รินศรัทธา กาญจนวตี … แม้โลกจะมืดมิด แต่”บทกวี”สว่างกระจ่างใจ

หญิงสาววัย 27 ปี คนนี้ เพิ่งนำบทกวีของเธอ “ทุกขณะกระจ่างชัดสัมผัสใจ” กวีนิพนธ์ “จากฉัน‚ผู้ไร้ดวงตา” คว้ารางวัลชนะเลิศเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 16 มาหมาดๆ

โลกของเธอมืดมิด แต่ความสามารถ ลีลาภาษากลอน สำนวนโวหาร สไตล์การเขียน และความคิดของเธอ สามารถนำพารวมบทกวีอย่างทุกขณะกระจ่างชัดสัมผัสใจ ให้สัมผัสความรู้สึกของคนรักบทกวีได้อย่างงดงาม และได้รับการยอมรับทั้งจากกวีด้วยกัน และนักอ่านมากมาย

ในวันที่ “รินศรัทธา กาญจนวตี” นามปากกาของ “หทัยรัตน์ จตุรวัฒนา” มีชีวิตบนโลกใบนี้ เธอมีอวัยวะครบ 32 มีสายตาที่มองเห็นทั้งสองข้าง แต่เพราะไปเข้าตู้อบสำหรับเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด ทำให้ตาข้างซ้ายของเธอบอดสนิท แต่ตาขวายังมองเห็น รินศรัทธาใช้ชีวิตด้วยดวงตาข้างเดียวมาตลอด จนกระทั่งอายุ 14 ปี ที่เช้าวันหนึ่ง ชีวิตของเธอเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

“ลองจินตนาการดูว่า เช้าวันหนึ่งที่ได้ยินเสียงนกร้องอยู่นอกหน้าต่าง แต่พอลืมตาขึ้นมา กลายเป็นว่าเรายังพบกับความเป็นกลางคืนอยู่ แปลกใจว่าเช้าแล้วนี่ นกร้องขนาดนี้ เราต้องตื่นไปโรงเรียน แต่ลืมตาเท่าไหร่ก็ไม่เห็นอะไรเลยที่แสดงถึงแสงสว่าง นาทีนั้นรู้ว่าเกิดความผิดปกติกับชีวิตแน่นอน และเมื่อเดินออกมาจากห้องก็รู้ว่าตัวเองตาบอดสนิทในเวลาชั่วข้ามคืน” รินศรัทธาเล่าให้ฟังถึงบางส่วนของชีวิตด้วยท่าทีสบายๆ

ผู้หญิงคนนี้คิดบวกมากๆ เพราะในวันที่รู้ว่าโลกเปลี่ยนไป เธอไม่เสียเวลามาฟูมฟาย ไม่ทดท้อต่อโชคชะตา แต่ปรับตัวอย่างรวดเร็ว โชคดีที่เธอเรียนมาทั้งอักษรปกติและอักษรเบรล โลกของหนังสือ โลกของการอ่าน จึงกลายเป็นโลกใบใหญ่ของเธอ

“ครูภาษาไทย เป็นคนเปิดโลกใหม่ๆ ให้ ครูพาไปเดินเล่นในทุ่งภาษา ในความรู้สึกของตัวเอง บทกวีหรือหนังสือเป็นเหมือนสวนกว้างๆ ตัวอักษรทุกตัวในหนังสือ เรารู้สึกว่ามันเป็นเหมือนต้นไม้ใบหญ้า มีเสียงนกกาต่างๆ ที่เราได้ยินได้สัมผัส เลยนิยามบทกวีหรือหนังสือว่าเป็นทุ่งหญ้า แล้วให้นิยามตัวอักษรที่อยู่ในนั้นว่า เป็นสิ่งที่เราเอาใจไปสัมผัสกับธรรมชาติในทุ่งหญ้านั้น ในเวลาที่เราเขียนกลอน ก็จะจินตนาการเป็นภาพความรู้สึกในใจ ว่าตอนนี้เรากำลังนั่งอยู่บนผืนหญ้ากว้างๆ เวลาเราเขียนไป ก็จะคิดว่าเราจะทำยังไงให้สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของกลิ่นดอกไม้ ความชื้นของน้ำค้างที่สัมผัสใบหญ้า หรือความอบอุ่นที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ ถ่ายทอดความรู้สึกที่เรานั่งกลางทุ่งหญ้าออกมาเป็นบทกวี”

