โควิด เจ็บแล้วจำ

เป็นประเด็นดราม่ากันอีกครั้ง เมื่อเพจเฟซบุ๊ก “ไทยรู้สู้โควิด” โพสต์ภาพอินโฟกราฟิกมีข้อความระบุว่า “ไทยฉีดวัคซีน เข้าใกล้ภูมิคุ้มกันหมู่ 50 ล้านคน ตามแผน” ภายในสิ้นปี 2564

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนจะถูกนักวิชาการ แพทย์ สื่อสารมวลชน อ้างอิงข้อมูลการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในประเทศไทย ข้อมูลผู้รับวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์-22 สิงหาคม รวม 27,038,999 โดส ใน 77 จังหวัด จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 20,430,028 ราย เข็มที่ 2 สะสม 6,065,003 ราย และเข็มที่ 3 สะสม 543,968 ราย

หากดูจากตัวเลขและข้อมูลการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในทางการแพทย์ การฉีดวัคซีนให้ครบโดสจะต้องดูจากตัวเลขการได้รับวัคซีนครบเข็ม มีเพียง 6,065,003 คน คิดเป็น 9.16%

ยังห่างจากตัวเลขเป้าหมาย คือ 50 ล้านคน มากพอสมควร สุดท้ายเพจเฟซบุ๊ก ไทยรู้สู้โควิด ต้องลบการโพสต์ภาพอินโฟกราฟิกดังกล่าวออกไป เพื่อลดความสับสนในการสื่อสาร

จนหมอที่ทำหน้าที่ อดตั้งคำถามต่อการออกมาให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กไทยรู้สู้โควิด อย่าง นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ระบุว่า “Fake news แบบนี้ แจ้งได้ที่ไหนครับ Sinovac เข็มเดียว ไม่เรียกว่าภูมิต้านทานหมู่นะครับ หรือเขาจะนับภูมิต้านทานที่เกิดจากการติดเชื้อในธรรมชาติไปด้วย การสร้างความเชื่อมั่น สร้าง Trust ไม่ใช่การสื่อสาร แบบเลือกพูดแต่สิ่งดี สร้างภาพลักษณ์ให้งดงาม รัฐบาล คุณมาผิดทางแล้ว ยังไม่ยอมเลี้ยวกลับ ยิ่งสื่อสารแบบนี้ ยิ่งลงคลอง”

แน่น่อนการที่เฟซบุ๊กของภาครัฐ อย่างเพจ ไทยรู้สู้โควิด ออกมาเปิดเผยเรื่องตัวเลขการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในประเทศ ทางหนึ่งก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า

รัฐบาลจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการฉีดวัคซีนให้มีภูมิคุ้มกันหมู่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การเปิดประเทศ ให้ระบบเศรษฐกิจเกิดการขับเคลื่อน

แต่เมื่อการจะสร้างความเชื่อมั่นของภาครัฐ ข้อมูลและข้อเท็จจริงต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงด้วย ประชาชนจึงจะเกิดความเชื่อมั่น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจัดหาวัคซีน

ที่มักเจอกับปัญหา “วัคซีนไม่มา” ตามเวลา ทำให้การฉีดวัคซีนในประเทศสะดุดไม่เป็นไปตามแผน เพราะเมื่อ “วัคซีนไม่พร้อม” แผนต่างๆ ที่วางไว้ก็ต้องชะลอตามไปหมด

สุดท้ายก็ต้องกลับมาที่คำถามเดิม คือ การบริหารจัดการของผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องว่า วัน เวลา ที่ผ่านไปนั้น แต่ละฝ่ายได้ปรับปรุง เรียนรู้ข้อผิดพลาด

เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดระลอกใหม่อีกเมื่อใด เพราะถ้าท่านๆ ทั้งหลาย ยังคิดว่าสิ่งที่ทำกันมานั้นถูกต้องและเหมาะสมแล้ว

แต่ประชาชนอาจจะคิดไม่เหมือนท่าน อย่างที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โพสต์
เฟซบุ๊กสะท้อนไปถึงประชาชนว่า

“ก็ขอฝากไปถึงพวกเราประชาชน ผมว่าพวกเราหลายคนกังวลเรื่องอนาคตมาก ผมว่าอยู่กับปัจจุบันให้เยอะๆ ระวังตัว ดูแลสุขภาพ อย่าไปกังวลเรื่องอนาคตมาก ดูแลคนใกล้ตัว ดูแลครอบครัวให้ดี

แต่สำหรับท่านผู้บริหาร ท่านผู้มีอำนาจนะครับ อย่าอยู่กับปัจจุบัน ท่านต้องอยู่กับอนาคตครับ เพราะว่าชีวิตเราขึ้นอยู่กับการคิดถึงอนาคตของท่าน เพราะฉะนั้นคนละมุมมองเลย ท่านต้องคิดถึงอนาคตให้เยอะๆ คิดถึงทางเลือก คิดถึงการเตรียมตัว เพราะว่าต้องเอาอนาคตมากำหนดปัจจุบัน

สถานการณ์ตอนนี้เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ หน้าที่หลักของประชาชนคือ เอาชีวิตให้รอด ดูแลตัวเองในกรอบที่เราจะทำได้ ส่วนอนาคต เจ็บแล้วก็ต้องจำ อะไรเป็นสิ่งที่เราเห็นว่าทำผิด ถึงเวลาเราไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง คนไหนที่เราไว้ใจ คนไหนที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์ ก็เป็นวิธีทางในระบอบประชาธิปไตย”

จตุรงค์ ปทุมานนท์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon