สถานีคิดเลขที่ 12 : อย่าตอกย้ำอยุติธรรม

มีเลือกตั้งแน่นอน ตามลายแทงรัฐธรรมนูญ

กฎหมายลูก 4 ฉบับสมบูรณ์

ใกล้ได้ฤกษ์ทางการนับถอยหลัง รอครบ 90 วัน มีผลบังคับใช้ ซึ่งตกราวเดือนธันวาคม จากนั้นเริ่มนับ 1 ภายใน 150 วันจัดเลือกตั้งทั่วไป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ยืนยัน มั่นคงไม่ใช้เวลาเต็มเพดาน

แต่เลือกวันอาทิตย์ 24 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นเร็วสุด ตามปฏิทิน กกต.เป็นวันจัดเลือกตั้ง

จากนี้ไป เหตุแห่ง-กรณีไม่มีเลือกตั้ง โดยอ้างเงื่อนไขกฎหมายไม่มีอีกแล้ว

หากจะมีว่ากันตามทฤษฎี คงเป็นข้ออ้างการเมือง เรื่องความมั่นคง อีกประการก็เกิดรัฐประหารซ้อน

แต่น้ำหนักความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากไม่มีความจำเป็นถึงขั้น ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตามข้ออ้างการเมือง ที่มักหยิบยกมาใช้ โฆษณาชวนเชื่อเป็นประจำ

ทั้งนี้ เมื่อประกาศ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว

คสช.เตรียมออกคำสั่งคลายล็อก เปิดรูระบายให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้บางประการ แต่ข้อห้ามกฎเหล็กคำสั่ง คสช.ใหญ่ๆ ห้ามชุมนุม ทำกิจกรรมการเมืองยังอยู่ครบ

จะปลดล็อก เปิดให้เคลื่อนไหวเต็มรูปแบบได้ ประมาณเดือนธันวาคม

การลากยาวข้อห้ามออกไปอีก ทั้งที่ห้ามมากว่า 4 ปี ในขณะที่บ้านเมืองผลัดเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้งนี้

มีเสียงเรียกร้องจากนักวิชาการ และฝ่ายการเมืองให้ คสช.รีบปลดล็อก อย่าได้ประวิงเวลาอีก เนื่องจากเป็นสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐาน ที่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญประกันไว้ อีกทั้งเมื่อมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญครบ ย่อมถึงแก่เวลา

ที่ต้องใช้กฎหมายปกติ สะท้อนเจตนารมณ์การออกมาใช้ให้มากที่สุด

กฎเหล็ก ข้อห้ามตามกฎหมายฉบับพิเศษ ที่ขัดต่อบรรยากาศประชาธิปไตย ไม่ควรบังคับใช้อีก

ข้อเรียกร้องดังกล่าว นับว่ามีเหตุผล หากปฏิบัติได้ไม่เพียงแต่เป็นผลดีต่อพรรคการเมือง และประชาชนเท่านั้น หากแต่ยังหนุนส่งภาพลักษณ์ คสช.อีกด้วย

เนื่องจากในวันนี้ แม้ไม่มีการคลายล็อก แม้ยังไม่ปลดล็อก ที่พันธนาการเสรีภาพ

แต่ก็มีสมาชิกพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองเคลื่อนไหว ฝ่าฝืนข้อห้าม

ทั้งเดินสายเอิกเกริก ปราศรัยย่อย ตกเขียว ชุมนุมการเมืองเกิน 5

จะโดยที่ คสช.รู้เห็นเป็นใจหรือไม่ก็ตาม

แต่การเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ภายใต้คำอธิบายไม่อยากเข้มงวดมากนัก ปล่อยให้ทำอย่างย่ามใจ ในขณะที่ กกต.ก็อ้าง เอาผิดไม่ได้

สังคมทั่วไป มองออก ว่าอะไรเป็นอะไร

คสช.-กกต.ถูกมองเลือกปฏิบัติ สองมาตรฐาน

เพราะในกรณีการเคลื่อนไหวที่คล้ายกัน บางพรรคทำแต่ถูกร้องดำเนินคดี

ในรายการชุมนุมของกลุ่มการเมือง ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคใด อันเป็นข้ออ้างของกลุ่มการเมืองในขั้วอำนาจรัฐบาลที่เคลื่อนไหวคึกคักในขณะนี้ ก็ถูกดำเนินคดีเช่นกัน

รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ต่อยอดจากการยึดอำนาจ

วางตัวเป็นกรรมการกลาง ยุติศึกปัญหาขัดแย้ง แบ่งฝักฝ่าย แต่ต่อมาแกนนำบริหารในรัฐบาลผลักดันตั้งพรรคการเมือง กลายมาเป็นผู้เล่น-คู่แข่ง

การคงกฎเหล็ก ข้อห้ามเอาไว้อย่างนี้ แต่กลับปล่อยบางพรรค บางกลุ่มการเมืองเดินเกมได้ เป็นภาพลบต่อ คสช.

การปลดล็อกให้ทำกิจกรรมได้อย่างเสรี จะช่วยแก้ปม ถูกมองว่าไม่แฟร์ได้

เพราะเมื่อเปิดกว้างให้ทำได้ ก็ไม่ต้องใช้ดุลพินิจตัดสิน ผิด-ถูก ให้เป็นที่ครหาอีกต่อไป

ข้อห่วงกังวล เรื่องสาดโคลน ใส่ร้ายป้ายสี ฯลฯ ก็มีกฎหมายปกติจัดการได้อยู่แล้ว

กรณีว่าด้วย การเลือกปฏิบัติ สองมาตรฐานนี้

เป็นปัญหาเรื้อรัง เป็นหนึ่งในต้นตอปัญหาขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง เมื่อการตัดสินปัญหาการเมืองไม่เป็นที่ยอมรับ ยุติปัญหาไม่ได้ หนำซ้ำยังทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างเมื่อถูกตอกย้ำด้วยการเลือกปฏิบัติ สองมาตรฐานครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่ทุกครั้งที่ให้อำนาจตัดสินปัญหา ประชาชนจะลงคะแนนตรงกันข้าม

เนื่องจากเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร เปรียบเทียบได้ ตัดสินได้

หาก คสช.ถูกมองเป็นตัวแม่สองมาตรฐาน จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ชาวบ้านเชื่ออย่างนั้น ตัดสินจากปรากฏการณ์ปัจจุบัน

แผนสืบทอดอำนาจ-อนาคตพรรคพลังประชารัฐก็น่าห่วงเป็นที่ยิ่ง

เมื่อประชาชนผู้รักความเป็นธรรม ต้องการบ้านเมืองที่เป็นธรรม เป็นผู้ตัดสิน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คาหนังคาเขา อดีต ผญบ.เก็บสำเนาบัตรปชช. สารภาพให้แม่ ส.จ.สมัครสมาชิกพรรค (คลิป)
บทความถัดไปรายงานหน้า 2 : วิพากษ์พรรคหาเสียง 70 วัน ‘พอหรือไม่’ลงสนาม‘เลือกตั้ง’