สถานีคิดเลขที่12 : ชอร์ตไฟฟ้า

ไม่แฮปปี้ มหัศจรรย์ อย่างที่ คริสเตียน อีริกเซ่น นักฟุตบอลดาวดังเดนมาร์ก ฟื้นชีพขึ้นมา หลังจากคณะแพทย์ช่วย CPR จนหัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง

แม้ว่า กลุ่มสามมิตร โดยการสนับสนุนของ พี่ใจดี นายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ จะสามารถ ปลุกชีพ การถ่ายทอดสดฟุตบอลยุโรป 2020 กลับมาในโค้งสุดท้ายให้ได้ใจแฟนฟุตบอลชาวไทยอย่างล้นหลาม

แต่ความล้นหลามดังกล่าวก็ไม่แรงพอ ที่จะไปมีผลให้เกิดความมหัศจรรย์ในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

คือไม่อาจรักษาเก้าอี้เลขาธิการพรรค ของ นายอนุชา นาคาศัย ที่มีบทบาทในการปลุกชีพการถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโรได้

เพราะฝั่งฟากที่ต้องการเปลี่ยนคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เดินหน้าลุยเต็มที่ ซึ่งรวมถึงแรงหนุนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคด้วย

ทุกอย่างจึงเรียบร้อย โรงเรียน 4 ช.

อย่างไรก็ตาม มองในแง่ดี ก็ใช่ว่า “กลุ่มสามมิตร” จะไม่ได้อะไรเลยจากปฏิบัติการซื้อใจชาวบ้านกรณีบอลยูโร ที่ทำให้ รัฐบาล นายกฯและ พปชร. พลอยได้อานิสงส์ความนิยมไปด้วย

นั่นคือยังมีการแชร์อำนาจ ภายในพรรค ให้กลุ่ม สามมิตร+1 อยู่ตามสมควร

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายอนุชา และบวก 1 คือนายสุชาติ ชมกลิ่น นายสุชาติยังคงอยู่ในกรรมการบริหารพรรค

ไม่ใช่แบบ หลุดแล้วหลุดเลย อย่างกรณีที่เกิดกับกลุ่ม กปปส. หรือในอดีตอย่างกลุ่มของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายอุตตม สาวนายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล

ซึ่งก็ต้องติดตามต่อไปว่า กลุ่มสามมิตร จะพอใจกับการแบ่งปันอำนาจตรงนี้หรือไม่

เพราะว่าไปก็สูญเสียการนำไม่น้อย

โดยเฉพาะการไม่ได้เป็นกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งชุดใหม่แม้แต่คนเดียว ก็เป็นสัญญาณถึงการไร้บทบาทในอนาคตไม่น้อย

เพราะเหตุดังกล่าว หลังจากนี้ คงต้องสนใจข่าว “ลือ” ก่อนหน้านี้ว่า กลุ่มสามมิตร อาจจะแยกวงไปสร้างบ้านของตัวเองมากขึ้น

ด้วยกลุ่มสามมิตรก็ต้องโชว์ว่าไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก

ตรงกันข้าม กลับมีศักยภาพ ดังแสดงให้เห็นความพร้อมในเรื่อง “ทุน” ด้วยการระดมทุน 300 ล้านบาท มาซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลยุโรปแบบง่ายๆ ภายในไม่กี่นาที

ดังนั้น การลงขัน เพื่อลุยการเมือง จึงไม่น่าจะมีปัญหาที่จะไปสร้าง “รังใหม่”

เพียงแต่จะไปหรือไม่ไป เท่านั้น

ซึ่งแน่นอนว่า หากการต่อรอง หรือการสร้างดุลอำนาจ ในพรรคกับกลุ่มอำนาจใหม่ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร และ ร.อ.ธรรมนัส ราบรื่น

กลุ่มสามมิตรก็คงยอมกลืนเลือดอยู่ในพรรค พปชร.ต่อไป

เพราะอนาคตทางการเมืองที่นี่ ก็ยังดีกว่าที่อื่น

การรักษาสถานะ “มุ้งใหญ่” เอาไว้ได้ ก็น่าจะต่อรองผลประโยชน์ได้ดีกว่า

เฉพาะหน้านี้ ก็คงต้อง รักษาเก้าอี้ ให้กับคนในกลุ่ม โดยเฉพาะเก้าอี้ ของนายอนุชา นาคาศัย ไม่ควรถูกยึด หลังจากพ้นตำแหน่งเลขาธิการพรรค

ซึ่งก็คงมีการต่อรองกันหนัก

เพราะเมื่อ กลุ่ม 4 ช. ผงาดขึ้นมาคุมพรรค คงไม่พอใจแค่ตำแหน่ง “4 รัฐมนตรีช่วย” เท่านั้น

อย่างน้อยที่สุด ร.อ.ธรรมนัส ก็ควรต้องมีตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการ” รองรับ

ซึ่งยังไม่ทันไรก็เริ่มมีข่าวในหน้าสื่อว่า “รัฐมนตรีมหาดไทย” ที่ดูแลพื้นที่ทั่วประเทศ ควรจะผ่องถ่ายจาก พี่น้อง 3 ป. มายัง น้องธรรมนัสแล้ว

ฟังดูทะเยอทะยาน และยากจะเป็นจริง

แต่ก็สะท้อนว่า เมื่อดุลอำนาจเปลี่ยนอะไรก็เกิดขึ้นได้

เพียงการ “ได้” นั้น จะมีผลข้างเคียงหรือผลสะเทือนมากเพียงใด

จะแรงถึงขั้นต้องชอร์ตไฟฟ้า หรือต้องทำ CPR ช่วยหรือไม่ ต้องติดตาม

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ค้าปลีกรับลูก ศบค. ปรับเวลาเปิด-ปิดให้บริการ ตามพื้นที่
บทความถัดไปรายงานหน้า2 : ‘ชัยธวัช’มองเกมแก้รธน. กำให้ถูกก้อน-งัดไม้ตายสู้