สถานีคิดเลขที่ 12 : ระเบิดเวลา : โดย นฤตย์ เสกธีระ

อยากจะบอกว่า ระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยยังไม่มีอะไรที่ดีขึ้นเหมือนดั่งที่เคยมีการให้ความหวังเอาไว้

เรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปนั้นคงไม่ต้องบอกกล่าวว่ายังมีอยู่ แถมยังมีอยู่อย่างดาษดื่น

ส่วนจะมีอยู่ในรัฐบาลนี้หรือไม่ ลองเปลี่ยนอำนาจดูสิ

เมื่อน้ำลด ตอก็ผุด !

เรื่องการปฏิรูปด้านต่างๆ เหมือนกัน ทุกอย่างยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่สัมผัสได้ แต่ละสิ่งแต่ละอย่างยังคงเป็นแค่ “ร่าง”

ถามว่า หัวใจการปฏิรูปการเมืองที่คาดหวังเป็นเช่นไร คำตอบที่เคยได้ยินคือ การทำให้บรรดาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

แต่จนบัดนี้ยังไม่มีการเลือกตั้ง ทุกอย่างจึงยังไม่เริ่มต้น แถมบทบัญญัติที่หวังกันว่าจะทำให้การเมืองไทยเกิดการปฏิรูป นั่นคือ ระบบไพรมารีโหวต

ปรากฏว่าแค่เริ่มต้นก็มีข้อเสนอให้ “งดใช้” ซะแล้ว

ย้อนมาดูการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แค่ได้ยินข่าวคนโดดตึกศาลอาญาฆ่าตัวตายเพราะน้อยใจในการดำเนินคดีของลูกชาย

ฟังแล้วก็ต้องฉุกคิด นี่เราผ่านมา 4 ปี กระบวนการยุติธรรมได้ปฏิรูปขึ้นมาแล้วหรือยัง

ลองแวะไปดูปัญหาอันดับต้นๆ ของประเทศ นั่นคือ ความเหลื่อมล้ำ ต้องถามว่าในวันนี้ประเทศไทยมีด้านใดบ้างที่ไม่มีความเหลื่อมล้ำ

การบริการภาครัฐ การสาธารณสุข การศึกษา เศรษฐกิจ และอื่นๆ คนไทยยังต้องมีเส้นมีสาย มีพรรคพวกกันอยู่หรือเปล่า

ถ้ายังต้องอาศัยเส้นสาย ยังต้องจ่ายเงินเป็นสินน้ำใจกันอยู่ ก็แสดงว่าปัญหานี้ยังมีอยู่

สุดท้ายคือความขัดแย้งบาดหมางที่ฟังดูคล้ายๆ กับว่าจะจางหายไปตามกาลเวลา แต่ทุกครั้งที่มีใครรื้อฟื้นความทรงจำในเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

ดูเหมือนว่าความรู้สึกลึกๆ ที่ฝังอยู่ในใจจะสำแดงฤทธิ์ออกมา

ล่าสุดกรณี นายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “ขอโทษทักษิณ ชินวัตร” และหยิบยกเหตุการณ์การขับไล่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย และรัฐบาลเพื่อไทย จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารขึ้นมา

นายนครมองว่า เป็นการทำโดยตั้งใจของฝ่ายที่มีเป้าหมายล้มประชาธิปไตย เหตุการณ์ต่างๆ มิได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่มีความจงใจที่จะล้มรัฐบาลทั้งสอง เพราะหนทางต่อสู้กับพรรคไทยรักไทยในตอนนั้น และพรรคเพื่อไทยในเวลาต่อมาในสนามเลือกตั้งนั้น สู้ไม่ได้

จึงต้องอาศัยวิธีการอื่นๆ เข้ามาจัดการ

ภายหลังจากนายนครโพสต์ข้อความดังกล่าวขึ้นมา ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและถูกพาดพิงต่างๆ ฟื้นความทรงจำในเหตุการณ์ความขัดแย้งเมื่อครั้งกระนั้นขึ้นมาทันที

ตอกย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่มีใครลืม เหตุการณ์ทุกประการที่เกิดขึ้น พร้อมที่จะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่อีกคำรบ

ตอกย้ำว่าความขัดแย้งเมื่อ 4 ปีก่อน ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ถูกเก็บเอาไว้

ทุกๆ เหตุการณ์ยังรอวันปะทุ

ดังนั้น ใครที่เคยคิดว่า การรัฐประหารจะทำให้ปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไข ระยะเวลาที่ผ่านมาคงจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่ใช่

ความสงบที่เห็นกลับกลายเป็นการเก็บกดเอาไว้ รอจนถึงวันเวลาที่สามารถแสดงออกได้จึงจะปลดปล่อยออกมา

นี่เป็นสัญญาณบอกกล่าวรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้ง

บอกกล่าวให้ตระเตรียมรับกับระเบิดเวลา

เตรียมรับกับปัญหาเก่าที่ยังไม่ได้สะสาง ไปพร้อมๆ กับการผลักดันนโยบายใหม่ให้สังคมไทยพัฒนาก้าวไปข้างหน้า

นี่เป็นการบ้านที่รัฐบาลชุดหน้าต้องพร้อมรับ

ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มี คสช.อยู่ต่อ หรือรัฐบาลที่มีสมาชิกจากฝ่ายการเมืองเข้ามา

สิ่งที่เก็บกดหมักหมมเอาไว้เหล่านี้จะเป็นระเบิดเวลาที่รอให้ปลดชนวน

นฤตย์ เสกธีระ
maxlui2810@gmail.com

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้อนาคตการเมืองกัมพูชา หลังเลือกตั้งทั่วไป 2561
บทความถัดไปจี้ ‘บิ๊กตู่’ สั่ง กห.-ทบ. สอบ ปมพลทหารร้องค่ายทหารกระบี่เลี้ยงน้ำแกง ลูกชิ้น 2 ลูก