บุพเพสันนิวาส : โดย กลิ่นบงกช

ทุกวันนี้ทั่วไทย น้อยคนที่จะไม่รู้เรื่องบุพเพสันนิวาส อันเป็นเรื่องเกิดขึ้นในสมัยอยุธยา ผลของละครเรื่องนี้ทำให้การแต่งชุดไทยเป็นที่นิยมของหญิงไทยมากมาย เผอิญในช่วงนั้น มีการโต้เถียงกันทางโลกโซเชียล เรื่องผู้หญิงสาวถูกข่มขืนเพราะนุ่งสั้น แม่สาวทั้งหลายต่างออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย และโต้ว่าผู้ชายเมื่อมันจะข่มขืน มันจะข่มขืนได้ทั้งนั้น ไม่จำเป็นที่สาวจะนุ่งสั้น การโต้อย่างนี้แสดงถึงว่าสาวทั้งหลายอยากนุ่งสั้นต่อไป การที่ผู้ชายข่มขืนผู้หญิง น่าจะมีหลายปัจจัย

แต่จะยกตัวอย่างผู้หญิงที่ถูกข่มขืนเพราะนุ่งสั้น มาเป็นตัวอย่างให้รู้กันไว้ คือเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว น่าจะเป็นช่วงที่สาวไทยนิยมนุ่งสั้นกันใหม่ๆ อาจารย์หญิงท่านหนึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่วิทยาลัยพาณิชย์ เดินทางกลับบ้านหลังจากเลิกงานในช่วงเย็นแล้ว ขณะก้าวลงจากรถประจำทางที่จอดใกล้ร้านค้า ขณะนั้นกระทาชายนายหนึ่งนั่งอยู่ในร้านเหลือบเห็นครูสาวก้าวลงจากรถ เพราะนุ่งสั้น ขณะก้าวลงจึงมองเห็นลึกเข้าไป เขาเกิดอารมณ์ จึงเดินตามสาวไป ซึ่งบ้านของเธออยู่ไม่ไกลจากร้านค้านั้น แต่เพราะมืดไม่มีไฟทาง หนุ่มนั้นจึงจับเธอข่มขืนแล้วฆ่าเป็นศพอยู่ตรงนั้น

ตำรวจจับได้ นักข่าวถามผู้ร้ายว่า ทำไมจึงข่มขืนอาจารย์หญิง เขาตอบว่าเขาเกิดอารมณ์ เมื่อเห็นขาอ่อนอาจารย์หญิง ศาลตัดสินประหารชีวิตให้ตกตายไปตามกัน

นี่จะโทษผู้ชายฝ่ายเดียวหรืออย่างไร ? ถ้าอาจารย์นุ่งยาวถึงตาตุ่ม ไม่ให้เห็นของแสลงดังกล่าว จะเกิดเรื่องหรือไม่ !

ละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ทำให้ได้เห็นการแต่งตัวของหญิงไทยสมัยโบราณ การแต่งตัวชุดไทย ใส่สไบเป็นภาพที่ก่อให้เกิดความน่ารักแก่ผู้พบเห็นทั่วไป ตรงกันข้ามกับการแต่งตัวแบบนุ่งสั้น ซึ่งมันจะก่อให้เกิดความใคร่มากกว่า เมื่อดูละครเรื่องนี้แล้ว จึงอยากให้สาวไทยนุ่งผ้าถุง ใส่สไบ เหมือนประเทศลาว ที่เขายังรักษาวัฒนธรรมเก่าแก่ของเขาอยู่

ขณะนี้เป็นที่น่ายินดี ที่ทางการเข้ามาขยายผลเรื่องนี้ด้วย จึงขอเพิ่มเติมให้ด้วยว่า ทางการควรสั่งไปทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศให้ชักชวนหญิงสาวแต่งชุดไทย แม้เพียงผ้าถุง ใส่สไบ ไม่ต้องแพง ไปทำบุญที่วัดตามเทศกาลต่างๆ ก็จะเป็นการเริ่มต้นที่ปูทางไปสู่ความสำเร็จในการชักชวนหญิงสาวให้แต่งชุดไทย สำหรับในกรุงเทพฯขอให้ห้างสรรพสินค้านัดวันแต่งชุดไทยไปซื้อสินค้าทุกวันหรือทุกสัปดาห์ วิธีการดังกล่าวจะช่วยให้สาวแต่งชุดไทยมากขึ้น ขอเน้นอีกครั้งว่า การนุ่งสั้น นอกจากจะให้โทษแก่ตัวเองแล้ว ถ้านุ่งสั้นมากไปจนเห็นรอยดำที่แก้มก้นแล้ว จะมีเสียงผู้ชายค่อนขอดว่านุ่งสั้นธรรมดายังพอไหว แต่ถ้านุ่งสั้นจนเห็นแก้มก้น มันหมดอารมณ์เลย ความจริงผู้ชายเขาพูดหนักกว่านี้ แต่มันพูดในนี้ไม่ได้ ขอให้ผู้อ่านคิดกันเอาเองก็แล้วกันว่าเขาพูดอย่างไร

