สถานีคิดเลขที่12 : สุดโต่ง

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ว่าที่ นายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.จุฬา) ให้สัมภาษณ์ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับล่าสุด

กล่าวถึงกระแสวิพากษ์ คนรุ่นใหม่ เคลื่อนไหวสุดโต่งเกินไป

โดย เนติวิทย์บอกว่า

“ที่มันสุดโต่ง เพราะว่าคุณทำให้มันดูสุดโต่ง เช่น ต้องมีกฎหมายมากำกับ ว่าพูดเรื่องนี้ได้เท่านี้ ถ้าตั้งคำถามต่อเรื่องสังคมที่เป็นอยู่ในตอนนี้จะถูกจับ (ทั้งที่) มันไม่ได้สุดโต่งเลย แต่ คุณสร้างเงื่อนไขให้สุดโต่งมากขึ้น คนไม่สามารถขยับตัวไปไหน ไม่สามารถหายใจรับเสรีภาพได้เลย ทุกอย่างเลยกลายเป็นเรื่องสุดโต่งไปซะหมด”

อ่านแล้วก็ชวนคิดเหมือนกัน

เพราะดูเหมือน ตอนนี้ คำว่า “สุดโต่ง” มีมาตรฐานในการกำหนดเพดานว่า ระดับไหนสุดโต่ง ระดับไหน ยังไม่สุดโต่ง

ไม่เท่าเทียมกัน

ที่เห็นชัดเจนก็คือการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ

ที่ตอนนี้ การชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมือง เพดานการกระทำสุดโต่ง ต่ำมาก

ทำอะไรล้ำเส้นไปนิดหนึ่ง หรือยังไม่ล้ำเส้นด้วยซ้ำ ก็ถูกหาว่าสุดโต่งไปแล้ว

โดยมีตู้คอนเทนเนอร์เป็นตัวดัชนีชี้วัด

มีตู้คอนเทนเนอร์มาวางขวางถนนเมื่อใด สะท้อนการประเมินของตำรวจว่าต้องมีความสุดโต่งแล้ว

ทั้งที่ก็เป็นเพียงการแสดงออกทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น

ยิ่งตอนนี้มีข้ออ้างเรื่องโรคระบาดเสริมเข้าไปอีก ยิ่งไปเพิ่มความรู้ว่า (พวกเอ็ง) สุดโต่งอย่างยิ่ง

ฟังน้ำเสียงท่านผู้นำ ที่แถลงผ่านทางโทรทัศน์ก็จับความรู้สึกได้

จึงไม่น่าประหลาดใจที่ การชุมนุม หมู่บ้านทะลุฟ้าจะกวาดจับผู้คนไป 70 คน

การชุมนุมของกลุ่ม “ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน” จะเจอ ข้อหาการชุมนุมที่ผิดกฎหมายฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ควบคุมโรค ไปอีก 28 คน แถมขู่จะใช้มาตรา 112 ด้วย หากมีใครพูดเข้าข่าย

ล่าสุด กลุ่ม UNME of Anarchy (หมู่บ้านทะลุฟ้า) ที่นัดหมายทำกิจกรรม บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2564 และอีกกลุ่มนัดหมายเดินทางไปทำกิจกรรมที่เรือนจำธนบุรี เรือนจำธัญบุรี เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ วันเดียว

เจอคำขู่ ที่จะเอาผิด

1.ร่วมกันชุมนุมที่ไม่เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด เป็นความผิดตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.การกระทำใดๆ ซึ่งอาจก่อสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ที่เป็นเหตุให้เกิดโรคติดต่ออันตราย หรือโรคแพร่ระบาดออกไป ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จะเห็นว่า ตำรวจ ขึงขัง เด็ดขาด และพร้อมจะลงโทษพวกที่ถูกมองว่า “สุดโต่ง” เหล่านี้ อย่างหนัก

แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ตำรวจ จัดการกับ “คลัสเตอร์สถานบันเทิง” ที่ทองหล่อ

ที่แตกต่างกันอย่างกับฟ้าและดิน

ที่นั่นไม่ค่อยมีฝ่ายรัฐ รู้สึกมีอะไรสุดโต่งสักเท่าไหร่

ผู้จัดการรับผิดชอบเจอคุกไป 2 เดือน ส่วนเจ้าของตัวจริง ยังลอยนวล แถมมีเงื่อนไขสกัดมากมาย หากจะเอาผิดได้

ส่วนตำรวจที่ดูแลพื้นที่ ซึ่งเป็นเครือญาติผู้มีอำนาจก็เจอแค่ย้าย

โทษเบาหวิว ทั้งที่แหล่งอบายมุขดังกล่าวเป็นแหล่งแพร่เชื้อ กระทบเศรษฐกิจ ความมั่นคง ชีวิต ความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศ

เสียหายเกินคณานับ

เป็นปัญหาความมั่นคง แต่ถูกมองว่านั่นไม่ใช่ภาวะของการสุดโต่ง

เป็นความหลายมาตรฐานที่คาหัวใจชาวบ้านชาวเมืองที่ทุกข์ยากกับโควิด-19 อยู่ตอนนี้

โวยวายมากก็หาว่าสุดโต่งอีก

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คอลัมน์แทงก์ความคิด : วิถีทาสแมว
บทความถัดไปเผ่าภูมิ ชี้ ครบ1ปี เงินกู้พ.ร.ก. 1.9 ล้านล้าน รัฐบาลใช้ไม่คุ้ม พลาดเป้า เงินสูญหายไม่เข้าระบบ