สถานีคิดเลขที่12 : ใครจะเป็นรายต่อไป

ชัดเจนไปแล้ว ว่าผลการแบทเทิลทางการเมือง

ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ใครไป “สู่ขิต” ตามสำนวนของ 2 พส. พระมหาสมปอง และ พระมหาไพรวัลย์

ถามว่า เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส ไปแล้ว ปัญหาในพรรคพลังประชารัฐจะจบไหม

คำตอบก็คือ ไม่จบ

ต้องติดตามต่อไปใครจะไป “สู่ขิต” รายต่อไปด้วย

เฉพาะหน้า หลัง 2 เก้าอี้รัฐมนตรีว่างลง

ยังไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกทางไหน

ระหว่าง ยื้อไม่ปรับเพื่อควบคุมไม่ให้กระเพื่อมมากกว่านี้

หรือปรับ เพื่อจัดดุลอำนาจในพรรคใหม่

แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ล้วนทำให้ มีผู้ได้-ผู้เสีย

โดยเฉพาะถ้าปรับ มุ้งแต่ละมุ้งคงแย่งกันหนักแน่

ใครได้ก็พอใจ ใครไม่ได้ก็ย่อมเสียใจและอาจก่อปัญหาให้พรรคระส่ำซ้ำขึ้นมาอีก

มองไกลไปกว่านั้น คือ การหาผู้มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค

เริ่มมีการพูดถึงการปรับโครงสร้างพรรคใหม่กันแล้ว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่กำลัง “งอน” หลัง 2 ลูกรักถูกปลด จะถูกบีบให้ทำหรือไม่

แต่ไม่ว่าจะบีบ หรือสมัครใจทำ เชื่อกันว่า 2 ป. พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา คงจะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แม้จะไม่ใช่สมาชิกพรรคก็ตาม

เพราะบทเรียนจากกรณี กลุ่ม 4 ช. ที่ล้วนเป็นคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร ได้กลายเป็นปัญหาให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อนุพงษ์ มาแล้วคงจะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นอีก

ขณะที่เลขาธิการพรรคคนใหม่ ก็มีความสำคัญสูง เพราะจะเป็นผู้ดูแลการเลือกตั้งครั้งหน้าที่ใกล้เข้ามาเต็มที

จะยังให้เป็นคนของ พล.อ.ประวิตร อีกหรือไม่

หรือ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ จะเข้ามามีส่วนกำหนดมากน้อยแค่ไหน

และที่น่าสนใจจะคุมขั้วอำนาจเดิมที่ ร.อ.ธรรมนัส ดูแลอยู่อย่างไร

เพื่อไม่ให้แอบป่วนขณะฝ่าย ร.อ.ธรรมนัสยังคาราคาซังอยู่ในพรรคอีกระยะหนึ่ง

ทั้งจะรับมืออย่างไร หาก ร.อ.ธรรมนัส ย้ายพรรคจริงๆ ซึ่งคงไม่ได้ไปคนเดียวน่าจะมีคนติดตามออกไปไม่น้อย

ดังนั้น ผู้ที่จะมาเป็นเลขาธิการพรรค ที่จะต้องมาทำงานร่วมกับ พล.อ.ประวิตร จึงสำคัญ

หากไม่ใช่คนที่ พล.อ.ประวิตรเลือกแต่เป็นคนนอกพรรคอย่าง พล.อ.ประยุทธ์กำหนด

จะเกิดภาวะ หัวหน้าพรรคไปทาง เลขาธิการพรรคไปทางหรือไม่

เหล่านี้ ล้วนเป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้

รวมถึง หากประเมินว่า พรรคพลังประชารัฐ อาจจะไม่โตไปกว่านี้ได้เมื่อขั้วของ ร.อ.ธรรมนัสแยกออกไป

อันอาจจำเป็นที่ ฝ่ายกุมอำนาจในปัจจุบัน จะต้องมีพรรคสาขา หรือพรรคพันธมิตรเกิดขึ้น

ซึ่งตอนนี้ หลายสายตาจับจ้องไปยัง พล.อ.อนุพงษ์ และกลไกของคนในกระทรวงมหาดไทย ที่มีการเคลื่อนไหวจะสร้างพรรคใหม่ขึ้นมา

แม้จะจำเป็นแต่นั่นย่อมทำให้อำนาจ 3 ป. ไม่รวมศูนย์เหมือนเดิม

ยิ่งหากบริหารจัดการไม่ดี มีโอกาสที่ช่วงชิงการนำกันเองได้ก็มีสูง

พล.อ.ประยุทธ์ แม้ตอนนี้ดูจะมีอำนาจ สามารถชี้เป็นชี้ตายคนอื่นได้

แต่ ในอนาคตอันใกล้ เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จะลอยตัว นั่งรอ ให้มีผู้เอาเก้าอี้นายกฯมาประเคนให้สบายๆ เหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

จะต้องโน้มตัวลงไปคลุกกับการเมืองมากขึ้น

คำถามคือจะทำใจหรือปรับตัวกับการต่อรองของนักการเมืองได้แค่ไหน

เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญ

และไม่ง่ายนักที่จะฟันฝ่าไป โดยเฉพาะการดำรงความสัมพันธ์ ระหว่าง 3 ป.

หากจัดการไม่ดีหรือ พลาดพลั้งไป ก็อาจมีใครต้องไป “สู่ขิต” อีก

ฟันธงได้เลย หลังจาก ร.อ.ธรรมนัส ยังมีรายต่อไป !

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้พ่อของ ‘เฟอร์นานเดซ’ เผยสาเหตุไม่ไปเชียร์ลูกสาว รอบชิง ‘ยูเอส โอเพ่น’
บทความถัดไปกทม. เตรียมพร้อมแผนเผชิญเหตุน้ำท่วมและภัยธรรมชาติ