สถานีคิดเลขที่12 : กรณี‘จ่านิว’ : โดย ปราปต์ บุนปาน

ภาพจากแฟ้ม

คดีทำร้าย นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ “จ่านิว” นักกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องใหญ่

ซึ่งกำลังบ่งชี้อนาคตของสังคมการเมืองไทยว่าจะเดินไปสู่ทิศทางไหนมากกว่ากัน ระหว่าง “เผด็จการ” กับ “ประชาธิปไตย

ประเด็นสำคัญที่สุดและสมควรต้องเร่งรีบสะสาง ก็คือ การสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและผู้สั่งการ ในคดีทำร้ายร่างกายจ่านิวและนักกิจกรรมการเมืองรายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะหลังๆ ให้ได้

ความกระจ่างชัดตรงจุดนี้ จะส่งผลให้ประชาชนยังพอมีความเชื่อมั่นว่ารัฐสามารถคุ้มครอง-มอบความปลอดภัยให้แก่พวกเขา และไม่ระแวงสงสัยว่ารัฐอาจเป็นผู้ก่อความรุนแรงอย่างลับๆ ขึ้นเสียเอง

อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์ที่ผู้สั่งการ-ผู้กระทำความรุนแรงอย่างเป็นระบบต่อบรรดานักเคลื่อนไหว สามารถดำรงตนเป็น “ไอ้โม่ง-มนุษย์ล่องหน” หรือถูกปฏิบัติราวกับไม่มีตัวตน นั้นถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าขบคิด

ด้านหนึ่ง ความคลุมเครือ-ไม่ชัดเจนเช่นนั้น ย่อมนำไปสู่ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในหมู่ประชาชน ดังได้กล่าวไปแล้ว ทั้งยังจะทำให้เกิดแนวคิดว่าประเทศนี้เป็น “บ้านป่าเมืองเถื่อน” เป็น “บ้านเมืองไร้ขื่อแป” หรือพวกเราล้วนอยู่ในยุค “อันธพาลครองเมือง”

ซึ่งข่มขู่ผู้คนให้ตกอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ไม่กล้าจะเห็นต่างหรือแสดงจุดยืน-ท่าทีทางการเมืองของพวกตนโดยเปิดเผย

แต่ใช่ว่าความรุนแรงจะสามารถตรึงสังคมให้ราบคาบสงบเงียบได้

เพราะอีกด้านหนึ่ง การกระทำความรุนแรงต่อนักกิจกรรมโดยปราศจากผู้ลงมือที่แน่ชัด ก็นำไปสู่การรวมตัวต่อต้านเหตุการณ์ป่าเถื่อนที่เกิดขึ้น ตลอดจนการให้กำลังใจแก่ผู้ถูกกระทำ อย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้

เช่น การสร้างแคมเปญบริจาคเงินช่วยเหลือครอบครัวจ่านิว หรือการโหมกระพือให้กิจกรรมคอนเสิร์ตการเมืองเล็กๆ กลายสภาพเป็น “อีเวนต์ประชาธิปไตย” ที่ได้รับความสนใจในวงกว้างขึ้นมา

ขณะเดียวกัน ปฏิกิริยาสนองตอบต่อความรุนแรงอันเกิดจาก “มือมืด” ที่เรามองเห็น ก็เป็นเพียงหน้าฉากหรือยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

เนื่องจากยังมีคนอีกมากในสังคมที่ตระหนักดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับจ่านิวนั้นไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ไม่อาจยอมรับได้ แต่พวกเขาเลือกจะเก็บงำอารมณ์ความรู้สึกไม่พอใจทั้งหมดทั้งมวลเอาไว้

เพื่อแปรผันเป็นปฏิบัติการทางสังคมแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งมิอาจหยั่งรู้ผลลัพธ์ได้ในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับกรณีของประชาชนอีกส่วนที่เห็นด้วย-เอาด้วยกับความรุนแรง ซึ่งน่าตั้งคำถามว่านอกจากพวกเขาจะแสดงอารมณ์สะใจและความเกลียดชังออกมาในโลกเสมือนแล้ว คนเหล่านี้จะแปรอารมณ์ความรู้สึกของพวกตนออกมาเป็นปฏิบัติการอะไรบ้างในโลกความจริง?

เราต้องไม่ลืมว่าขาข้างหนึ่งของสังคมการเมืองนั้น ขับเคลื่อนด้วยพลังของประชาชน (ทุกฝ่าย) เสมอ

ทว่าก็เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก ที่จะอ่าน-ประเมิน-คาดเดาแนวโน้มของพลังดังกล่าว ซึ่งมีความคลุมเครือลื่นไหลไม่ต่างจากตัวผู้สั่งการ-ผู้กระทำความผิดในคดีทำร้ายจ่านิวและมิตรสหายนักกิจกรรมของเขานั่นแหละ

บทความก่อนหน้านี้“สราวุธ เลขาธิการศาลยุติธรรม” เตรียมติวเข้มข้อกฎหมาย ตำรวจศาลชุดแรก 16 ก.ค.
บทความถัดไปรายงานหน้า2 : ‘พปชร.’ระส่ำ-3มิตรเดือดทวงเก้าอี้ รอยร้าวรัฐบาล‘บิ๊กตู่2’