การที่ผู้เขียนเขียนบทความเรื่องบุพเพสันนิวาสขึ้นมา ก็เพราะชอบการแต่งชุดไทยประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งมีความประทับใจบางเรื่องในประวัติศาสตร์ในช่วงรัชกาลของพระนารายณ์ แต่ในบทละครไม่มีกล่าวถึง จึงขอเติมเพื่อเสริมบารมีของพระนารายณ์ ตามที่เหมาะสมดังต่อไปนี้ คำว่าบุพเพสันนิวาสหมายถึงการได้ระลึกถึงการที่ได้อยู่ร่วมกันในอดีตชาติ แต่การที่นางเอกตายเพราะอุบัติเหตุตายในรถเก๋งในปัจจุบันสมัย แล้วกลับไปเกิดร่วมสมัยกับพระนารายณ์ ในอดีต เป็นเรื่องผิดฉาก เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้

แต่เพราะเป็นละคร แถมก่อประโยชน์มาก จึงขอให้เลยไปก็แล้วกัน

แต่ในที่นี้ขอสร้างฉากใหม่ให้พระเอกที่ตายในรถกับนางเอกการะเกด ได้คุยกันในเรื่องอดีตชาติก่อนที่จะตาย

ขอเริ่มฉากสมมุติ พระเอกทราบว่านางเอกระลึกชาติได้ ในตอนที่นางเอกได้เกิดเป็นองค์หญิงในพระราชวังสมัยพระนารายณ์ แล้ววันหนึ่งพระเอกจึงถามนางเอกตามภาษาปัจจุบันว่า

“คุณเกดครับ ! คุณระลึกชาติตอนที่ไปเกิดในสมัยพระนารายณ์ได้หรือ”? “ได้ค่ะ” นางเอกตอบ “สมัยนั้น การพูดถึงบุรุษที่สอง คือคนที่เราคุยด้วย เขาใช้คำว่า ออเจ้าหรือ”? พระเอกถามต่อ นางเอกตอบว่า “ใช่ค่ะ! สมัยนั้น เมื่อจะพูดกับบุรุษที่สองที่เป็นหญิง เขาจะใช้คำว่า ออเจ้า! แต่เมื่อจะพูดกะบุรุษที่สองที่เป็นชาย จะใช้คำว่า สูเจ้า! ค่ะ” พระเอกจึงเข้าเรื่องว่า “เกด นึกถึงพระเพทราชาได้ไหม ว่าทำไมพระนารายณ์จึงโปรดปรานมากนัก” “อ๋อเรื่องนั้นหรือ เกดจะบอกให้” นางเอกกล่าวด้วยความภูมิใจว่า “พระเพทราชานอกจากเป็นลูกของแม่นมคนหนึ่งของพระนารายณ์แล้ว พระเพทราชายังเป็นจางวางช้าง ฝึกช้างให้จงรักภักดีต่อขุนหลวงอีกต่างหาก ชนิดที่ไม่มีในรัชกาลก่อนๆ จนเป็นที่โปรดปรานของพระนารายณ์ ซึ่งทรงโปรดปรานทั้งพระเพทราชา และทรงโปรดปรานพญาช้างให้ดำรงยศเป็นพระยาบรมคเชนทร์ฉัททันต์ เมื่อว่างราชกิจจะเสด็จมาหาพระยาช้างเป็นประจำ พระองค์จะมีความสุขมากเมื่อมาอยู่ใกล้พระยาบรมคเชนทร์ฉัททันต์

กาลต่อมาเมื่ออำมาตย์บางท่านมีความผิด จึงคิดทำหนังสือให้พระยาช้างทูลถวายขอให้อภัยโทษ พระองค์ก็โสมนัสทรงอภัยโทษให้ ด้วยความสุขพระหฤทัย ที่พระยาช้างของพระองค์ช่วยคนที่ทำความผิดได้ จากนั้นก็เป็นตัวอย่างให้ผู้ทำความผิดอื่นๆ ทำหนังสือให้พระยาช้างขออภัยโทษกับพระองค์ตลอดมา

นี่คือความดีความชอบที่พระเพทราชาได้กระทำถวายพระนารายณ์ จนถึงกับยกสาวสวยที่ทรงอภิรมย์แล้วให้เป็นภรรยาของพระเพทราชา โดยไม่ทราบว่านางผู้นั้นตั้งครรภ์แล้ว”

