สถานีคิดเลขที่12 : 7 ปีนานโนะ

“…เข้าใจมั้ยยยย ลุ้งงงงงงง

คนเขาบอกยังไม่รู้ฟัง ดื้อรั้น ถูลู่ถูกัง ทิฐิมานะสูง…” : ภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง โฆษกพรรคภูมิใจไทย

“…เมื่อวาน ลุงมาเบรก ไม่ให้ walk in แล้วบอก app ห้ามล่ม

เฮ้ยยนี่ รู้สึกเลยว่า เป็นการบริหารแบบยุคเก่ามาก

คือถ้าไม่ได้เป็นความคิดของตน คือผิดหมด…

การตัดสินใจแบบนี้เท่ากับว่า ไม่ได้เรียนรู้ปัญหาและการแก้ไข ในกรณีที่ไม่เป็นไปตามแผนเลย

เป็นการตัดสินใจที่บ้งมาก” : สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย

2 โพสต์ ในเฟซบุ๊ก ของคนพรรคภูมิใจไทย ข้างต้น

มิได้เป็นเพียงการสะท้อนปัญหา walk in “วัคซีนโควิด-19” เท่านั้น

หากมองให้กว้าง และไกลออกไปอีกสักนิด

ข้อความดังกล่าวสะท้อนปัญหา 7 ปี การครองอำนาจจากการยึดอำนาจ เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 มาจนถึงปัจจุบัน เป็นอย่างดีด้วย

แม้จะมีความพยายามให้แยกแยะ ว่า รัฐบาลนี้เพิ่งอยู่มา 2 ปี ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลคณะรัฐประหาร 5 ปีจะมาเหมาเป็น 7 ปีแห่งการรัฐประหารไม่ได้

ซึ่งใครจะ เชื่อตรรกะนั้น ก็เชื่อไป

แต่โดยส่วนตัวเชื่ออย่างเต็มร้อย รัฐบาล 5+2 นั้น เป็นหน่อเนื้อเดียวกันแท้ๆ

และแถมยังพยายาม “สืบทอด” อำนาจเอาไว้ให้ต่อเนื่องด้วย

เพียงแต่ไม่อาจดำรงสภาพ “ตรงเด่” เอาไว้ได้ ต้องไปคลี่เอาผ้าคลุมประชาธิปไตย มาห่อหุ้มตัวเอาไว้

ซึ่งก็ไม่ได้มิดชิดอะไร

ถึงทำให้เด็กตั้งแต่นักเรียนยันไปกระทั่งมหาวิทยาลัย ออกมาประกาศ ให้มันจบในรุ่นเรา นั่นไง

คำว่า “บริหารแบบยุคเก่ามาก” อันนำไปสู่ภาวะ “ไม่รู้ฟัง ดื้อรั้น ถูลู่ถูกัง ทิฐิมานะสูง” ที่ 2 ส.ส.รุ่นใหม่ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ในโลกโซเชียลนั้น

ย้อนไปหลัง 22 พฤษภาคม 2557 วลีเหล่านี้ มิใช่จุดอ่อนหรือจุดด้อย

ตรงกันข้าม กลับเป็น จุดแข็ง จุดเด่น

ด้วย คณะรัฐประหาร ขุดเอาการบริหาร “ทหารนิยม” มาใช้เต็มที่ ไม่ว่าการบริหารรวมศูนย์ ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต้องฟังและปฏิบัติตามอย่างไม่มีเงื่อนไข

ใครต่อต้าน ขัดขืน มีสิทธิจะถูกเชิญตัวมาปรับทัศนคติได้ทุกเวลา

ทุกอย่างจึง “สงบราบคาบ” เป็นที่ถูกใจของผู้ใช้

แต่ “อำนาจนิยม” ดังกล่าวใช้ได้ไม่นานเพราะ “โลกไม่นิยม”

เลยก็ต้องแปลงสภาพให้ดูไม่น่าเกลียด โดยระดมเนติบริกรมาช่วยกันประแป้งให้ไปแฝงในกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ย่อยไปถึงระเบียบคำสั่ง

เพื่อให้ความเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ที่คุ้นเคยดำรงอยู่

ถึงขนาดทำ “นิติสงคราม” ก็ยอม เห็นจากการงัดกฎหมายเหล็กมาไล่เบี้ยฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ยั้ง

แต่ก็อย่างที่บอก การดึงเอาประชาธิปไตย มาเป็นผ้าคลุมเผด็จการ มิได้ มาฟรีๆ

มันมี ค่าใช้จ่าย ที่ต้องจ่าย

โดยเฉพาะ สิทธิ เสรีภาพ ที่พ่วงมาด้วย ทำให้ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดต้องลดลง

แถมยังต้องเผชิญนักการเมือง พรรคการเมือง และมวลชนนอกสภา มาต่อรอง-ขัดขวาง-ต่อต้าน

ทำให้สิ่งที่เคยสัญญา (ซึ่งจะเป็นเพียงข้ออ้าง หรือตั้งใจจะทำจริงๆ) ไม่เป็นจริง

ประกอบกับปัญหาต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องหนักหน่วง ไม่อาจแก้ด้วย “ผู้นำเด็ดขาด” อีกต่อไป

ความไม่พอใจจึงทะลักล้น

ไม่เว้นคนกันเอง จากที่เคยรัก กลายเป็นเกลียด ถึงขนาดขับไล่

7 ปีผ่านไป จุดแข็ง กลายเป็นของเก่า

กลายเป็นความดื้อรั้น มีทิฐิ ไม่ฟังใคร

นำไปสู่ความรู้สึกอย่างเหล่าแนะโน๊ะเขารู้สึก

7 ปี นานโนะ!!

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้รายงานหน้า2 : ธุรกิจใหญ่-เอสเอ็มอี ฝ่าโควิดระลอก3
บทความถัดไปพล.ท.ภราดร อัดกลาโหม จัดงบ’65 ผิดกาลเทศะ ไม่สนภัยโควิด วิกฤตของชาติ