สถานีคิดเลขที่12 : หลบ‘ลม’เข้ากะลา

จะชอบหรือไม่ ก็ตาม

แต่ต้องยอมรับ ขณะนี้ ว่า กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่คนรุ่นใหม่ ก่อขึ้น โหมแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง มากน้อยแค่ไหน ยากจะคาดเดา

แต่ก็ส่งผลสั่นสะทือน ไปทั้งสังคม

แน่นอน ฝ่ายที่ไม่ชอบ ก็ย่อมมีสิทธิ ขืนต้าน เป็นธรรมดา และเป็นธรรมชาติ

ซึ่งในที่นี้ อยากขับเน้น คำว่า ธรรมชาติ เป็นพิเศษหน่อย

เพราะเมื่อเป็นธรรมชาติแล้ว ย่อมสามารถปรับตัว ปรับสมดุล ให้ “ลงตัว” ได้ในที่สุด

แต่ถ้าไม่เป็นธรรมชาติ อันนี้น่าเป็นห่วง

ด้วยอาจจะนำไปสู่สิ่งที่ไม่น่าพึงประสงค์ได้มาก

พูดให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมขึ้น

เมื่อมีกระแส จากคนรุ่นใหม่ ให้มีการปฏิรูป ซึ่งก็แน่นอนว่าย่อมไปคุกคามสิ่งเก่าที่เคยดำรงอยู่

ดังนั้น ฝ่ายอนุรักษ์หรือฝ่ายจารีต จึงย่อมขัดขืนต่อต้าน

ซึ่งจะต่อต้านรุนแรงน้อย-มาก ก็ว่ากันไปตามครรลอง

ใครมีเหตุผล จุดยืน และจำนวนมวลชน มากเพียงใด ก็แสดงออกมาได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้บทสรุปในบั้นปลาย

แต่ที่น่ากังวลและเป็นห่วง

นั่นก็คือมีความพยายามที่จะไม่ให้กระแสขับเคลื่อนไปอย่างธรรมชาติ

โดยเฉพาะท่าทีจาก ผู้นำในรัฐบาล ที่พยายามประกาศว่าตัวเองไม่ใช่ตัวปัญหา ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง ไม่ใช่ฝ่ายที่จะไปทะเลาะกับใคร

แต่กระนั้น ขณะที่โชว์ท่าทีดังกล่าว

กลับชี้นิ้ว ไปยังฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะใน ฝั่งฟาก “ปฏิรูป” ว่า มีไอ้โม่ง หรือจอมบงการ ที่เป็นนักการเมือง อยู่ข้างหลัง

และขนาดถึงประกาศกลางสภา ว่า มีต่างชาติเข้ามาสนับสนุน กำหนดเกมให้เล่น

ที่บอกว่าจะไม่เป็นฝ่ายขัดแย้งกับใคร จึงไม่จริง

แถมแขวนป้าย ให้เป็นฝ่ายตรงข้าม หรือศัตรู อีกด้วย

ยิ่งกว่านั้น เราได้เห็นร่องรอยค่อนข้างชัดเจน ว่า มวลชนฝ่ายจารีตนั้นมีการใช้กลไกภาครัฐ ซึ่งประกาศไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับใครนั่นแหละ เสริมหนุนให้ฝ่ายจารีต เข้าไปบีบคั้นอีกฝ่าย

เราเคยได้ยิน คำว่า “ม็อบมีเส้น” มาแล้ว

และสภาวะดังกล่าวได้นำไปสู่ ความแตกแยกร้าวลึก ความไม่เท่าเทียม ความไม่เสมอภาค ความหลายมาตรฐาน ในสังคมไทยมาแล้ว

ซึ่งตอนนี้ยังคงดำรงอยู่ และกำลังถูกนำมาใช้อีกครั้งและอีกครั้ง

เราจึงเห็นภาวะ ที่คนในศูนย์กลางแห่งอำนาจ นอกจากชี้หน้ากล่าวหาคนอื่นมีเบื้องหลัง

ยังมีพฤติกรรมเข้าไปเป็นเบื้องหลังของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย

นี่จึงเป็น สภาพอันไม่เป็นธรรมชาติที่ยากจะหาข้อยุติ หรือสรุปร่วมกันได้

ยิ่งน่ากังวลไปกว่านั้น การแอบแฝงใช้กลไกภาครัฐเข้าไปหนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้น

มิได้ต้องการที่จะให้เกิดผลแพ้ชนะ เพราะยากที่จะเป็นเช่นนั้น

เกม ที่อยากจะให้เป็นก็คือ การปลุกให้มวลชนฝ่ายหนึ่งไปปะทะกับอีกฝ่ายหนึ่ง

เพียงเพื่อให้เป็น “เงื่อนไข” สร้างความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศขึ้น

เพื่อจะใช้เป็นข้ออ้าง กระทำรัฐประหาร อันซ้ำซากอีกครั้ง

ตอนนี้ เริ่มโยนหินถามทาง เรื่อง การยึดอำนาจ หรือรัฐบาลแห่งชาติ กันอีกแล้วและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

อันเปรียบประหนึ่ง การเลือกมุดกลับเข้าไปในกะลาครอบ

เพื่อหลบพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“สุรชาติ” ชี้ รัฐบาลขาลงมัก “ปิดหู-ปิดตา” แม้ “อานันท์” ออกมาเตือน
บทความถัดไปทนายกฤษฎางค์ เผยสภาพ’รุ้ง-กวิ้น-ไมค์’ไม่พร้อมเดินทาง รอคุยตร.ระยองขอตัว’ไมค์’