สถานีคิดเลขที่12 : ทะลุให้ถึงประชาชน

พรรคภูมิใจไทย ประกาศจุดยืน ทะลุ “รัฐสภา” ไปยัง “ประชาชน”

ด้วยการดำเนินการ 2 งด สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่กำลังดำเนินการในขณะนี้

งดแรก คือ งดอภิปรายในวาระที่ 2 ที่ผ่านมา

งดสอง คือ จะงดออกเสียง ในวาระที่ 3

ด้วยเหตุผลว่าพรรคต้องการให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมุ่งคำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก แต่การแก้ไขครั้งนี้ มุ่งให้นักการเมืองและพรรคการเมืองได้ประโยชน์มากกว่า

ฟังดูดี กระนั้นก็อยากคาดหมายที่สูงไปกว่านั้น

นั่นคือ อยากเห็นความมุ่งมั่นที่พรรคภูมิใจไทยจะดำเนินการไปให้ถึงผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลักจริงๆ

มิใช่อย่างที่เขาวิจารณ์กัน

ว่าหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สำเร็จ พรรคภูมิใจไทยจะเสียเปรียบในการเลือกตั้งครั้งหน้า จึง “ไม่เอาด้วย”

หรือจะใช้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปต่อรองทางการเมือง โดยเฉพาะศึกซักฟอกที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งทั้งหัวหน้าและเลขาธิการพรรคถูกจับขึ้นเขียง

จึงต้องการ “ดูแล” จากพรรคร่วมรัฐบาลอื่น โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ให้ดีหรือเท่าเทียมกับการดูแลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนอื่น

การดูแลที่ดี อาจนำไปสู่การแลกเปลี่ยนที่ทำให้จุดยืนงดออกเสียงของภูมิใจไทยเปลี่ยนไปได้

ซึ่งหากจุดยืน 2 งด มีเป้าหมายทางการเมืองเช่นนี้ การทะลุรัฐสภาก็ไร้ความหมาย

พรรคภูมิใจไทยคงต้องจริงจัง จริงใจกับการผลักดันตั้ง ส.ส.ร. และต่อเชื่อมกับความต้องการของประชาชน ที่อยากรื้อรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้อีกหลายเท่า

เพื่อที่จะเรียกศรัทธากลับมา

ต้องไม่ลืมว่า พรรคภูมิใจไทยที่ดูแลปัญหาโควิด-19 เผชิญวิกฤตศรัทธา ไม่ต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

จึงต้องหาทางกู้วิกฤตศรัทธากลับมา

โดยเมื่อเลือกประเด็น “รัฐธรรมนูญ” ให้เป็นหนึ่งในปัจจัยการกู้ศรัทธา ด้วยการประกาศอิงประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก

ก็ควรทำให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากกว่าการ “งดออกเสียง” เท่านั้น

และเมื่อพูดถึงคำว่า อิงประโยชน์ประชาชนเป็นหลักแล้ว

มิใช่พรรคภูมิใจไทยเท่านั้น อยากฝากถึงพรรคการเมืองโดยรวมด้วย ว่าควรยึดแนวทางนี้เป็น “หลัก” สำคัญสูงสุด

และไม่จำกัดเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น

กฎหมายอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็ต้องช่วยเร่งดำเนินการ

อย่างตอนนี้ ที่เป็น “เหล็กร้อน” สามารถเพิ่มอัตราเร่งในการดำเนินการ โดยได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น

ก็คือกรณีอื้อฉาวในวงการตำรวจ กรณีคลุมถุงดำผู้ต้องหาจนเสียชีวิต

พรรคการเมืองควรจับมือผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …” หรือเรียกง่ายๆ ร่าง พ.ร.บ.ทรมานและอุ้มหายออกมาให้ได้เสียที

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ.นี้มาตั้งแต่ปี 2559

แต่ก็ดึงกันไปกันมา

ยังไม่รู้ว่าจะเข้าสภาทันสมัยประชุมนี้ไหม

ท่ามกลางการเรียกร้องของภาคประชาชนที่อยากให้มีกฎหมายนี้

แต่ก็อย่างที่ทราบ การทรมาน และการอุ้มหาย ฝ่ายที่มักจะเป็นผู้ถูกกล่าวหาก็คือ คนหรือหน่วยงานในภาครัฐ

จึงมีแรงถ่วงดึงไม่ให้เรื่องนี้ผ่านออกมาเป็นกฎหมายง่ายๆ

หรือหากจะมีก็ต้องแปลงโฉม ให้เป็นไปตามความต้องการของภาครัฐ อย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับ ร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูปตำรวจ ที่ผิดเพี้ยนไปแล้ว

และไม่ทันกาลกับปัญหาที่ปริแตกออกมาให้เหม็นโฉ่ไปทั้งสังคมอย่างตอนนี้

ดังนั้น เมื่อพรรคภูมิใจไทยและพรรคการเมืองอื่นๆ อยากจะทะลุ “วิกฤตศรัทธา” ออกไปจริงๆ

ก็ควรทะลุไปให้ถึง “ประชาชน” อันจะได้ “ศรัทธา” ตอบแทนคืนมา

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ทูเคิ่ล’ ยิ้ม ‘เชลซี’ สมควรได้แต้มจากแอนฟิลด์
บทความถัดไปคอลัมน์แฟลชสปีช : ประชาชนต้องเรียนรู้