เอาละซี, ถ้าพม่าไม่ได้เผา แล้วอยุธยายับเยินอย่างไรล่ะทีนี้

เหมือนขอนไม้หล่นตูมลงบึงซึ่งน้ำนิ่งมานาน เมื่อหลักใหม่ปรากฏจากการขุดค้นทางโบราณคดี ที่พระราชวังหลวงพระเจ้าอู่ทอง ไม่พบชั้นไฟไหม้ช่วงเสียกรุงศรีอยุธยา ปี 2310 เลย แต่กลับได้หลักฐานขี้เถ้าและแผ่นไม้ไหม้ไฟสมัยเจ้าสามพระยา ซึ่งเวลาย้อนลึกลงไป และมีหลักฐานพงศาวดารยืนยันเรื่องราวแทน

ระลอกการเรียนรู้ย่อมกระฉอกฉาว เมื่อ มติชนออนไลน์ รายงานข่าวนี้

โดยจับเนื้อหาจากบทความ “ร่องรอยพระราชวังหลวงสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง” ของ ศุทธิภพ จันทราภาขจี นักโบราณคดี กรมศิลปากร ซึ่งขุดค้นในวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ อยุธยา อันเดอร์กราวน์ด ประวัติศาสตร์อยุธยาจากวัด วัง ชั้นดิน และสิ่งของ

เปิดเผยตอนหนึ่งถึงหลักฐานไฟไหม้พระราชวังเดิม ว่าอาจเกี่ยวกับการปรับพื้นที่ ส่วนการพบชิ้นไม้ไหม้ไฟนั้น เชื่อว่ามีช่วงอายุไกลไปถึงก่อนปี พ.ศ.1967 อีก

การขุดค้นทางโบราณคดีดีอย่างนี้เอง มีข้อมูลใหม่ๆ ให้ได้ขบคิดไล่เรียงหาความเป็นไปได้กัน

สองปีก่อนหน้านี้ อาจารย์ รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ภาคประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ รามคำแหง เขียนหนังสือ พระศรีสรรเพชญ์ ไม่ถูกไฟเผาลอกทอง ตอนกรุงแตก ให้สะเทือนวงวิชาการมาแล้ว

แค่นั้นยังไม่พอ อาจารย์ยังระบุว่า เศียรพระพุทธรูปใหญ่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก็คือเศียรพระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ์นั่นเอง ก่อเสียงอภิปรายเกิดขึ้นได้เกรียวกราว

นอกจากนี้แล้ว ในหนังสืออยุธยา อันเดอร์กราวน์ด ยังมีบทความของ นรุตม์ โล้กูลประกิจ นักโบราณคดีอิสระ เรื่อง “ชีวประวัติพระราชวังหลวงจากหลักฐานโบราณคดี” ระบุว่า ไม่พบร่องรอยที่แสดงว่ามีไฟไหม้รุนแรงในพระราชวังหลวงและวัดพระศรีสรรเพชญ์เลย

“ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ สังคมไทยมักเข้าใจว่าพม่าเผากรุงศรีอยุธยาในสงครามเสียกรุงครั้งที่ 2 ทำให้ปรากฏภาพปราสาทและพระราชวังถูกเผาตามสื่ออยู่เสมอ อย่างไรก็ดี ผลการขุดค้นในเขตพระราชวังหลวงและวัดพระศรีสรรเพชญ์ กลับไม่พบชั้นดิน ชั้นถ่าน ชั้นขี้เถ้า รวมถึงร่องรอยการเผาไหม้อย่างรุนแรง ปรากฏบนโครงสร้างสถาปัตยกรรม และในชั้นดิน ที่แสดงถึงร่องรอยไฟไหม้ครั้งใหญ่แต่อย่างใดเลย”

จึงได้ข้อสรุปตามมาว่า

“ประการแรก พม่าไม่ได้เผาพระราชวังหลวงและวัดพระศรีสรรเพชญ์อย่างรุนแรง ตามจินตนาการในสมัยหลัง ประการที่ 2 ชั้นดินและหลักฐานที่แสดงถึงการเผาที่ว่านั้น ได้หายไปพร้อมการขุดแต่งและบูรณะเมืองโบราณอยุธยา นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงช่วงพัฒนาพื้นที่ ให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์

“ฉะนั้น หากตัดข้อสันนิษฐานชุดหลัง ว่าร่องรอยการเผาไหม้พระราชวังหลวง หายไปพร้อมกับการขุดค้นสมัยหลัง หากมีการเผาสิ่งก่อสร้างครั้งใหญ่และรุนแรง ในพระราชวังหลวงจริง ก็ควรเหลือร่องรอยของชั้นถ่านและร่องรอยการเผา ปรากฏตามโครงสร้างสถาปัตยกรรมที่เหลืออยู่บ้าง”

ก่อนจะจบความสำคัญตอนนี้ว่า

“ซึ่งถ้าเชื่อตามข้อสันนิษฐานประการแรก ย่อมหมายความว่า การขุดค้นทางโบราณคดี เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่จะช่วยทลายมายาคติ เรื่องพม่าเผากรุงศรีอยุธยา จนวอดวายได้”

