สถานีคิดเลขที่12 : ไม่ไหวบอกไหว : โดย จำลอง ดอกปิก

พรรคร่วมรัฐบาล วิตกกังวลศึกใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อาจทนไม่ได้-ถอดใจ

กลุ่มต่างๆ บางมุ้ง พรรคพลังประชารัฐ ก็หวั่นไหวอยู่ลึกๆ

ถึงแม้ด้านหนึ่ง เชื่อว่า ไม่มีทางที่คนอย่าง ‘บิ๊กตู่’ จะสละเรือก็ตาม แต่ขึ้นชื่อว่า การเมืองแล้ว ประมาทไม่ได้ ไม่มีอะไรแน่นอน

รวมถึงยุบสภา

ที่พรรคร่วมรัฐบาล ที่บางมุ้งของพลังประชารัฐ พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ประหวั่นพรั่นพรึง ก็เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเป้าหมายหลัก ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ญัตติซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎร บรรจุเป็นวาระ ส่งท้ายสมัยประชุม โดยเริ่มต้น เปิดเวทีให้ฝ่ายค้านอภิปราย วันที่ 24 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป อย่างน้อย 3 วัน

เป็นการอภิปรายที่ลำพัง นายกรัฐมนตรี สไลด์สืบทอดจากการเป็นผู้นำรัฐบาลทหาร มาเป็น ผน. หัวหน้าฝ่ายบริหารในแพคเกจประชาธิปไตย ก็น่าห่วงใย จะอ่วมอรทัยอยู่แล้ว

แต่นี่ต้องเผชิญกับ 5 วิกฤตอีกต่างหาก

สาหัสสากรรจ์เป็นที่ยิ่ง ทั้งปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา กระทบรายได้จากการท่องเที่ยว เครื่องยนต์ตัวเดียวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ใช้การได้ดีที่สุด วิกฤตฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ภัยแล้งซ้ำเติมเกษตรกร ค่าเงินบาทแข็งกระทบส่งออก งบประมาณปี 2563 ออกช้า

ไม่นับปัญหา ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เรื่องบั่นทอนรัฐบาล มีเสียงเรียกร้องให้รับผิดชอบเหตุการณ์กราดยิงที่นครราชสีมา

แต่ละเรื่อง แต่ละปัญหา หนักอึ้ง

อาจเกินกว่าบ่าไหล่ อันแข็งแกร่งของชายชาติทหารจะรับไหว-อดทนได้ เมื่อถูกกดดัน โขกสับขึงพืดกลางสภา

มิใช่แค่ พรรคร่วมรัฐบาล มุ้งต่างๆ ส่วนหนึ่งของพลังประชารัฐเท่านั้นที่หวั่นไหว

แม้แต่ฝ่ายค้าน ก็หวาดผวา เกิดอุบัติเหตุการเมือง ยุบสภาเช่นกัน

เนื่องจาก ไม่พร้อมเลือกตั้ง

หากต้องลงเลือกตั้งอีกครั้ง ในขณะที่กติกาไม่เอื้อต่อการแข่งขัน ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ไม่เอื้อต่อการเติบใหญ่ของพรรคการเมือง

ต่อให้ชนะเลือกตั้ง ก็ต้องกลับมาพ่าย การรวบรวมเสียงให้ได้เสียงข้างมากในรัฐสภา ที่ให้อำนาจ 250 ส.ว.แต่งตั้ง ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยอยู่ดี

ญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถือเอาจำนวนเสียง ส.ส.ที่ลงมติไม่ไว้วางใจ เป็นเกณฑ์ตัดสิน

มติไม่ไว้วางใจ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ปัจจุบันคือ 249 เสียง

นั่นหมายความว่า ฝ่ายค้านต้องระดมเสียงให้ได้ 249 เสียง จึงจะล้มรัฐบาล ปลด พล.อ.ประยุทธ์พ้นจากตำแหน่งได้ทันที ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ไหนแต่ไรมา ฝ่ายค้านไม่เคยโหวตชนะรัฐบาล ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

แต่เสียงในสภา กับเสียงประชาชนนอกสภา ที่มีต่อวิกฤตปัญหาอันยังมองไม่เห็นหนทางคลี่คลายบรรเทา แม้ออกมากี่มาตรการ ต่อกี่นโยบายของรัฐบาล อาจแตกต่างกัน

ในขณะที่ พรรคร่วมหวั่นไหว ฝ่ายค้านกลัวยุบสภา

ในขณะที่ เสียงฝ่ายค้าน ไม่สามารถทำอะไรรัฐบาล ผ่านการใช้มาตรการตรวจสอบการทำงานสูงสุดได้

พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้รับความไว้วางใจ

แต่สำหรับประชาชนแล้ว หากจะถามว่า กลัวยุบสภาหรือไม่

คำตอบอาจตรงข้าม ส.ส.

ผู้มีส่วนได้-เสีย จากการบริหารของรัฐบาล อาจอยากเข้าคูหา

คันไม้คันมือ โหวตลงมติ ไว้วางใจ หรือ ไม่ไว้วางใจ รัฐบาล โดยไม่สนใจว่า จะใช้บริการนั่งร้าน คัมแบ๊กกลับมาอีกครั้ง

แต่อยากส่งเสียงดังๆ ตัดสินรัฐบาล

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ดิจิเทรนด์ฟอร์เวิร์ด : วาเลนไทน์ปี’63 โสดดี ไม่เปลืองเงิน
บทความถัดไปรายงานหน้า2 : สภาไร้‘แอ๊กชั่น’ ส.ส.เสียบบัตรแทน