สถานีคิดเลขที่12 : เสียงข้างน้อย!ฟ้องอะไร โดย จำลอง ดอกปิก

เลือกตั้งเสร็จ ยังไม่ทันไร ไม่ทันตั้งรัฐบาล กระแสยุบสภา จัดเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง กลับถูกจุดพลุ

สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ระดับแกนนำสายตรง ทำเนียบ รัฐบาลส่งสัญญานเอง

จะพูดโดยมีวาระแฝง ขู่พรรคการเมือง พูดตามหลักการ หรือด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่

การให้สัมภาษณ์เรื่องที่ในภาวะปกติ นายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจสั่งยุบสภาแท้ๆ ยังไม่ปริปากบอก เมื่อคิดยุบสภา แก้ปัญหาการเมือง

เนื่องจากเกรงเกิดความตื่นตระหนก เกิดผลกระทบวงกว้าง ต่อเรื่องเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นนั้น

สะท้อนว่า รัฐบาลใหม่แม้ตั้งขึ้นได้ แต่การดำรงอยู่เป็นปัญหา

แนวโน้มอยู่ได้ไม่นาน

เสียงข้างมากปริ่มน้ำ 250 อัพ เกินครึ่ง 10 เสียง น่าจะเป็นจำนวนสูงสุด

ความจริงได้ถึงเท่านี้ก็นับว่าบุญแล้ว ทุกวันนี้สุดเหยียด ยังไม่ทะลุครึ่ง

ขาด 53 เสียงประชาธิปัตย์ ซึ่งเลื่อนการตัดสินใจ

แม้แกนนำพลังประชารัฐมั่นใจเปอร์เซ็นต์ ร่วมสูงกว่า แต่ทว่า ออกตรงกันข้าม ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

จึงมีการพูดถึง การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และยุบสภา

พลังประชารัฐพ่ายเลือกตั้ง แต่ประกาศตัวเป็นขั้วการเมือง รวบรวมเสียงตั้งรัฐบาล แข่งกับพรรคเพื่อไทย ที่ชนะเลือกตั้ง ได้ที่นั่ง ส.ส.มาเป็นที่ 1

แต่ผลพวง กติกาพิเศษพิสดาร

ทำให้ขั้วเพื่อไทย จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคอันดับสามประชาธิปัตย์ก็รวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้

เพราะต่อให้ พรรคการเมืองต่างๆ จับมือกัน ทุบทลายกำแพงขั้วทิ้ง จำนวนเสียงก็ไม่ถึงจำนวนกึ่งหนึ่ง 376 เสียง ของสมาชิก 2 สภารวมกัน ส.ส.500 เสียง ส.ว.แต่งตั้งอีก 250 เสียง อันเป็นองค์ประกอบของการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอยู่ดี

ขณะที่พลังประชารัฐสามารถตั้งรัฐบาลได้

116 เสียง รวมกับ 10 พรรคเล็ก พันธมิตร 2-3 พรรค และ 250 ส.ว.มากพอ หนุนส่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งนายกฯ

แต่ปัญหาก็คือ ตั้งได้แต่อาจอยู่ไม่ได้

เสียงในสภาผู้แทนราษฎรไม่ถึงครึ่ง เป็นอุปสรรคต่อการผลักดันออกกฎหมาย อันเป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายบริหาร และไม่เพียงพอรับมือ การทำหน้าที่ตรวจสอบของพรรคฝ่ายค้าน ในสภานิติบัญญัติ โดยเฉพาะหากเผชิญมาตรการการตรวจสอบสูงสุดตามวิถีทางรัฐสภา การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

จึงมีการพูดถึงการยุบสภาแต่เนิ่นๆ หัววัน ตั้งแต่ยังไม่ทันโหวตเลือกนายกฯ-ตั้งรัฐบาล

แต่กระนั้น รัฐบาลก็ไม่มีทางเลือก

ไม่เลือกทางนี้ ไม่รู้จะเลือกไปทางใด

การยกเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรแก่พรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือนพรรคพลังประชารัฐตกอยู่ในภาวะ ต้องยอมจำนน

จะผลักดันคนในพรรคก็ไม่ได้ กลัวประชาธิปัตย์ไม่เล่นด้วย เสียงไม่พอ

จำเป็นต้องเทเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ จะยกให้ฟรี หรือแลกเปลี่ยน เป็นไปได้ 2 ทาง

คำอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คือเป็นสูตรใหม่การเมือง มีการแยกส่วน แบ่งเฟส

เลือกประธานสภาก็อยู่ในส่วนของประธานประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่เกี่ยวกับการร่วมรัฐบาล

แต่ด้านกลับกัน มีหรือพลังประชารัฐไม่อยากได้คำตอบ ก่อนเลือกประธาน เพื่อเร่งปิดเกมตั้งรัฐบาลโดยเร็ว

การเลือกประธานโดยไม่ผูกพัน ผูกมัดกับการร่วมรัฐบาล

ที่จริงก็เป็นแค่คำสร้างภาพให้ดูดีของการตกลงกันไม่ได้เท่านั้น

จบเลือกประธาน 5 มิถุนาฯ มีการนัดประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยที่ ไม่แคร์ ดีลพรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย (ที่ตั้งแง่) จะได้ข้อยุติก่อนวันโหวตหรือไม่ เนื่องจากเสียงมากพอ

แยกส่วน ออกมาตั้งก่อนอีกเฟส นี่ก็อีกปรากฏการณ์ใหม่ โดยที่ยังคงพูดคุย เจรจากันแสวงหาความร่วมมือต่อไป ในส่วนที่ไม่ลงตัวทั้งหลาย

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าผลโหวต ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดรัฐบาลใหม่ จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก หรือเสียงข้างน้อย

ก็การเมืองแบบแยกส่วน-ไม่ยึดโยงนายกฯกับประชาชน 100% แต่มุ่งเน้นการรวบรวมเสียงในรัฐสภาเป็นหลัก ลดความสำคัญของ ส.ส.ตัวแทนสิทธิ เสียงประชาชน

การตัดการยึดโยงนี้จะนำไปสู่การใด เพราะแค่เริ่มต้นก็ส่อเค้าปัญหา

ปฏิเสธมิได้ว่า นี่เป็นผลพวงจากกติกา ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ต่างจากมองข้าม ไม่เห็นค่าเสียงประชาชน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้รายงานหน้า2 : วิพากษ์…สมการ‘พปชร.’ โหวตนายกฯก่อนตั้งรบ.
บทความถัดไปคนตามข่าว : ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ดังราชบุรี-พปชร.