หน้าแรก การเมือง ดร.เอ้ โชว์วิ...

ดร.เอ้ โชว์วิชั่นแก้ 5 ปัญหาเร่งด่วน เปลี่ยนชีวิตคนกรุง โซนตะวันออก ขอเชื่อมั่นทำได้จริง

14.05.22 | 18:07 น.

‘ดร.เอ้’ ชูนโยบายเปลี่ยนชีวิตคนกรุงเทพฯ โซนตะวันออก เน้นประสบการณ์และความจริงใจ แก้ 5 ปัญหาสำคัญ

บนเวทีปราศรัยใหญ่วานนี้ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยว่า สำหรับนโยบายการพัฒนาพื้นที่กรุงเทพฯ โซนตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ 7 เขต ประกอบด้วย เขตสะพานสูง เขตบางกะปิ เขตบึงกุ่ม เขตประเวศ เขตลาดกระบัง เขตวังทองหลาง และเขตสวนหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ชานเมือง ประกอบไปด้วยชุมชนเกษตรกรรม และหมู่บ้านจัดสรรนั้น

การพัฒนาพื้นที่จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างคนเมือง และเกษตรกรในพื้นที่ โดยหลายปีที่ผ่านมาย่านกรุงเทพฯ โซนตะวันออก เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเมืองมีการขยาย แต่การวางสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมถึงการพัฒนาบริการสาธารณะยังไม่ครอบคลุมและมีคุณภาพ

“ที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนที่อาศัยใน 7 เขตดังกล่าว รวม 966,661 คน หรือคิดเป็น 17.49% ของชาว กทม. ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต โดยปัญหาที่ต้องเร่งดำเนินการเมื่อพี่น้องประชาชนในโซนตะวันออกไว้วางใจให้เข้าทำหน้าที่ผู้ว่าฯกทม. มีด้วยกัน 5 ปัญหาเร่งด่วน” ดร.สุชัชวีร์กล่าว

ดร.สุชัชวีร์กล่าวถึงปัญหาข้อแรกว่า คือ ปัญหาน้ำท่วม ถือเป็นปัญหาสำคัญที่สุดที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ด้วยโซนตะวันออกเป็นพื้นที่แนวคันกั้นน้ำตะวันออกที่มีการระบายน้ำจากแม่น้ำสายต่างๆ ผ่านลงสู่ระบบคลอง แล้วผันน้ำเข้ามาในพื้นที่ ประกอบกับบริเวณถนนศรีนครินทร์ ช่วงบริเวณแยกลำสาลีและแยกกรุงเทพกรีฑาถึงคลองกะจะ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เมื่อฝนตกหนักจะเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง

Advertisement

นอกจากนี้ การที่มีหมู่บ้านจัดสรรเยอะทำให้พื้นที่ทรุดตัวมากกว่าส่วนอื่นๆ ของกรุงเทพฯ ซึ่งที่ผ่านมา กทม.ได้ปรับปรุงระบบระบายน้ำเพิ่มเติมแต่ยังไม่เพียงพอ หากฝนตกหนัก จะต้องใช้เวลาระบายมากกว่า 90 นาที จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ กรุงเทพฯ โซนตะวันออกมีคลองระบายน้ำหลัก 17 คลอง และคลองระบายน้ำรอง 242 คลอง แต่ตามข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำ กทม.ชี้ว่า กลับมีบุคลากรที่ดูแลจุดอ่อนน้ำท่วม 7 คน ซึ่งจากการลงพื้นที่ได้มีเสียงสะท้อนจากชุมชนผ่านการสำรวจความคิดเห็นคือน้ำท่วม ไม่เคยมีการลอกท่อและลอกคลองอย่างจริงจัง และไม่มีการวางแผนระบบระบายน้ำ รวมถึงปัญหาผักตบชวาและขยะลอยเต็มคลอง

สำหรับโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบันคือ โครงการบ่อหน่วงน้ำใต้ดิน water bank บริเวณใต้สะพานทางแยกต่างระดับถนนศรีนครินทร์ ตัดกับถนนกรุงเทพกรีฑา ขอเสนอว่าจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย เช่น การใช้เซ็นเซอร์น้ำตรวจวัดระดับน้ำและความเร็วน้ำ ใช้คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลและประมวลผล แล้วใช้ปั๊มน้ำไฟฟ้ากับประตูระบายน้ำอัตโนมัติมาช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ปัญหาที่ 2 ดร.สุชัชวีร์กล่าวว่า เป็นปัญหาการพัฒนาเมืองไม่ทันต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพราะเมืองมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีหมู่บ้านจัดสรร มีชุมชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การพัฒนาเมืองยังไม่ดีเพียงพอ จึงเกิดปัญหาหลายอย่างตามมา

