เดินหน้าชน : ยุบ ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’

คอลัมน์เดินหน้าชน : ยุบ ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ โดย โกนจา

รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 พ.ศ.2564 มีการโปรดเกล้าฯและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว

เนื้อหาหลักๆ คือ การเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมบัตร 1 ใบ เป็นระบบการเลือกตั้งแบบผสมบัตร 2 ใบ พร้อมกำหนดจำนวนของ ส.ส.ในสภาจากเดิมมี ส.ส.เขต 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน รวมเป็น 500 คน แก้ไขใหม่แต่ย้อนกลับไปใช้แบบเดิม คือ ส.ส.ระบบเขต 400 คน และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน รวม ส.ส.ทั้งหมด 500 คน

ขั้นตอนจากนี้ไป คือ การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับคือ พ.ร.ป.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 เพื่อให้สอดรับกับระบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ใช้ระบบบัตรใบเดียวมาใช้ระบบการเลือกตั้งแบบแบบบัตรสองใบ

ที่ถูกจับตา คือ ระบบวิธีคิดคะแนนผลการเลือกตั้ง ที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ อาทิ พรรคเพื่อไทยและพลังประชารัฐ ต้องการให้ใช้ระบบแบบตอนเลือกตั้งปี 2544, 2548 และ 2554 ซึ่งเป็นการคำนวณคะแนนเฉพาะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยนำคะแนนในบัตรลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดของทุกพรรคการเมืองที่ส่งคนลงสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ มาหารด้วย 100 โดยพรรคการเมืองจะได้ ส.ส.พึงมีต่อ 1 คน จากนั้นก็ไปดูว่าพรรคการเมืองไหนที่ได้จำนวนคะแนนทั้งประเทศเท่าไร หากหารแล้วได้จำนวนเต็มหรือ 1% ขึ้นไป ก็จะได้ ส.ส. 1 คนขึ้นไป ซึ่งขึ้นอยู่กับคะแนน ซึ่งหากไม่ได้ 1% ก็จะไม่ได้ ส.ส. ส่วนในกรณีที่เหลือเศษก็จะดูว่าที่ได้ 1% ขึ้นไปนั้น พรรคไหนที่เหลือเศษมากที่สุดก็จะได้ ส.ส.เพิ่ม

“สมชัย ศรีสุทธิยากร” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า เคยคำนวณการเปลี่ยนแปลงจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคจะได้ภายใต้กติกาใหม่ โดยใช้ฐานคะแนนการเลือกตั้งปี 2562 เป็นข้อมูล ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทย ได้เพิ่มจาก 0 เป็น 22 พรรคพลังประชารัฐ เพิ่มจาก 19 เป็น 24 พรรคอนาคตใหม่ (ก้าวไกล) ลดจาก 50 เหลือ 18 พรรคกลาง พรรคเล็ก ลดลงทุกพรรค (ยกเว้นประชาชาติ) พรรคจิ๋ว 1 เสียง 12 พรรค สูญพันธุ์หมด

คราวที่แล้วเพื่อไทยส่งผู้สมัครเขตเพียงแค่ 238 เขต จาก 350 เขต หรือคิดเป็นร้อยละ 68 และด้วยระบบบัตรใบเดียว เขตใดไม่ส่งเขตนั้นไม่มีคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่คราวนี้เป็นระบบบัตรสองใบ แม้ส่งไม่ครบก็จะได้คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อจากบัตรใบที่สอง

หากคิดบัญญัติไตรยางศ์อย่างง่ายๆ จำนวน ส.ส.บัญชี รายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งคราวใหม่ที่จะเกิดขึ้นคือ 32 คน รวมเขตที่เคยได้เดิมอีก 136 เขต กลายเป็นจำนวน ส.ส. 168 คน ทิ้งห่างพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้เขตรวมบัญชีรายชื่อใหม่แค่ 121 คน และคงหาข้ออ้างในการจัดตั้งรัฐบาลได้ยาก ยกเว้นจะไม่มีมารยาททางการเมือง

ระบบเลือกตั้งใหม่เช่นนี้ สร้างความมั่นใจให้พรรคเพื่อไทยอย่างมาก ภายใต้สโลแกนเพื่อไทยแลนด์สไลด์ อาจเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

กระแสของพรรคเพื่อไทยมาแรง เพราะเกิดจากความล้มเหลวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา การบริหารประเทศในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา สร้างความล้มเหลวแทบทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม คนไทยทุกวันนี้ต้องอยู่กันอย่างหวามอมขมกลืน

พรรคการเมืองที่จับขั้วอำนาจระบอบประยุทธ์ ต่างเกิดอาการหนาวๆ ร้อนๆ เพราะต่างรู้ถึงกระแสเพื่อไทยแลนด์สไลด์ และคะแนนนิยมของพรรคก้าวไกลที่พุ่งสูงขึ้นจากผลงานในสภาและหลักการที่มั่นคงในฐานะพรรคการเมืองที่ยืนอยู่เคียงข้างเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่

สร้างความหวาดหวั่นให้เครือข่ายระบอบประยุทธ์ ที่กำลังพลิกตำราสู้อย่างเต็มกำลัง

อย่าแปลกใจหาก “เทพไท เสนพงศ์” อดีต ส.ส.นครศรี ธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ จะปลุกวาทกรรม “ระบอบทักษิณคืนชีพ” เพราะมองว่าการเลือกตั้งตามกติกาใหม่จะทำให้ระบอบทักษิณคืนชีพมาอีกครั้ง

เงื่อนไขง่ายๆ ที่จะสกัดไม่ให้ขั้วตรงข้ามระบอบประยุทธ์ขึ้นมามีอำนาจ

เงื่อนไขแรก คือ นายกฯประกาศยุบสภา การแก้ไข พ.ร.ป. 2 ฉบับต้องหยุดทันทีและกลับไปใช้กติกาเดิม และเงื่อนไขที่สอง คือ หาวิธียุบพรรคเพื่อไทยและก้าวไกล

ถือเป็นชะตากรรมที่สองพรรคต้องเผชิญ เมื่อหาญกล้าออกมาท้าทายอำนาจ กล้าสู้กับเครือข่ายประยุทธ์อีกครั้ง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon