สถานีคิดเลขที่12 : นับถอยหลัง

หากไม่มี 250 ส.ว. ตรึงความเป็นรัฐบาลไว้เหนียวแน่น มิให้เปลี่ยนแปลงได้ด้วยการเลือกตั้ง ไม่มีผู้นำเหล่าทัพสนับสนุน อย่างน้อยที่สุดก็ผ่านการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่ง

ไม่แน่นักว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะยืนอยู่ได้

เมื่อโควิดระบาดรอบสาม ตอกย้ำให้เห็นถึงการบริหารอันอ่อนด้อย

ไม่สามารถควบคุมมิให้แพร่ลามเป็นวงกว้างอีกครั้ง อีกทั้งวัคซีนที่เป็นคำตอบแก้ปัญหา ก็จัดหาล่าช้า และไม่มากพอ สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เพิ่งมา กระตือรือร้นหลังรอบ 3 ไม่กี่วัน

ที่ว่าไม่แน่ เนื่องจากคำถาม รัฐบาลฝากฝีฝากไข้ได้หรือไม่

คำตอบมีแล้ว และประชาชนคงตัดสินได้แล้ว

แต่ประชาชน ไม่อาจล้มรัฐบาลทางตรงได้ด้วยตัวเอง

การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ นายกฯลาออก ยุบสภา พ่ายญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นต้น

กรณี แพ้เสียงโหวตศึกซักฟอกนั้น ไม่เคยเกิดมาก่อน เนื่องจากเสียงฝ่ายรัฐบาล เป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร

ปรากฏแต่ลาออก และยุบสภาเท่านั้น โดยประการหลังมากสุด

สาเหตุที่นายกฯตัดสินใจการยุบสภานั้น หลักๆ มาจาก อาทิ เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ การปีนเกลียวของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ปัญหาการเมือง วิกฤตศรัทธา

เมื่อพิจารณาจากสภาพการณ์ปัจจุบัน

ยังไม่ปรากฏความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนปัญหาการเมือง ม็อบชุมนุมขับไล่ เรียกร้องแก้รัฐธรรมนูญ และกรณีอื่น อันเนื่องมาจากการบริหารนั้น

ผู้นำรัฐบาลไม่เพียงแต่ปฏิเสธทำตามข้อเรียกร้อง หากแต่ยังถามกลับด้วยว่า ทำผิดอะไร

แต่เมื่อเผชิญกับปัญหา โควิดระบาดครั้ง 3

ไม่จดจำบทเรียนระลอก 2 การตั้งคำถามถึงการจัดหาวัคซีนปริมาณมากและรวดเร็ว

ความมั่นใจในคำถามที่เคยถามกลับ ทำผิดอะไร อาจหดหาย

เมื่อสถานการณ์โควิด ณ เบื้องหน้าฟ้องอยู่

แต่เรื่องที่จะยอมลาออกนั้นยาก ไม่เกิดขึ้นแน่นอน

เนื่องจากอาจมองอีกมุมว่า สถานการณ์อย่างนี้ ปล่อยให้เกิดสุญญากาศ ไม่มีรัฐบาลตัวจริงบริหารไม่ได้

และที่ว่า รัฐบาลล้มเหลวนั้น เป็นเสียงจากฝั่งตรงกันข้ามมุ่งดิสเครดิต

ไม่จำเป็นต้องเต้นตาม

เหลือเพียงประการเดียว ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ นั่นคือความขัดแย้งในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล

แนวโน้มความเป็นไปได้มีมากกว่าทางอื่น

เนื่องจากปรากฏร่องรอย ปริร้าวให้เห็น รวมถึงล่าสุด ระหว่างรัฐบาล (พลังประชารัฐ) กับประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย

แต่ก็ยังไม่รุนแรงถึงขั้นแตกหัก

2 พรรค อาจเห็นว่าไม่สุกงอมพอที่จะตัดสินใจ

ถอนตัวไป ไม่คนเดิมก็คนใหม่ในสายสืบทอด กลับมาเป็นนายกฯ-รัฐบาลอีกครั้งอยู่ดี

กติกามันล็อกไว้ นั่งร้าน 250 ส.ว.อยู่พร้อมหน้า

ขยับอะไรได้ไม่มากนัก แม้โดนกดทับ ปฏิบัติเหมือนไม่ให้เกียรติ ก็ต้องจำทน

อีกฟาก 6 พรรคฝ่ายค้านฮึ่มฮั่ม จี้นายกฯลาออกทันที เปิดทางตั้งรัฐบาลมืออาชีพ เข้ามาบริหารแก้วิกฤตชาติ เคลื่อนไหวไปก็เท่านั้น เสียงไม่มากพอล้มรัฐบาล

แต่การมีฝ่ายค้านอยู่ คอยตรวจสอบ ชี้เป้าความล้มเหลว

ก็ทำให้รัฐบาลสั่นสะเทือนไม่น้อย

จากที่เคยแข็งกร้าว มั่นใจในเสาค้ำ วางก้ามใส่พรรคร่วม ก็เริ่มเห็นท่าทีที่อ่อนลง

จากในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน

จากที่ยืนยันไม่ทบทวนคำสั่ง ขู่คาดโทษรัฐมนตรีขี้นินทากลางวงประชุม ครม. ก็เริ่มถอย

ล้มคำสั่ง แบ่งงานรัฐมนตรีคุมพื้นที่จังหวัด-ถอย ลดความเข้มในการยึดอำนาจตามกฎหมาย 31 ฉบับ เหลือเพียงให้รายงานเรื่องทางธุรการ

ชักธงรบลง

ลดการเผชิญหน้ากับประชาธิปัตย์ ลดการเผชิญหน้ากับภูมิใจไทย

ลดความเสี่ยง นำสู่การแตกหัก

ทั้ง 2 เคสนี้

สะท้อนภาพ เพาเวอร์รัฐบาลวันนี้ ไม่สูงเหมือนเดิม ไม่ง้อพรรคใดไม่ได้อีกต่อไป

การหันมาประนีประนอม รอมชอมมากขึ้น

แสดงว่า อำนาจต่อรอง ขี่ข่ม ที่‘บิ๊กตู่’เคยมีลดน้อยลงมาก

มิได้แข็งแกร่งเหมือนแรกตั้งรัฐบาล

หากแต่ลดน้อยถอยลงเป็นสัญญาณของการนับถอยหลัง

สะดุดขาตัวเอง

จำลอง ดอกปิก

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้การปฏิวัติอุตสาหกรรมยา..กัญชา กัญชง
บทความถัดไปชป.เดินหน้าโครงการอ่างฯน้ำญวน จ.พะเยา หวังสร้างความมั่นคงด้านน้ำ