การขุดค้นทางโบราณคดี ดีอย่างนี้เอง ได้หลักฐานใหม่ๆ มาให้เรียนรู้ถกเถียง หาความจริงที่ใกล้เคียงความเป็นไปได้กัน โดยเฉพาะ หากช่วยลบล้างหรือบรรเทามายาคติที่มีอยู่ (ซึ่งเป็นอีกประเด็นน่ารู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จากตำราประวัติศาสตร์ไทย ได้หลักฐานที่ไหนมาเขียน) ก็ยังดีกว่าการถูกยัดเยียดความเกลียดชังแก่กันอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาหลายชั่วอายุคน

หนังสือสองเล่มนี้ อยุธยา อันเดอร์กราวน์ด กับ พระศรีสรรเพชญ์ไม่ถูกไฟเผาลอกทอง จึงควรแก่การศึกษา ทบทวน คำถามใหม่ เพื่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์สมกับเวลาที่ล่วงมาไกลแล้ว

เสียกรุงก็เสียกรุง หลักฐานบันทึกพ้องกันอยู่แล้ว แต่เสียกรุงยับเยินขนาดไหน อย่างไร หากข้อมูลใหม่ปรากฏขึ้นขัดแย้งกับความเชื่อเดิม ก็ต้องรับฟัง ตรวจตรา เพราะก่อนนี้ก็รู้กันแล้วว่า อยุธยาทรุดโทรมซ้ำหลังเสียกรุง ก็เพราะการขุดรากฐานกำแพงนำอิฐมาใช้สร้างเมืองใหม่ ส่วนในวัด วัง ทั้งหลาย ผู้ชำนาญเฉพาะด้าน ก็จับกลุ่มตั้งคณะกันขุดหาสมบัติจนโบราณสถานทะลุปรุเสียหายไปหมด

ทำกันมานานตลอดระยะเวลาสองร้อยกว่าปีจนปัจจุบัน หาอะไรไม่ได้แล้ว จึงเลิกรากันไป

…ก็พอดีมีอีกเรื่องสำคัญที่ต้องติดตาม เมื่อ สุจิตต์ วงษ์เทศ ขยายคำ “มากจนเกินความจริง” ของ พิเศษ เจียจันทร์พงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิของกรมศิลปากร ที่กล่าวเรื่องอาณาเขตกรุงสุโขทัย ไว้ในหนังสือ สุโขทัย เมืองพระร่วง ของกรมศิลปากร ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ปี 2562

ค้าน “ประวัติศาสตร์ชาติไทยเสกสรรปั้นแต่ง สุโขทัยมีอำนาจกว้างขวางเหนือคาบสมุทรแหลมมลายู (รวมรัฐปัตตานี) ซึ่งไม่เป็นจริงตามหลักฐานโบราณคดี”

สุจิตต์ได้สำทับต่อว่า “ไทยจึงไม่ได้เสียดินแดนมลายูตามที่ชอบยกเมฆ เรื่องนี้มีงานวิจัยวิชาการ อยู่ในหนังสือ เสียดินแดนมลายู ประวัติศาสตร์ชาติฉบับพล็อต ทวิสท์ ของ ฐนพงศ์ ลือขจรชัย สำนักพิมพ์มติชน”

หนังสือเหล่านี้จึงเป็นงานสำคัญของยุคสมัยการเรียนรู้ ที่ต้องก้าวข้ามความเชื่อเก่าๆ ไปให้ได้

…อย่างน้อยเริ่มต้นกับลูกหลานก็ได้ ด้วย สนุกอ่านประวัติศาสตร์สุโขทัย ของ อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ ที่จะนำเด็กๆ ไปรู้จักสุโขทัยทั้งการเมือง การปกครอง บุคคล โบราณคดี ก่อนมาเป็นเมืองวัฒนธรรม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

เป็นการวางรากฐานความเข้าใจเมืองโบราณแก่เด็กๆ ก่อนเข้าถึงประเด็นขัดแย้งหลักๆ ทางประวัติศาสตร์ เพื่อรู้จักบ้านเมืองตัวเองอย่างถ่องแท้ต่อไป

จะได้แยกแยะความเชื่อ ข้อเท็จจริง กับกิจกรรมวัฒนธรรมชุมชนได้เหมาะสม เช่น เรื่องลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ว่านางนพมาศเป็นเรื่องที่เพิ่งเขียนขึ้นแต่ต้นรัตนโกสินทร์นี้เอง แต่เป็นงานประเพณีของจังหวัดได้

เช่นเดียวกับ สุพรรณบุรีมีเจดีย์ยุทธหัตถี กาญจนบุรีก็มีเจดีย์ยุทธหัตถี พระนเรศวร์ชนช้างหนเดียวสองแห่งเลยหรือ ความเชื่อก็เชื่อไป ไม่ต้องรบราล้มล้างฟาดฟันกันว่าใครแท้กว่าใคร แต่หลักฐานทางโบราณคดีต่างหาก ที่จะให้ข้อสันนิษฐาน ได้ใกล้เคียงความเป็นไปได้ หรือลวดลายลักษณะของเจดีย์โบราณต่างหากที่สามารถระบุยุคสมัยที่แท้

เราเรียนรู้ หรือสนับสนุนให้ลูกหลานเราเรียนรู้ เพื่อเจริญสติปัญญากันดีกว่าไหม

 

 

 

 

 

All site contents copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.

บทความก่อนหน้านี้‘ชาวนา’ พอใจประกันรายได้ ข้าว 5 ประเภท คาดเริ่มใช้ฤดูกาลนาปีนี้
บทความถัดไปสัมมนากงสุลทั่วโลก 2562 “เหลียวหลังแลหน้า การทูตเพื่อประชาชน”