สิ่งที่พบจากการลงพื้นที่นั้นมีปัญหามากมาย อาทิ ปัญหาการคมนาคมในพื้นที่ ต่อเนื่องมาจากปัญหาการเดินทางเข้าออกเมือง แม้แต่ในพื้นที่เองถนนก็ยังไม่ดี ยังมีถนนลูกรังอยู่เยอะมาก รวมถึงบริเวณริมคลองที่เป็นทางเดินไม่มีราวกั้น ทำให้เด็กตกน้ำบ่อยมาก เป็นอันตรายต่อเด็กและผู้สัญจรไปมา ในขณะที่ไฟส่องสว่างในชุมชนยังน้อย ไม่มีกล้องวงจรปิด ยังมีที่เปลี่ยวร้างและเป็นจุดอันตราย โดยเฉพาะในเวลากลางคืนเยอะมาก และอีกปัญหาคือบริหารจัดการขยะ โดยเฉพาะการเก็บขยะ และกำจัดขยะในพื้นที่ที่อยู่อาศัย ที่รถขยะของ กทม.เข้าไปเก็บขยะได้ไม่ทั่วถึงและไม่เพียงพอ หลายหมู่บ้านรถขยะเข้าไปเก็บขยะอาทิตย์ละครั้ง

ปัญหาที่ 3 เป็นปัญหาการเดินทางเข้า-ออกเมือง โดยเฉพาะปัญหาจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน การเดินทางยังไม่สะดวก มีทางเลือกน้อย การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะแออัด รถบริการสาธารณะมีน้อยมาก ปัจจุบันมีเพียงแอร์พอร์ตลิงก์ที่เป็นระบบรางเชื่อมต่อสุวรรณภูมิกับกรุงเทพฯ ชั้นใน ขณะที่รถเมล์มีให้บริการน้อยมาก เรือด่วนก็มีแค่คลองแสนแสบ ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการใช้บริการ ประชาชนจึงต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อเข้ามาทำงานในเมืองเป็นหลัก ทำให้รถติดมากช่วงเวลาเร่งด่วน ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ตัดผ่าน สร้างไปแล้ว 92.38% และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) สร้างไปแล้ว 93.55%

4 ปัญหา PM2.5 โซนกรุงเทพฯ ตะวันออกถือเป็นโซนที่มีปัญหา PM2.5 สูงมาก โดยเฉพาะในเขตบึงกุ่ม หนองจอก บางกะปิ ลาดกระบัง เป็น 4 เขตที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 สูงที่สุดในกรุงเทพฯ เนื่องจากมีถนนวงแหวนรอบนอกที่รถบรรทุกใช้วิ่งเลี่ยงเมือง และมีการก่อสร้างถมดินอยู่ตลอด รวมถึงการเผาขยะและเผาเชื้อเพลิงจากโรงงานอุตสาหกรรมบริเวณใกล้เคียงด้วย ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก

ดร.สุชัชวีร์กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาที่ 5 คือปัญหากลิ่นเหม็นจากศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ทำให้เกิดความรำคาญและลดมูลค่าของพื้นที่ลงไปอย่างมาก ไม่มีใครอยากมีบ้านอยู่ใกล้โรงคัดแยกขยะ ราคาบ้านในบริเวณรอบๆ โรงคัดแยกจึงราคาถูกลงมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ใกล้เคียง

ดร.สุชัชวีร์ชี้ว่า โรงงานกำจัดขยะมูลฝอยอ่อนนุช เขตประเวศ เป็น 1 ใน 3 โรงงานกำจัดขยะของ กทม. มีขนาด 586 ไร่ มีปริมาณขยะเฉลี่ย 4,000 ตันต่อวัน ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สีน้ำเงินตามกฎหมายผังเมืองรวม กทม. หรือเป็นที่ดินประเภทสถาบันราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ อย่างไรก็ตาม พบปัญหาขยะส่งกลิ่นกระทบชุมชนในพื้นที่โดยรอบ เช่น ชุมชนร่วมใจอ่อนนุช 86 และชุมชนร่มไทร นอกจากนี้ โรงงานกำจัดขยะเข้ามาดำเนินกิจการเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เริ่มมีกลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นแก๊สเน่า และฝุ่นละอองปลิวเข้ามาในชุมชน ถึงแม้จะทำการปิดประตูหน้าต่างบ้านอย่างมิดชิดก็ป้องกันได้เพียงฝุ่นละออง แต่กลิ่นเหม็นยังคงเข้าไปในตัวบ้าน

“เวลานี้ต้องบอกว่าพี่น้องประชาชนหลายคนเกิดความกังวลใจต่อสุขภาพของคนในครอบครัว เพราะกลิ่นเหม็นที่รุนแรง ทำให้หลายคนมีอาการวิงเวียนศีรษะ น้ำมูกไหล และเป็นโรคภูมิแพ้ ที่เกิดจากกลิ่นและฝุ่นละออง รวมไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่เริ่มเปลี่ยนไป หากไม่จำเป็นจะไม่ออกมาจากตัวบ้าน ซึ่งจะได้กลิ่นเหม็นน้อยที่สุด”

ทั้งนี้ ดร.สุชัชวีร์เน้นย้ำว่า ปัญหาต่างๆ ที่สำคัญดังกล่าว ตนเองและผู้สมัคร ส.ก.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมที่จะดำเนินการแก้ปัญหา เพื่อเปลี่ยนชีวิตพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ โซนตะวันออก และเชื่อว่า “เราทำได้” ภายใต้ “ความจริงใจ” ที่พร้อมทุ่มเทอย่างเต็มที่