เดินหน้าชน : สงครามกับใคร?

สถานการณ์ของประเทศชาติที่ก้าวข้ามไม่พ้นวังวนแห่งการรัฐประหาร การปกครองที่ย้อนยุคเช่นนี้ ความเห็นและทัศนคติของผู้นำกองทัพย่อมสะท้อนถึงทิศทางของประเทศว่าจะเดินหน้าไปในทางไหน

คำสัมภาษณ์ล่าสุดของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์สะท้อนมุมมองกองทัพต่อสถานการณ์ประเทศได้เด่นชัด 3 เรื่อง

เรื่องที่หนึ่ง “บิ๊กแดง” มีมุมมองเรื่องสงครามที่กองทัพกำลังเผชิญหน้าว่า “ขณะนี้กองทัพกำลังต่อสู้กับข้าศึกเหมือนการต่อสู้กับพวกคอมมิวนิสต์ในช่วงปี 2513-2523 เพียงแต่การต่อสู้ในทุกวันนี้เป็นการต่อสู้กับการโฆษณาชวนเชื่อทางอินเตอร์เน็ต ภัยคุกคามประเทศในขณะนี้คือข่าวปลอม มันเหมือนการทำสงครามไซเบอร์ และเมื่อมันมารวมกับเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มันจึงเป็นสงครามแบบลูกผสม และตอนนี้ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับศัตรูซึ่งๆ หน้าแบบเดิมแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องจัดการและยกระดับองค์ความรู้ของเราเสียใหม่ รวมทั้งจัดระเบียบองค์กรของเรา หรือดำเนินการด้านต่างๆ เพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงของประเทศเอาไว้”

เรื่องที่สอง มุมมองต่อการสื่อสารยุคโซเชียล ชี้ว่า “พรรคการเมืองบางพรรคที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อสักปีสองปีที่แล้วมีรูปแบบของการโฆษณาชวนเชื่อที่สื่อสารโดยตรงกับประชาชนที่อยู่ในวัย 16-17 ปี พวกเขาพยายามให้ความรู้ประชาชนกลุ่มนี้โดยใช้ข่าวปลอม”

และเรื่องที่สาม มุมมองของกองทัพต่อการเมืองว่า “กองทัพถอยออกมาจากการเมืองแล้ว และให้คำมั่นว่าในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กองทัพจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และตราบใดที่เขายังดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. เขาจะไม่นำกองทัพข้ามเส้นก่อรัฐประหาร จะไม่ยอมให้เกิดการรัฐประหาร”

ทั้ง 3 เรื่องนี้ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ สะท้อนออกมาได้ชัดเจนที่สุด

“บิ๊กแดง” เคยบอกว่ากองทัพจะถอยออกจากการเมือง แต่การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ล้วนเป็นเรื่องการเมือง ซึ่งถ้าเป็นกองทัพตามประชาธิปไตยสากล ผบ.ทบ.จะไม่ให้สัมภาษณ์ชี้นำเรื่องพรรคการเมือง

“บิ๊กแดง” กล่าวหาว่ามีการปล่อยเฟคนิวส์ หรือข่าวปลอม ถ้าหมายถึงพรรคอนาคตใหม่ก็ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย อยากให้ ผบ.ทบ.ลองมาทำความเข้าใจกับความคิดของคนหนุ่มสาว อย่าประเมินว่าสิ่งที่เขาเชื่อหรือคิดเป็นเรื่องที่ถูกปลุกปั่นยุยง

และทัศนคติของ “บิ๊กแดง” จะยิ่งทำให้เกิดการปะทะกันทางความคิดระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่มากขึ้น เราตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมาเพราะต้องการหลอมรวมคนทุกกลุ่มของสังคมเพื่อออกจากความขัดแย้งชุดเดิมตลอด 13 ปี เพื่อเดินหน้าไปสู่อนาคตแบบใหม่ด้วยกัน การที่ ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์แบบนี้ เท่ากับกีดกันคนกลุ่มหนึ่ง กีดกันเยาวชนคนหนุ่มสาวออกไปมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย มีความกังวลใจต่อคำพูดของ ผบ.ทบ. ระบุว่า “ไม่อยากเห็นเจ้าหน้าที่ตลอดจนผู้รับผิดชอบฝ่ายความมั่นคง มองมิติเรื่องความมั่นคงในมุมมองแบบเก่า”

โลกยุคปัจจุบันแข่งขันด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยีด้วยกันทั้งนั้น มุมมองหรือมิติด้านสงครามและความมั่นคงมันต้องเปลี่ยนไปให้ทันโลกแล้ว

หากทุกคนเชื่อมั่นว่า คนในประเทศนี้มีความรักและความปรารถนาดีต่อประเทศและสถาบัน อยากเห็นประเทศเจริญก้าวหน้า อยากเห็นชีวิตของประชาชนได้รับการดูแลทุกด้าน อยากเห็นการปฏิรูปในทุกๆ หลากหลายมิติ

เพราะประเทศเราหรือแม้แต่ประเทศในสังคมโลกนี้ ต่างต้องใช้พลังของคนรุ่นใหม่ในการผลักดันประเทศ ผลักดันสังคมโลกด้วยกันทั้งนั้น

“ภูมิธรรม” ย้ำชัดว่า “ถ้าเรามองพลังของคนรุ่นใหม่ๆ อย่างเข้าใจ จะยิ่งทำให้เราสามารถนำพลังด้านบวกของกลุ่มคนเหล่านี้มาเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาสังคมได้ดีขึ้น คนหนุ่มสาวคือพลังแห่งอนาคต พลังของการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของทุกสังคม”

หากทัศนคติหรือเดินนโยบายที่ผิดพลาดย่อมทำให้พลังที่ควรส่งเสริมสังคมกลายเป็นพลังที่ลดทอนศักยภาพของสังคม

หากกองทัพยังมองว่าทัศนคติที่แตกต่างจนถึงขั้นต้องทำสงครามกับคนในประเทศด้วยกันแล้ว ประเทศชาติจะเดินหน้าไปอย่างไร…

 

เกาะติดการเมือง กับ Line@มติชนการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“พรีม่า”สบช่องค้าทองคำขาขึ้น ควัก50ล้านรีแบรนด์ดันขาย2เท่า
บทความถัดไปเผยภาพพรีเวดดิ้ง “โดม&เมทัล” หวานสุดคลาสสิค