สถานีคิดเลขที่12 : รวม หรือ แตก : โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

เป็นภาวะย้อนแย้งไม่น้อย

หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาชูแนวคิด “รวมไทยสร้างชาติ”

ว่านี่คือ New Normal ของตนเอง

ที่จะรวมทุกกลุ่มเดินหน้าประเทศ

และยกระดับ แนวคิด “รวมไทยสร้างชาติ” โดยบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ

ยังไม่สิ้นความ

ปรากฏว่า ในการประชุมสภาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา

มีการพิจารณารับทราบ “รายงานสรุปผลการดำเนินการประจำปีตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2562”

ถือเป็นการอุ่นเครื่องก่อนจะมีเรื่อง “รวมไทยสร้างชาติ” ผนึกเข้าไป

แต่ปรากฏว่า ไม่ใช่แค่อุ่น แต่แทบจะเป็นการ “เผาเครื่อง” กันเลยทีเดียว

ฝ่ายค้านไม่ต้องพูดถึง นั่นไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ จ้องเผาอยู่แล้ว

แต่ “ฝ่ายเดียวกัน” นั่นสิ ควรจะจับทาง หรือจับแนวความคิด “รวมไทยสร้างชาติ” ได้ก่อนใครอื่น

มิใช่กระโดดไปอยู่ในฝ่าย “แตกไทยถล่มชาติ” ตั้งแต่ยังไม่เคลื่อนยุทธศาสตร์

อย่างนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ จัดหนักทีเดียว

ด้วยการชูแผนแม่บทเรื่องการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ขึ้นมาถล่ม

โดยระบุถึง 3 เป้าหมาย ต่อต้านการโกง ว่า

1.เป้าหมายต้องปลูกฝังค่านิยมให้คนมีทัศนคติไม่นับถือคนโกง ตามคำพูดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษบอกว่า อย่าไหว้คนโกง จะมีบารมีมากแค่ไหนก็มีไป เราต้องแสดงความขยะแขยง รังเกียจพวกโกงชาติบ้านเมือง

2.เป้าหมายคดีทุจริตและประพฤติมิชอบลดลง

แต่อยากให้ไปดูสถิติดัชนีการทุจริตของไทย ที่จัดโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ

พบว่ายุค คสช.แม้ไม่มีนักการเมืองบริหาร แต่สถิติการโกงกินมากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสียอีก

โดยในปี 2552-2554 ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ดัชนีความโปร่งใส อยู่ลำดับที่ 78 เท่านั้น

แต่ตั้งแต่ปี 2557-2562 มีลำดับเพิ่มขึ้นจากลำดับที่ 99 เป็น 101

แสดงให้เห็นว่า แนวโน้มปัญหาการทุจริตแย่ลง

3.เป้าหมายการดำเนินคดีทุจริตที่มีความรวดเร็วเป็นธรรมโปร่งใสไม่เลือกปฏิบัติ

แต่ขณะนี้เห็นชัดว่ามีการดำเนินคดีไม่เที่ยงธรรม

ถ้าเป็นพวกเดียวกันก็รอดพ้นหมด

ปล่อยคดีหมดอายุความ

มีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ มีการวินิจฉัยทรัพย์สินยืมใช้คงรูป ไม่ต้องแจ้ง เพราะการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระไม่โปร่งใส

จึงทำให้ขัดต่อเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ

ไม่รู้ว่า คนในรัฐบาล จะให้น้ำหนัก นายเทพไท ขนาดไหน

แต่คำพูดของนายเทพไทนั้นช่าง “เสียดแทง” เหลือเกิน

เพราะสิ่งที่พูดในสภาอย่างเป็นทางการ และบันทึกเป็นรายการประชุมนั้น

ทำให้ภาพ กลุ่ม “บุคคล” ยืนคล้องแขน ในพิธีกรรม เชิญและถูกเชิญ เข้ามาเป็นผู้นำพรรคหลัก ที่จะนำพายุทธศาสตร์ “รวมไทยสร้างชาติ” ตามความมุ่งหมายของนายกรัฐมนตรี “มอมแมม” ไปตามคำพูดของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ “คนกันเอง” ไปในทันที

เสียฤกษ์เสียยาม การเปลี่ยนแปลงใหญ่ของพรรคแกนนำรัฐบาลเมื่อ 27 มิถุนายน อย่างยิ่ง

พลอยทำให้เกิดคำถามว่า คนที่อยู่ในรัฐนาวา เดียวกัน “รับพี่” หนักขนาดนี้

แล้วจะรวมไทยสร้างชาติกันได้อย่างไร

และยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดคำถาม ย้อนไปยังภาพที่คล้องแขนยาวเป็น “หางว่าว” นั้น เอาที่จริง “คนใน” เองมีความรู้สึก “รวมไทย” กันแค่ไหน

ซึ่งว่าไปแล้วก็คงไม่ต้องรอนานสักเท่าไหร่

หลังปรับคณะรัฐมนตรี คนที่อกหัก ไม่ได้ตามหวัง จะยังอยากรวมไทยสร้างชาติอยู่หรือไม่

หรือจะแตกวง!

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้รถทัวร์ชาวเน็ตหยุดยาก! เปรียบเทียบยอดบริจาคไฟป่า ‘ฌอน’ สวนทางยอดไลค์เพจ
บทความถัดไปคอลัมน์ แท็งก์ความคิด : สังคมของพวกเรา