สถานีคิดเลขที่ 12 : ตอกย้ำ ‘ศึกใน’ โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

สถานีคิดเลขที่ 12 : ตอกย้ำ‘ศึกใน’ เมื่อมีการส่ง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

สถานีคิดเลขที่ 12 : ตอกย้ำ ‘ศึกใน’ โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

เมื่อมีการส่ง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี” ให้มาดำรงตำแหน่ง “ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ” ไม่ทันไรก็เกิดกระแสข่าวทำนอง เกิดแรงต้านนายพีระพันธุ์จากภายในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งก็มีการเคลื่อนไหวทำนองนี้อย่างเปิดเผยชัดเจน เช่น การให้สัมภาษณ์อันดุเดือดจาก นายสิระ เจนจาคะ

กรณีนายพีระพันธุ์และแรงต่อต้านจากใน พปชร. เท่ากับเป็นการตอกย้ำปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการ พปชร. อย่างชัดเจนอีกครั้ง

ปัญหาที่ทำให้เกิดการแตกหักจากคราวญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ซึ่งมีการเคลื่อนไหวเพิ่มเสียงโหวตให้ฝ่ายค้าน จนลงเอยด้วยการสั่งปลด ร.อ.ธรรมนัสพ้นจากรัฐมนตรี

ผลที่ตามมาคือรอยปริร้าวใน 3 ป. และการแตกแบบไม่มีทางประสานได้ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับเลขาธิการ พปชร.

จนเรียกกันว่า เป็นการทำตัวเองของนายกฯ ทำให้ตัวเองขาลอย

ดังนั้น เมื่อมีการส่งนายพีระพันธุ์มาเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค พปชร. จึงเกิดข้อวิเคราะห์ว่า เพื่อจะเข้ามาถ่วงดุลกับ ร.อ.ธรรมนัส

เพราะนายพีระพันธุ์มาจากที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

เดิมทีนายพีระพันธุ์เป็นนักการเมืองสังกัดประชาธิปัตย์มาตลอด ขึ้นชั้นเป็นระดับรัฐมนตรี

แต่ผลการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ซึ่งทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจลาออกจากหัวหน้าพรรค จึงต้องเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ แล้วนายพีระพันธุ์ต้องพ่ายแพ้ต่อ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ โดยเมื่อเช็กเสียงที่โหวตให้นายพีระพันธุ์นั้น ส่วนใหญ่เป็นสายผู้นำ กปปส.ในประชาธิปัตย์

จากนั้นนายพีระพันธุ์จึงลาออกจากประชาธิปัตย์ พร้อมเปิดศึกตอบโต้กับ นายชวน หลีกภัย อย่างดุเดือด

หลังพ้นจากประชาธิปัตย์ แล้วมานั่งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ทำให้ได้ยิ่งเห็นเส้นสายสัมพันธ์อันชัดเจนกับผู้นำ กปปส.และนายทหารใหญ่เพื่อนเซนต์คาเบรียล ที่เชื่อมโยงถึงนายกฯ

สถานการณ์ที่เกิดความปั่นป่วนใน 3 ป. รวมทั้งระหว่างนายกฯกับแกนนำ พปชร. อันเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่กระแสข่าวยุบสภา เพราะเสียงของรัฐบาลในสภาเริ่มมีความไม่แน่นอนสำหรับนายกฯ

คือมรสุมภายในรัฐบาลขณะนี้

ดังนั้น การดันนายพีระพันธุ์มาเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค พปชร. ก็ทำให้เห็นเงาของผู้นำ กปปส.และอดีตนายทหารใหญ่ที่แวดล้อมใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี

แล้วก็เกิดแรงต้านนายพีระพันธุ์อย่างทันควันจากใน พปชร.

นี่แสดงให้เห็นศึกการเมืองอันอลหม่านในรัฐบาลในพรรครัฐบาลกันเอง

รวมทั้งเห็นด้วยว่าพรรค ฉ.ฉิ่ง ที่เตรียมไว้อีกพรรค เพื่อเป็นฐานของ “2 ป.” ไว้ทดแทนถ่วงดุล พปชร.นั้น ชักไม่ร้อนแรงเหมือนตอนยังมีอำนาจอยู่ในราชการอีกด้วย

เลยต้องหันกลับมาเน้นที่พรรคพลังประชารัฐ

ต้องเข้ามาช่วงชิงมาถ่วงดุลในพรรคนี้

แต่จะว่าไปแล้ว ระหว่างคนเน้นเสื้อผ้าหน้าผมกับคนที่ลงลุยน้ำท่วมอก เทียบฟอร์มแค่นี้ก็สู้ได้ยากแล้ว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon