สถานีคิดเลขที่ 12 : ชะตากรรมลูกนัท โดย ปราปต์ บุนปาน

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 : ชะตากรรมลูกนัท โดย ปราปต์ บุนปาน

เคยมีคนกล่าวหรือเขียนเอาไว้ในทำนองว่า ชะตากรรมของประชาชน นั้นแยกไม่ขาดจากชะตากรรมของประเทศชาติ

พูดอีกอย่างได้ว่า ในชะตากรรมของประเทศชาตินั้น มีชะตากรรมของผู้คนร้อยรัดอยู่ด้วย

กรณีของ ลูกนัท ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย คือตัวอย่างเด่นชัดมากของสายสัมพันธ์อันแยกไม่ขาดจากกันดังกล่าว

ลูกนัทมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยและมีหน้ามีตาในสังคม แล้วแต่จะเรียกขานว่า “ไฮโซ” “อีลีท” หรือ “ชนชั้นนำ”

เขามีพื้นฐานการศึกษาที่ดี ใช้ภาษาอังกฤษได้เยี่ยม และอย่างที่เคยรับรู้กันผ่านสกู๊ปของสำนักข่าวต่างประเทศว่า เขาเป็นเจ้าของรถหรูจำนวนมาก

แต่ลูกนัทก็ไม่ต่างอะไรจากคณะบุคคลและเครือข่ายชนชั้นนำแวดล้อมเขา ที่แม้จะมีความกระตือรือร้นทางการเมือง ทว่าพลังเหล่านั้นกลับถูกปลดปล่อยออกมาด้วยการเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่ม กปปส. และการแขวนสายนกหวีดลายธงชาติไว้ที่คอ

แน่นอนว่าจุดยืนการเมืองของลูกนัทเมื่อกว่า 7 ปีก่อน ได้วางพื้นฐานอยู่บนแนวคิดอนุรักษนิยม และอยู่ตรงข้ามกับ “ทักษิณ” “คนเสื้อแดง” ตลอดจน “คะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน” ที่ถูกแสดงออกผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง

กระนั้น หลังรัฐประหาร 2557 ลูกนัทก็พยายามเข้ามาทำงานการเมืองในระบบ เขากลายเป็นผู้สมัคร ส.ส.เลือดใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ และพ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2562

7 ปี ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครองอำนาจ ได้ส่งผลให้ “โลกทัศน์” ของลูกนัทแปรผันไป

พ.ศ.2564 ไฮโซหนุ่มออกมาร่วมขบวนการ “ไล่ประยุทธ์” พร้อมทั้งกล่าวขอโทษ “อดีตศัตรูทางการเมือง” ตั้งแต่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไปจนถึง ทักษิณ ชินวัตร

ในคำสัมภาษณ์ของเขา เราสามารถสัมผัสได้ถึงทรรศนะที่ไม่เหมือนเดิม เช่น การสนับสนุนให้มีการปฏิรูปกฎหมายมาตราสำคัญ และการเห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่ม “รี-โซลูชั่น” ที่นำโดย ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พริษฐ์ วัชรสินธุ

“จุดพลิกผัน” ในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการเมืองของลูกนัทเกิดขึ้นระหว่างเขาเข้าร่วมกิจกรรมม็อบ “ทะลุฟ้า” เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม

โดยเขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับบาดเจ็บจากมาตรการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ กระทั่งต้องสูญเสียดวงตาข้างขวาในที่สุด

นอกจากลูกนัทและครอบครัวจะประกาศดำเนินคดีกับภาครัฐแล้ว เขายังยอมรับว่าตนเองอยู่ในสภาวะที่ยากจะเดินถอยหลังกลับ

หรือต้องต่อสู้ร่วมกับ “ม็อบไล่ประยุทธ์” และต่อต้านอำนาจรัฐยุคปัจจุบันไปจนสุดทาง

ชะตากรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของเด็กหนุ่มอีลีทคนหนึ่ง บ่งบอกอะไรถึงชะตากรรมของประเทศบ้าง?

หนึ่ง นี่แสดงให้เห็นว่าแนวร่วมไล่รัฐบาลนี้มีหลากหลาย

ขณะที่สังคมกำลังสนใจวิเคราะห์ชนชั้นทางสังคม-เศรษฐกิจของ “บรรดาวัยรุ่นแยกดินแดง” ซึ่งประท้วงอำนาจรัฐด้วยอารมณ์อันเดือดดาลและยุทธวิธีที่สุ่มเสี่ยง

ลูกนัทที่มีภูมิหลังผิดแผกจากวัยรุ่นกลุ่มแรกลิบลับ กลับมีเป้าประสงค์ใหญ่ทางการเมืองไม่ต่างกับ “แนวหน้า” เหล่านั้น ทั้งยังมีประสบการณ์ตกเป็นเหยื่อของมาตรการสลายการชุมนุมคล้ายคลึงกัน

สอง จุดเข้มแข็งของ “ชนชั้นนำไทย” ก็คือ เป้าหมาย-การเคลื่อนไหวทางการเมืองอันเป็นปึกแผ่น ไม่มีการแตกแถว แม้จะมีรายละเอียดความคิดเห็นที่ไม่สอดคล้องกันบ้าง และมีการนินทาลับหลังกันเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ตาม ชะตากรรมที่หันหลังกลับไม่ได้ของลูกนัท นั้นหมายถึงการที่สมาชิกคนหนึ่ง/บางคนของเครือข่ายข้างต้น ต้องแยกตัวออกมาจากความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวดังกล่าว

นี่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “อำนาจนำ” ในสังคมการเมืองไทยกำลังมีปัญหา เพราะประคับประคองไว้ไม่ได้แม้กระทั่งดุลยภาพระหว่างกลุ่มต่างๆ (คนกันเอง) บนยอดพีระมิดอันเล็กเรียว

ไม่ว่าลูกนัทจะมีบทบาทสำคัญมากน้อยแค่ไหนต่อกระบวนการต่อสู้ทางการเมืองนับจากนี้

แต่ชะตาชีวิตของเขาได้บ่งชี้ว่า “การเมืองไทย” กำลังเคลื่อนตัวไปสู่ทิศทาง-ความขัดแย้งใหม่ๆ อย่างยากจะย้อนกลับ

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ตัวตน ความหมาย สถานะ แห่ง ‘ทะลุแก๊ซ’ ในทาง การเมือง
บทความถัดไปแพทย์เตือนไม่ควรใช้ยาฟ้าทะลายโจรร่วมกับยาฟาวิพิราเวียร์