญาไทยนั้นมีรายละเอียดดังจะกล่าวเป็นลำดับไปดังต่อไปนี้
2.1 สำนักอาชญาวิทยาดั้งเดิม (Classical School) มี เบ็คคาเรีย (Beccaria) ซึ่งเป็นนักปราชญ์ชาวอิตาเลียนได้รับฉายาว่าเป็นบิดาอาชญาวิทยาสมัยเก่าเป็นหัวหน้าสำนักนี้ และยังมี เบนแธม (Bentham) นักคิดคนสำคัญอยู่ในสำนักนี้ด้วย เบ็คคาเรีย เชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้คนกระทำความผิดเกิดจาก Free will (เจตจำนงอิสระเสรี) ที่มีอยู่ติดตัวมนุษย์ทุกคน โดยมนุษย์จะมีเจตจำนงอิสระที่จะเลือกทำหรือไม่เลือกทำตามใจชอบ จึงอาจทำให้ผลการกระทำนั้นไปกระทบต่อสิทธิของผู้อื่นขึ้นได้ อันถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนบรรทัดฐานกฎกติกาของสังคม ส่วนเบนแธมให้ความคิดสนับสนุน เบ็คคาเรียโดยเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์ถูกควบคุมโดยหลักธรรมชาติ 2 ประการ คือความพอใจ ความชื่นชมยินดี (Pleasure) และความเจ็บปวดทนทุกข์ทรมาน (pain) ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์จะชอบความสุข ความสนุกเพลิดเพลินและหนีความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน และด้วยเหตุที่มนุษย์มีเหตุผล
ดังนั้น ก่อนที่จะมีพฤติกรรมใดมนุษย์จะคำนวณเปรียบเทียบระหว่างความพอใจหรือประโยชน์ที่จะได้รับกับความทุกข์ทรมาน อันเป็นผลมาจากการกระทำนั้น สำหรับพฤติกรรมในการก่ออาชญากรรมก็เช่นเดียวกัน หากมนุษย์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าผลการกระทำจะทำให้ได้ความพอใจมากกว่าความทุกข์ทรมาน มนุษย์ก็จะเลือกประกอบอาชญากรรม
หลักการนี้ เบนแธมเรียกว่าทฤษฎีเฟลิซิฟิค แคลลูลัส (Felicific Calculus Theory) หรือคนทั่วไปรู้จักกันในนามของลัทธิแสวงหาความสุขเพลิดเพลิน (Hedonism)
ดังนั้น การที่จะยับยั้งไม่ให้คนทำผิดก็ต้องทำให้ผลของการเกิดความทุกข์มากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งเมื่อผู้กระทำได้พิจารณาเปรียบเทียบแล้ว ก็จะไม่เลือกหรือแสดง Free will ออกมากระทำในสิ่งนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ กฎหมายอาญาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำมาให้พิจารณาเปรียบเทียบความทุกข์ทรมานที่จะเกิดขึ้นกับผลประโยชน์ที่ได้รับ เพราะกฎหมายอาญามีสภาพบังคับ (Sanction) เกี่ยวกับการลงโทษซึ่งโทษทางอาญามีลักษณะทำให้เกิดความทุกข์ทรมานหากกฎหมายอาญามีโทษหนัก ก็จะทำให้คนไม่กล้าที่จะกระทำความผิดขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานของทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกัน
ด้วยเหตุดังกล่าว กฎหมายอาญาจึงเป็นเครื่องมือในการนำมาบังคับใช้เพื่อป้องกันอาชญากรรมได้ ดังปรากฏแผนภาพที่เกี่ยวข้องกันด้านบน
ดร.อุทิศ สุภาพ
Ph.D (Criminology Justics Administraton and Society)
มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

