เดินหน้าชน : 3เดือนไม่จบ

เดินหน้าชน : 3เดือนไม่จบ

สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในเวลาไล่เลี่ยกัน 2 ครั้ง

ครั้งแรก เป็นการประชุม กนง.นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.00 เหลือร้อยละ 0.75 ต่อปี ให้มีผลในวันที่ 23 มีนาคม 2563

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ต่อปี จากร้อยละ 0.75 เหลือร้อยละ 0.50% ต่อปี และให้มีผลในทันที

การลดดอกเบี้ยนโยบายทั้ง 2 ครั้ง หวังว่า จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ บรรเทาปัญหาสภาพคล่องในตลาดการเงิน และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวม รวมทั้งจะช่วยสนับสนุนมาตรการทางการคลังของรัฐบาลที่ได้ออกมาแล้ว และที่จะออกมาเพิ่มเติม

กนง.ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวมากกว่าประมาณการเดิม ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่หดตัวรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้

ซึ่งการลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบ ทำให้สำนักวิจัยและศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจต่างๆ พากันออกมาปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยที่ค่อนข้างจะตรงกัน

จากเดิมคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะโต 0.31% หรือ 0.8% หรือ 1.7% หรือติดลบ 2.4% ก็ปรับลดกันใหม่เป็นติดลบระหว่าง 5.6-6.9% เพราะประเมินว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยเฉียบพลัน

ล่าสุดสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. หรือชื่อเก่าที่คุ้นเคยคือ สภาพัฒน์ หน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ประเมินว่า เศรษฐกิจประเทศปี 2563 จะติดลบ 5-6%

เหตุผลที่สภาพัฒน์ มองว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2563 ปรับลดลง มีมาจาก 1.เศรษฐกิจโลกหดตัว 2.รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 3.เงื่อนไขและข้อจำกัดการระบาดโควิด และ 4.ปัญหาภัยแล้ง

เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเศรษฐกิจหนักหนาสาหัสจริงๆ

นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นก็ลดลง โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2563 พบว่า ปรับลดลงจากระดับ 50.3 มาอยู่ที่ 47.2 ซึ่งอยู่ในระดับต่ำสุดตั้งแต่ทำการสำรวจในรอบ 259 เดือน หรือ 21 ปี 7 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2542 เป็นต้นมา

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ประจำเดือนเมษายน 2563 โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่าง คณะกรรมการหอการค้า ประธาน และรองประธานหอการค้าไทยทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีฯ ปรับตัวลดลงจากเดือนมีนาคม ที่ระดับ 37.5 มาอยู่ที่ระดับ 32.1 เป็นระดับดัชนีที่ต่ำสุดในรอบ 28 เดือน

ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจนี้ รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจย่อมรับรู้ปัญหาเป็นอย่างดี จึงต้องเร่งวางแผนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือ ต้องมีแผนช่วยเหลือประชาชนที่ยังได้รับความเดือดร้อน

โดยเมื่อครบ 3 เดือนในการเยียวยาเดือนละ 5,000 บาท แล้วจะทำอย่างไร เพราะยังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งยังเดือดร้อนอยู่ และยังมีคนตกงานอยู่อีกจำนวนมาก ขณะที่โรงทานและการแจกอาหารฟรีก็คงลดน้อยลงตามสถานการณ์

รัฐบาลจึงต้องมีแผนรองรับ อย่าให้ถูกกล่าวหาว่า อุ้มคนรวยโดยไม่ดูแลคนยากจน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สุจิตต์ วงษ์เทศ : ท่องเที่ยวชุมชน ถูกกีดกันจากชาตินิยม
บทความถัดไปเฮ! แม่น้ำสงครามตอนล่าง จ.นครพนม ขึ้นทะเบียนแรมซาร์ไซต์ แห่งที่ 15 ของไทย