พระเอกฟังเรื่องที่นางเอกเล่าแล้ว ก็ดีใจที่ได้ฟังเรื่องที่ยังไม่เคยทราบ จึงกล่าวถามเรื่องต่อไปว่า “คุณการะเกดครับ ! คุณนึกถึงเรื่องกบฏมักกะสันได้ไหม มันเป็นมาอย่างไร”? นางเอกตอบว่า “นึกได้! เรื่องนี้ยาวหน่อยนะคะ เรื่องมีอยู่ว่า มีเจ้าชายแขกจำปาสามองค์หนีจากเมืองจำปา คือเวียดนามปัจจุบัน มาอาศัยพระโพธิสมภาร ได้วางแผนชิงบัลลังก์ ให้พระอนุชาของพระนารายณ์ โดยเกลี้ยกล่อมเจ้าชายมักกะสันผู้หนีภัยมาพึ่งพระโพธิสมภารเช่นกันให้ร่วมมือด้วย

อันเจ้าชายมักกะสันนี้เป็นราชบุตรของพระเจ้ากรุงมักกะสัน ซึ่งมีอาณาจักรอยู่ที่เกาะซีลีบีสตอนใต้ ในหมู่เกาะ Macassar ทางตอนใต้ของอินโดนีเซีย ในสมัยนั้น คนไทยสมัยนั้นจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่าชาวมักกะสัน ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่ามากัสซาร์ และหมู่บ้านมักกะสันน่าจะเป็นพื้นที่ที่มีชื่อว่ามักกะสันในกรุงเทพฯทุกวันนี้ แผนชิงบัลลังก์จะเริ่มในวันที่ 15 สิงหาคม แต่แผนได้แตกเสียก่อน เพราะสาเหตุดังต่อไปนี้

เมื่อขณะจะเริ่มแผน เจ้าชายจำปาสององค์เป็นห่วงพี่ชายที่รับใช้พระนารายณ์อยู่ที่ลพบุรี จึงลอบเขียนหนังสือให้แขกมลายูซึ่งเป็นมุสลิมเหมือนกัน แอบไปลพบุรียื่นให้เจ้าชายจำปาเวลาสองทุ่ม พร้อมสั่งว่าเมื่อส่งจดหมายให้แล้ว รีบเดินทางกลับทันที ในจดหมายนั้นบอกว่าจะลงมือชิงบัลลังก์ในวันที่ 15 สิงหาคม เมื่ออ่านจดหมายแล้วให้รีบออกจากลพบุรี ให้พ้นอุ้งมือพระเจ้าแผ่นดินสยามโดยพลัน

เมื่อเจ้าชายจำปารับจดหมายแล้ว เห็นผู้มาส่งรีบกลับทันทีก็ชักสงสัย จึงไม่ฉีกจดหมายอ่าน แต่นำไปมอบให้อัครมหาเสนาบดีทันที ท่านมหาเสนาบดีฉีกจดหมายอ่านทราบเรื่องแล้ว เข้ากราบทูลให้ทรงทราบ พระนารายณ์ทรงทราบแล้วมีพระหฤทัยสงบนิ่ง ไม่ตื่นตระหนก ทรงสั่งให้นำทหารรักษาพระองค์สามพันคน เดินทางไปอยุธยาในคืนวันนั้น ข้างฝ่ายแขกมลายูประมาณสองร้อยคนที่ถูกหลอกมาร่วมกบฏ เมื่อทราบว่าจะชิงบัลลังก์เจ้าแผ่นดินสยามจึงไม่ร่วมมือด้วย ต่างแยกย้ายกันหนีกลับบ้านของตน แผนการชิงบัลลังก์ในวันที่ 15 สิงหาคม จึงไม่สำเร็จ กลุ่มต้นคิดจึงรีบไปแจ้งให้ทางการทราบ แล้วก็ถูกจับกุมทั้งหมด

พระนารายณ์ทรงเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าเฝ้าทูลขออภัยโทษ พระองค์ก็อวยให้ด้วยพระมหากรุณา