“ทุกขณะกระจ่างชัดสัมผัสใจ” กวีนิพนธ์ “จากฉัน‚ผู้ไร้ดวงตา” แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ตอน เริ่มจาก “โลกอีกดวงของผู้ไร้ดวงตา” กล่าวถึงสิ่งที่ต้องเผชิญในสภาวะมองไม่เห็น และการเขียนบทกวีก็เป็นพื้นที่แสดงออกถึงประสบการณ์การเรียนรู้ และเยียวยาตนเองทั้งปัจจุบัน และอดีตด้วยความเข้มแข็ง เพียงแค่รู้จักมองต่างมุม ตอนที่สองคือ “ประจักษ์ค่าชีวิต (แม้มิดแสง)” ” เป็นพื้นที่แสดงออกให้เห็นคุณค่าตัวตนของตนเอง แต่ยังแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้ยากไร้อื่นๆ ทั้งคนยากคนจน ผู้ใช้แรงงาน แรงงานข้ามชาติ ตอนที่สาม แสดงออกถึงความรู้สึก ความรัก ความเปลี่ยนแปลง และตอนสุดท้าย “ปัญญากระจ่างแจ้งด้วยความคิด” เป็นส่วนที่ผู้เขียนทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้จากรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งการใช้ชีวิตจริงในสังคมที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วนั้น ทุกขณะจิตต้องไม่ลืมที่จะพินิจใจ

รินศรัทธาใช้เวลาเขียน 71 บท ถึง 5 ปี เธอเอ่ยขำๆ ว่าถึงวันที่ได้จับหนังสือหลังออกจากโรงพิมพ์ว่าน่าจะไม่ต่างจากแม่คนหนึ่งที่เฝ้าคอยการลืมตาดูโลกของลูก

“เหมือนจิตวิญญาณภาคหนึ่งของเราเข้าไปอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เรารอคอยที่จะได้กอดหนังสือมาตลอด ยังจำสัมผัสแรกที่ได้ใช้มือสัมผัสปกได้เลย ดีใจมากที่ปกหนังสือเป็นอักษรนูนขึ้นมา เราบอกหนังสือว่าได้พบกันแล้วนะ อีกครึ่งหนึ่งของจิตวิญญาณ”

“ทุกขณะกระจ่างชัดสัมผัสใจ” กวีนิพนธ์ “จากฉัน‚ผู้ไร้ดวงตา” มีที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เป็นศิลปินแห่งชาติอย่าง “ชมัยภร แสงกระจ่าง” และบรรณาธิการเล่มคือกวีมือรางวัล “นายทิวา”

ชมัยภรเล่าว่า รินศรัทธาไม่ได้เขียนกลอนด้วยตาอย่างคนอื่น แต่เขียนกลอนด้วยใจ บทกวีจึงไม่ได้ตัดพ้อต่อว่าโลก ไม่ได้มีความทุกข์ หรือโกรธแค้นในเรื่องความทุกข์ของตนเอง หากแต่กลอนของเธอมองผ่านดวงตาอันมืดบอดไปสู่โลกกว้าง และยืนยันความเข้าใจชีวิตผ่านการรับรู้ด้วยหัวใจของเธอ

“ความคิดของเขามีส่วนที่ทำให้งานแตกต่างจากคนอื่น เขามองเห็นสังคม เขารู้ว่าสังคมมีปัญหาทั้งที่มองไม่เห็น เห็นว่ามนุษย์เป็นยังไง ควรจะเท่าเทียมกันยังไง ควรมีชีวิตยังไง แล้วเขียนบทกวีด้วยสำนวนภาษาที่เขาสร้างขึ้นอย่างชัดเจนและมีน้ำหนัก

แปลกใจเหมือนกันนะ อย่างเราตะลอนๆ ไปทั่ว แต่น้องไม่ใช่อย่างเรา รู้สึกว่าเขามหัศจรรย์ โลกข้างในทำงานดีมาก และชัดเจน” ชมัยภรเล่าด้วยรอยยิ้มกว้าง

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ต่อให้บางบทกวีในเล่มนี้เป็นความเศร้า ก็จะเป็นความเศร้าที่แฝงด้วยความหวัง รินศรัทธาเอ่ยถึงประเด็นนี้พร้อมยิ้มที่สดใสว่า

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะไหน อยู่ในความทุกข์มากแค่ไหน ตราบใดที่คุณมีหวัง คุณก็จะมีชีวิตอยู่ได้”

“โลกของฉันมืดยิ่งกว่าหลับตาสนิท แต่ดวงจิตฉันสว่างกระจ่างอยู่

และทุกวันฉันใช้หัวใจดู ยังคงสู้และพร้อมไม่ยอมแพ้”

 

 

 

 

 

All site contents copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved.

บทความก่อนหน้านี้บริหารความขัดแย้ง…
บทความถัดไปคุณภาพคือความอยู่รอด ตอน บูรณาการเพื่อเป้าหมายเดียวกัน : โดย วิฑูรย์ สิมะโชคดี