แต่ยังมีชาวมักกะสันที่นำเรือเข้ามาจากเกาะมากัสซาร์ เพื่อส่งกำลังบำรุง ณ พระนครอยุธยา เห็นท่าจะกบฏไม่สำเร็จ จึงจะรีบเดินทางกลับ ทางอยุธยาทราบแล้ว แต่เพื่อให้ตายใจ จึงอนุญาตให้แล่นเรือออกจากอยุธยา แต่ให้กักตัวเพื่อจับสอบสวนที่ด่านบางกอก ณ ที่ด่านบางกอกนี่เอง ที่เรือลำดังกล่าวถูกจับแต่แขกมักกะสันไม่ยอมให้จับ ได้ใช้กริชแทงทหารสยามตายสิบคน เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ อัครมหาเสนาบดีจึงใช้กองทัพเข้าทำการจับกุมที่หมู่บ้านมักกะสันบางกอก ชาวมักกะสันถูกฆ่าตายพบศพ 42 ศพ ที่ตายในแม่น้ำเจ้าพระยาอีกนับไม่ได้ นอกนั้นถูกจับเป็นหมด

มีชาวมักกะสัน 4 คน รับราชการอยู่กับพระนารายณ์ ในวันกบฏได้หนีราชการไปร่วมกับกบฏ พวกเขาทั้ง 4 คน จึงถูกมัดมือมัดเท้า เปลือยกายนอนหงายอยู่กลางวงเพนียด จากนั้นก็ปล่อยเสือออกมา เสือออกมาดมๆ คนทั้ง 4 แล้วก็เดินหนีไป ราชทัณฑ์กังวลมากที่เสือไม่ทำอะไรนักโทษ จึงให้ต้อนเสือออก แล้วจับทั้ง 4 คนมัดติดเสาในท่ายืน จากนั้นปล่อยเสือเข้าไปใหม่คราวนี้มันขย้ำตายหมดทั้ง 4 คน

ที่น่าสรรเสริญก็คือพวกเขาไม่มีใครร้องครวญครางออกมาเลย

ทั้งหมดที่เล่ามา คือความย่อของเรื่องกบฏมักกะสันในสมัยพระนารายณ์ค่ะ”

พระเอกพึงพอใจในความรู้ดังกล่าว แล้วถามนางเอกต่อไปว่า “คุณการะเกดครับ ! ผมขอถามเป็นคำถามสุดท้าย ว่าเมื่อพระสังฆราชคริสตังมาทูลถามเรื่องว่า ทำไมพระองค์ยังไม่เข้ารีตเป็นคริสตัง พระองค์ตอบอย่างไร เหมือนที่ชาวไทยรู้กันไหมครับ” นางเอกตอบว่า เท่าที่อิฉันทราบในสมัยนั้น พระองค์ตอบย้อนคำของพระสังฆราช เพราะพระสังฆราชบอกว่าพระเจ้าของเขาบันดาลได้ทุกเรื่อง พระองค์จึงตอบไปว่าฉันก็คอยอยู่ว่าเมื่อไรพระเจ้าของท่านจะมาบันดาลใจให้ฉันเปลี่ยนศาสนาเสียที คำตอบของพระองค์ทำให้พวกเขาพูดไม่ออก จึงพาลที่จะใช้กำลังเข้ายึดอยุธยาตามที่รู้กัน” นางเอกกล่าวพร้อมยิ้มอย่างภูมิใจที่ได้เล่าความจำในอดีตชาติให้พระเอกรู้

โดยสรุป ความขัดแย้งระหว่างอยุธยากับฝรั่งเศสเป็นการแย่งคนนับถือศาสนา แต่เดิมประชาชนบนหมู่เกาะอินโดนีเซียนับถือพระพุทธศาสนา และศาสนาฮินดู ต่อมาในปี พ.ศ.1946 ราชาปรเมศวรแห่งมะละกา หันไปนับถือศาสนาอิสลาม ทางยุโรปจึงพยายามนำคริสต์ศาสนาเข้ามาเผยแผ่ โดยเฉพาะสมัยพระนารายณ์และพระเจ้าหลุยส์ตามเรื่องที่กล่าวมา ทางประเทศเปอร์เซียเกรงว่าประชาชนทางตะวันออกนี้จะเป็นชาวคริสต์ จึงพยายามเผยแผ่ศาสนาอิสลามเข้ามา การกบฏมักกะสันก็เกิดขึ้นเพราะเจ้าชายมักกะสันและเจ้าชายจำปา ล้วนเป็นแขกนับถือศาสนาอิสลามด้วยกัน

นี่คือหลักฐานยืนยันว่าสงครามคราวนั้น คือสงครามเผยแผ่ศาสนา ระหว่างศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม

กลิ่นบงกช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คสช.รู้เรื่องแล้ว! “วินธัย” รับปากจะดูแลยายให้เอง หลังหนุ่มได้ใบแดงจนต้องร้องไห้ฟูมฟาย
บทความถัดไปบ.สยามสแตนดาร์ดฯ ร้องศาลปกครอง รมว.คมนาคมละเมิด สั่งระงับขสมก.ทำสัญญาซื้อรถเอ็นจีวีจากช.ทวี